เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวเหตุการณ์ในรายการ Ghost Hunt กลายเป็นกระแสร้อนแรงมาก เมิ่งชิงชิงได้รับโทรศัพท์จากตงไห่แต่เช้าว่ามีงานสัมภาษณ์ในรายการหลายรายการติดต่อเข้ามาให้ไป่ฉีไปออกรายการ ทั้งทอล์คโชว์และรายการข่าว ทั้งตัวไป่ฉีและผู้ร่วมรายการคนอื่น มีทั้งทีมงานฝ่ายกล้องและผู้กำกับ รวมถึงซือกงกับฉินฮวาด้วย แน่นอนว่าไป่ฉีตอบตกลงทันที สำหรับดาราแล้วการได้ออกสื่อบ่อย ๆ ยิ่งดีต่อการเป็นที่รู้จัก รวมถึงยังอาจได้ฐานแฟนคลับเพิ่มมาอีกด้วย
ดังนั้นวันนี้ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงจึงต้องไปออกรายการทอล์คโชว์กับรายการข่าว 4-5 รายการ ทำให้เมิ่งชิงชิงยิ้มหน้าบานเพราะเธอจะได้ส่วนแบ่งจากรายได้ของไป่ฉีมากขึ้น อย่างน้อยเดือนหน้าเธอก็สามารถจ่ายเงินค่าส่วนกลางให้ทางคอนโดที่เธออยู่ได้ โดยไม่ต้องเจียดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มาโปะตรงส่วนนี้ ซึ่งงานสัมภาษณ์นั้นยาวต่อเนื่องไปทั้งสัปดาห์จึงซาลง
รายการ Ghost Hunt กลายเป็นที่นิยมชั่วพริบตา เพียงแต่หลังจากเทปนั้น พวกเขาไม่เคยเจอผีแบบเห็นชัดขนาดนั้นอีกเลย ทำให้เรตติงของรายการลดลงจนกลับสู่ภาวะปกติ
ส่วนไป่ฉีนั้น เขาได้วันหยุดมา 3 วัน เพื่อไปร่วมงานประลองของตำหนักเทพกิเลน แม้จะต้องทำงานตลอดทั้งสัปดาห์แต่เขาก็ไม่ลืมแวะไปเลื่อนขั้นพลังปราณให้กับเฟิงเทียน จนตอนนี้ระดับของเฟิงเทียนนั้นสูงกว่าเส้าเทียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยเส้าเทียนตอนนี้อยู่ในระดับปราณจักรพรรดิขั้น 1 แม้จะพยายามฝึกฝนอย่างหนักก็ตาม ส่วนเฟิงเทียนตอนนี้นั้นอยู่ในระดับปราณจักรพรรดิขั้น 5 เท่ากับหลงเทียนหมิงแล้ว
ในคืนก่อนการประลอง ไป่ฉีในรูปลักษณ์ของอวี้กงได้มายังถ้ำฝึกฝนของเฟิงเทียน เขาดีใจที่เจ้าเด็กน้อยนี่ยังคงหมั่นฝึกฝนพลังปราณและทักษะต่อสู้ที่เขาสอนให้ไม่เคยหยุดพักเลย จากการทดสอบพบว่ากระบวนท่ากระบี่กิเลนอัสนีของเฟิงเทียนนั้น สามารถสำเร็จถึงขั้นกลางได้แล้ว นับว่าเป็นคนมีพรสวรรค์มากคนหนึ่ง ถ้าไม่นับเรื่องเสร็จสมทุกครั้งที่เลื่อนขั้นลมปราณ นับเป็นบุรุษที่สมบูรณ์แบบแล้วในตอนนี้
“ท่านอาจารย์ พรุ่งนี้ท่านจะมาดูผมประลองใช่ไหม” เฟิงเทียนถาม แววตาฉายชัดถึงความคาดหวัง
“ใช่ อาจารย์กับจางหนี่หวังจะมาดูเจ้าลงประลอง” ไป่ฉีกล่าว
“แต่ว่าการแข่งขันภายในไม่เคยเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมมาก่อน” เฟิงเทียนกล่าว
“ถ้าเป็นคนทั่วไปล่ะก็นะ แต่เจ้าอย่าลืมว่าจางหนี่หวังเป็นใคร แล้วฉันเป็นใคร ประมุขแห่งสมาคมการค้ากับเทพกระบี่จะมาดูการประลอง ซ้ำฉันยังบอกอีกว่าจะช่วยชี้แนะให้กับพวกรุ่นเยาว์ในตระกูลหลังการประลองแต่ละรอบจบลง ใครจะไม่ต้องการล่ะหืม” ไป่ฉีกล่าว
“สมกับที่เป็นท่านอาจารย์ ความคิดช่างล้ำลึกยิ่งนัก” เฟิงเทียนกระโดดกอดอาจารย์ของเขาราวกับเด็กน้อย
“ใช่ความคิดฉันลึกล้ำ แต่ไอ้ตรงนั้นของเจ้ากำลังรุกล้ำเข้ามาโดนข้า เจ้าศิษย์โรคจิต” ไป่ฉีถีบเฟิงเทียนออกเมื่อสัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังทิ่มโดนต้นขาเขาอยู่
“แหะ ๆ ขอโทษครับท่านอาจารย์” เฟิงเทียนหัวเราะแห้ง ๆ
“ให้ไปทำกับเมียเจ้าหรือหญิงสาว มิใช่ทำกับบุรุษด้วยกัน หากยังทำแบบนี้อีก ฉันจะมัดเจ้าส่งให้เหลาเหล่าจัดการ” ไป่ฉีกล่าว
“ศิษย์ทราบแล้วครับ” เฟิงเทียนได้ยินชื่อนี้ก็รีบเอามือปิดก้นของตัวเองทันที ใครบ้างในยุทธภพจะไม่รู้จักเฒ่าวิปลาสเหลาเหล่าในเรื่องกินผู้ชายต่างอาหาร 3 มื้อกัน
“พักผ่อนซะ การประลองมี 3 วัน ยังไงก็แล้วแต่ พยายามปกปิดพลังเอาไว้ ยิ่งคู่ต่อสู้รู้วิชาของเราน้อยเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เจ้ามีโอกาสชนะมากขึ้นเท่านั้น อย่าลืมว่านี่เป็นก้าวแรกที่จะให้เหล่าผู้อาวุโสเห็นความสามารถของเจ้า หากเจ้าแสดงให้เห็นว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าเจ้าเด็กน้อยเส้าเทียนนั่น ย่อมต้องมีผู้อาวุโสหลายคนหันมาสนับสนุนเจ้าแน่นอน” ไป่ฉีกล่าว
“ศิษย์ทราบแล้วครับ” เฟิงเทียนรับคำ
“ราตรีสวัสดิ์ เจอกันพรุ่งนี้” กล่าวจบ ไป่ฉีก็หายตัวไปจากห้องฝึกฝนนั้น ส่วนเฟิงเทียนเองก็ทำตามคำแนะนำของอาจารย์ เขากลับไปยังห้องนอนเพื่อพักผ่อน
“กลับมาแล้วเหรอเฟิงเทียน” แม่ของเฟิงเทียนทักขึ้น หลังเห็นลูกชายกลับมาจากถ้ำฝึกฝน
“ครับ ท่านอาจารย์แนะนำให้กลับมาพักผ่อนครับ” เฟิงเทียนกล่าว
“ดีแล้วล่ะ” แม่ของเฟิงเทียนเองก็เห็นด้วยเช่นกัน ลูกชายของเธอตรากตรำฝึกพลังปราณกับกระบวนท่า โดยไม่บ่นว่าเหนื่อยสักคำ บางครั้งเธอต้องคอยเตือนให้พักผ่อน ไม่อย่างนั้นลูกชายของเธอก็จะฝึกจนกว่าจะพอใจ
“ฮูหยินคะ ประมุขเวิ่นเทียนมาค่ะ” บ่าวรับใช้สาวเคาะประตู 3 ครั้งก่อนจะรายงานว่าประมุขตำหนักเทพมา
“รีบเชิญท่านประมุขเข้ามา” แม่ของเฟิงเทียนกล่าว
เพียงไม่นาน จี๋หลินเวิ่นเทียนก็เดินเข้ามา สิ่งที่เขาทำคือเดินเข้ามาหาแม่ของเฟิงเทียน ก่อนจะโอบเอวแล้วประคองกันไปนั่งที่เก้าอี้ และเรียกเฟิงเทียนเข้าไปหา
“ท่านพ่อ เรียกหาลูกมีธุระอะไรรึเปล่าครับ” เฟิงเทียนถาม
“พ่อแค่อยากรู้ว่าลูกเป็นยังไงบ้าง ตื่นเต้นรึเปล่า” จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม
“ตื่นเต้นครับ พรุ่งนี้ผมจะได้พิสูจน์ฝีมือกับเส้าเทียนแล้ว” เฟิงเทียนกล่าว
“พ่อขอเตือนอย่างหนึ่ง การประลองในตำหนักเทพกิเลนนั้น แม้จะไม่ใช่การประลองเป็นตาย แต่เส้าเทียนหรือลูกของผู้อาวุโสอาจจะทำร้ายลูกจนพิการได้ ระวังตัวเอาไว้ด้วย” จี๋หลินเวิ่นเทียนเตือนด้วยความเป็นห่วง
“ครับ ว่าแต่ผมสามารถท้าประลองเป็นตายในการประลองจัดอันดับนี้ได้รึเปล่าครับ” เฟิงเทียนถาม
“หากผู้อาวุโสเกินครึ่งยินยอม จึงจะสามารถทำได้ นี่คงไม่ได้คิดจะสู้กับเส้าเทียนจนตายกันไปข้างหนึ่งใช่ไหม” จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม
“แค่ถามเผื่อไว้น่ะครับ ผมกับเส้าเทียนคงจะอยู่ด้วยกันไม่ได้จริง ๆ” เฟิงเทียนกล่าว
“เอาเถอะ กฎย่อมเป็นไปตามกฎ หากลูกหรือเส้าเทียนตาย มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะอยู่รอด พ่อเคยผ่านมาแล้ว ทั้งการแก่งแย่งอำนาจระหว่างพี่น้อง หรือแม้แต่การฆ่ากันเองเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“ผมจะจำไว้ครับ” เฟิงเทียนกล่าว
“งั้นพักผ่อนซะ พ่อขอตัวก่อน” จี๋หลินเวิ่นเทียนลุกขึ้นก่อนจะเดินออกไป
ในคืนนั้นไป่ฉีได้วางค่ายกลเอาไว้โดยรอบตำหนักเทพ รวมถึงลานประลองด้วย อย่างไรก็แล้วแต่ เพื่อความไม่ประมาท เขาได้เตรียมค่ายกลสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บร้ายแรงแบบเร่งด่วนเอาไว้ให้เฟิงเทียน ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อฝีมือของเฟิงเทียน แต่ใครจะรู้ว่าผู้อาวุโสบางคนอาจจะใจแคบ แพ้แล้วไม่ยอมรับความจริง อาจจะคิดทำร้ายเฟิงเทียนได้ หากเจ้าศิษย์นี่ตายที่เขาลงแรงมาทั้งหมดก็สูญเปล่าน่ะสิ ดังนั้นการหาทางปกป้องชีวิตของเฟิงเทียนนั้นสำคัญมาก แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็เอ็นดูเจ้าศิษย์โรคจิตนี่อยู่พอสมควร
เช้าวันรุ่งขึ้น
เฟิงเทียนตื่นนอนไปอาบน้ำและใส่ชุดแข่งขันที่จี๋หลินเวิ่นเทียนให้คนนำมาให้ ในการประลองนั้นทุกคนจะใส่ชุดแบทเทิลสูทรัดรูปสีดำทั้งหมดเหมือนกัน หากแต่แตกต่างกันที่อาวุธ ซึ่งเฟิงเทียนนั้นได้รับกระบี่ระดับราชันย์จากไป่ฉี โดยไป่ฉีได้กำชับมาว่าหากไม่จำเป็นอย่าได้เผยมันให้ใครเห็นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมันจะนำความยุ่งยากและอันตรายมาสู่ตัวเขากับแม่ของเขาได้
เฟิงเทียนเดินทางไปยังสนามประลองทันที ระหว่างทางมีหญิงสาวที่สวมชุดแบทเทิลสูทสีดำรัดรูปมองมาที่เฟิงเทียนเช่นกัน ด้วยรูปร่างของเฟิงเทียนตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อสวยงามจากการฝึกของไป่ฉี สาว ๆ หลายคนจ้องกล้ามเนื้อของเฟิงเทียนตาไม่กระพริบ มีบางคนจ้องไปที่เป้าของเฟิงเทียนเพื่อหวังจะเห็นขนาดของบางสิ่ง
“นั่นเฟิงเทียนเหรอ ไม่เห็นซันาน ทำไมถึงดูดีขึ้นขนาดนี้กันนะ”
“น่าเสียดาย หากเฟิงเทียนไม่ใช่คนในตระกูลที่มีสายเลือดเดียวกัน ฉันอยากให้พ่อกับแม่ไปทาบทามเรื่องหมั้นให้จัง”
“แต่งกับเฟิงเทียนจะดีเหรอ เส้าเทียนคอยกดหัวอยู่ทุกวัน ครั้งก่อนเส้าเทียนก็ไปหาเรื่องถึงหน้าเรือนพัก แต่คราวนั้นเฟิงเทียนเอาแต่หลบอยู่ในเรือนพัก ฉันคิดว่าเขาอ่อนแอและขี้ขลาดมากกว่า”
เฟิงเทียนได้ยินมันทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่เป็นคำชื่นชมเสียมากกว่า ใช้เวลาไม่นานเขาก็เดินมาถึงลานประลอง ที่ลานประลองมีหนุ่มสาวและรุ่นเยาว์ของตระกูลจี๋หลิน กับรุ่นเยาว์จากตระกูลในปกครองของตำหนักเทพกิเลนกำลังพูดคุยกันอยู่ระหว่างรอพิธีเปิด แน่นอนว่าเมื่อเฟิงเทียนมาถึง สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เขา ทั้งชื่นชม ลุ่มหลง หมั่นไส้ เหยียดหยาม ปะปนกันไป
“ประมุขจางหนี่หวังกับเทพกระบี่อวี้มาถึงแล้ว” เสียงของคนเฝ้าประตูตะโกนขึ้น ผู้อาวุโสของตำหนักเทพกิเลนกับประมุขจี๋หลินเวิ่นเทียนรีบลงมาต้อนรับทั้ง 2 ด้วยตนเอง
จางหนี่หวังมาในชุดเดรสสีม่วงอ่อน ใบหน้าแม้จะดูมีอายุ แต่แสดงให้เห็นว่าตอนยังสาวเธอเป็นคนสวยมากทีเดียว สายตาผู้อาวุโสหลายคนจับจ้องไม่วางตา พวกเขาไม่ได้มองจางหนี่หวังด้วยความชื่นชม แต่กลับมองหาจังหวะที่จะเข้าไปพูดคุยสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเธอมากกว่า ด้วยเพราะสมาคมการค้านั้นมีอำนาจมากกว่าตำหนักเทพซะอีก หากได้รับการสนับสนุนจากประมุขจาง พวกเขาก็จะมีอำนาจมากขึ้น
ที่เดินตีคู่มากับประมุขจางคือผู้ที่ชาวยุทธ์ทุกคนมอบฉายา เทพกระบี่ ให้ ด้วยทักษะยุทธ์ด้านกระบี่ของชายหนุ่มนาม อวี้กง คนนี้นับว่ายอดเยี่ยมที่สุด ซ้ำในงานประมูลคราวก่อน เขาสามารถต่อสู้กับประมุขตำหนักเทพเต่ามังกรอย่าง อู่กุยหลงจิน ได้อย่างสบาย ๆ ดังนั้นนอกจากจะได้รับฉายาเป็น เทพกระบี่ แล้ว เหล่าจอมยุทธ์หญิงแห่งยุทธภพต่างต้องการครอบครองหัวใจของชายหนุ่มผู้นี้ ใครเล่าจะไม่ต้องการสามีที่มีทั้งเงิน อำนาจ ฝีมือยุทธ์ และหน้าตาราวเทพเซียนมาเป็นสามี หากแต่พวกเธอไม่เคยแม้แต่จะได้พูดคุยหรือสนทนากับอวี้กงโดยตรงแม้แต่ครั้งเดียว จะมีก็แต่จางหนี่หวังเท่านั้นที่มีโอกาสได้พูดคุยกับชายหนุ่มแบบส่วนตัว ทำให้พวกเธออดคิดไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว จางหนี่หวังนี่แหละที่คว้าหัวใจของเทพกระบี่ผู้นี้เอาไว้ได้
“สวัสดีประมุขจาง ท่านอวี้” จี๋หลินเวิ่นเทียนให้ความเคารพกับทั้ง 2 คนอย่างมาก คนหนึ่งเป็นผู้กุมอำนาจสมาคมการค้าไว้ในมือแบบที่ใครก็ไม่อาจโต้เถียงได้ อีกหนึ่งคือผู้มีฝีมือกระบี่ที่เหล่าชาวยุทธ์ต่างอยากกราบเขาเป็นอาจารย์เพื่อขอร่ำเรียนวิชากระบี่จากเขา (ในมุมของผู้ชายนะ)
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก ฉันแค่มาเป็นเพื่อนท่านอวี้เท่านั้น” จางหนี่หวังกล่าว
'หรือว่าข่าวลือที่เขาบอกว่าท่านอวี้กงกับประมุขจางคบหาดูใจกันจะเป็นความจริง' จี๋หลินเวิ่นเทียนคิด
“เด็กหนุ่ม 2 คนที่อยู่ข้างหลังท่านประมุขจี๋หลิน คงเป็นเส้าเทียน กับเฟิงเทียนใช่รึเปล่า” ไป่ฉีทักขึ้น
“ใช่ครับ ลูกชายผมทั้ง 2 คน ในช่วง 1 เดือนมานี้ พวกเขามีฝีมือก้าวหน้าขึ้นมากทีเดียว” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าวอวยลูกชายทั้ง 2 คนของตน
“ผมจี๋หลินเส้าเทียน คารวะท่านอวี้กง” จี๋หลินเส้าเทียนคำนับอวี้กงด้วยท่าทีนอบน้อม
“ผมจี๋หลินเฟิงเทียน คารวะท่านอวี้กง” จี๋หลินเฟิงเทียนคำนับอวี้กง
'ท่านอาจารย์เท่สุด ๆ เล่นบททำเป็นไม่รู้จักเราได้เนียนจริง ๆ' เฟิงเทียนเอ่ยชมอาจารย์ในใจ
“ฉันขอชมฝีมือของพวกเจ้าทั้ง 2 คนหน่อยก็แล้วกัน ว่าจะเก่งสมกับที่พ่อของพวกเจ้ากล่าวรึเปล่า” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น ทำเอาจอมยุทธ์หญิงรุ่นเยาว์ทั้งหลายหน้าขึ้นสีด้วยความเขินอาย
จากนั้นไป่ฉีกับจางหนี่หวังมีบ่าวของตำหนักเทพ เดินนำไปยังที่นั่งซึ่งจัดเตรียมเอาไว้ โดยตำแหน่งที่นั่งนั้นถูกวางไว้ขนาบ 2 ข้างของที่นั่งประมุขจี๋หลินเวิ่นเทียน
“ผู้เข้าแข่งขันทุกคนมารวมกันที่ลานประลอง ฉันจะเริ่มการจับสลากแบ่งคู่การต่อสู้กัน” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศ
________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
