หมู่ชน ต่างจับจ้องไปที่ อี้ฟางหรง เป็นตาเดียว ไม่คิดหญิงสาวที่ยืนท่ามกลางท้องฟ้า จะกล้าสอดมือเข้ามายุ่งในยามนี้ ทว่าหลายๆ คนกลับไม่สามารถสัมผัส หยั่งถึงพลังของนางได้ ประหนึ่ง ตัวนางไม่อาจจับต้อง สูงส่งเกินจะหาผู้ใดเปรียบ
หญิงชรา เจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์ นางกล่าวขึ้นมาด้วยความเดือดดาล "เจ้าเป็นใครถึงกล้าสอดมือเข้ามายุ่ง ต่อให้เจ้าจะเป็นคนของห่อสมุดโลก ใช่ว่าจะทำอะไรตามใจชอบได้ในสถานที่แห่งนี้ เจ้าเองก็เป็นแค่เด็กรุ่นหลัง ช่างกล้าเหิมเกริม กับเหล่าเจ้าสำนักใหญ่อย่างนั้นหรือ?"
ฉับพลันหญิงชรา ก็พุ่งปราดออกมาหาหญิงสาว ด้วยความเร็วสูงหมายมั่นจะสั่งสอน ให้รู้จักมารยาท ฝ่ามือที่กางออกไปกว้าง แฝงด้วยวิญญาณหงส์เพลิง ราวกับกรงเล็บที่จิกออกไปด้านหน้า คิดจะทำให้ใบหน้างามเพริศพริ้ง ของนางเสียโฉม
อี้ฟางหรง ได้แต่ส่ายหัว เพียงนาง โบกฝ่ามือด้านหน้าอย่างรุนแรง ใบหน้าของหญิงชราก็ราวกับถูกตบ อย่างรุนแรง เคล็ดวิชาที่สำแดงพลันแตกกระเจิงไม่มี ชิ้นดี มาพร้อมเสียง"ปัง!!!"ดังออกมากึกก้อง ร่างหญิงชรา เจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์ ถึงกับร่วงลงกับพื้นในทันใด
"เจ้า! เจ้า!" หญิงชรา เจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์ นางตกใจเป็นอย่างมาก ริมฝีปากพ้นเลือดฝาด ออกมาพร้อมกับฟันที่หักในทันที แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
หมู่ชนไม่น้อย ต่างสูดลมหายใจเข้าลึกไม่คิดว่า ร่างวิญญาณหงส์เพลิง จะถูก เพียงฝ่ามือหญิงสาว ตีแตกได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ เจ้าสำนักคนอื่นๆ เองก็ไม่ได้มีสีหน้า ที่ดีนัก ครั้นเห็นหญิงสาวสลายการโจมตีของ หญิงชรา เจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์ ได้อย่างง่ายดาย ทว่าพวกเขาหรือจะยอมแพ้ อุตส่าห์ถ่อมาตั้งไกล ชายหนุ่มผมขาวที่พวกเขาต้องการก็อยู่เบื้องหน้าจะให้ ถอยกลับไปได้เช่นไรเล่า
"ข้าไม่รู้หรอกว่าเจ้าเป็นใคร หากมาช่วย ชายหนุ่มผมขาว ก็เท่ากับเจ้าเป็นศัตรูกับพวกเรา" เจ้าสำนักศาลาซากศพ เอ่ยคำพูดออกมาด้วยความเดือดดาล จับจ้องสายตาไปที่ อี้ฟางหรง อย่างไม่วางตา อายสังหารโหมซัดออกมาอย่างไม่มีปิดบัง ก่อนยกมือขึ้นผสานอินกลางอากาศ กลิ่นอายความตายแพร่กระจายออกมาอย่างบ้าคลั่ง ก่อรูปเป็นร่างวิญญาณ มารยักษ์6แขน ใบหน้าโหดเหี้ยม "จงสำแดง มารอสูรลงทัณฑ์" ร่างวิญญาณมารยักษ์6แขน พุ่งปราดเข้าใส่หญิงสาว ในทันที มาพร้อมระลอกคลื่นที่ น่าคร้ามเกรงดังออกมาไม่ขาดสาย ราวกับ วิญญาณมารยักษ์ ยืนตระหง่านคำฟ้า ปลดปล่อยกำปั้นทั้ง6ลงมา
ทว่าหมู่ชนก็ต้องเบิกตากว้างอีกครา เมื่อหญิงสาวชี้มือออกมาด้านหน้า กระบี่เล่มยักษ์ก็พุ่งปราดลงมาจากฝากฟ้า หักล้างการโจมตีออกไปอย่างง่ายดาย ส่งผลให้ นครสงครามสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงดังอึกทึกครึกโครม หมู่ชนที่เห็นฉากการต่อสู้ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอไปคำใหญ่ รูม่านตาขยายออกจนสุดด้วยความตกตะลึง หายใจหนักถี่ขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว จ้องมองไปที่ อี้ฟางหรงด้วยความไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
เจ้าสำนักศาลาซากศพ เขาเสียหน้าอย่างหนัก ไม่คิดหญิงสาวที่ดูใบหน้างามเพริศพริ้ง แววตาดุดันแข็งกร้าว จะร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าฉีกหน้าเหล่าเจ้าสำนัก 5ดาว ก่อนเขาจะตะโกนออกมาก้องฟ้า "บรรพบุรุษ ซูหยาง แห่งศาลาซากศพ โปรดลงมือเราไม่อาจปล่อยชายหนุ่มผู้นี้ไปได้"
เหล่าหมู่ชนครั้นได้ยิน พวกเขาต่างมีสีหน้าตาตื่น ก่อนจะมองเห็น ห้วงอากาศบนท้องฟ้า แตกร้าว มาพร้อมร่างชายชราสวมชุดคลุมดำราวกับซากศพ สืบเท้าออกมา ทว่าตามเนื้อตัวกับเต็มไปด้วยโซ่หลายสิบเส้นสาย ประหนึ่งเขาถูกกักขังจองจำ มาพร้อมอายความตายแพร่กระจายออกมาดำทมิฬ จนท้องฟ้าที่เคยสดใส มืดครึ้มไปในฉับพลัน บดบังแสงอาทิตย์จนหม่นแสง ครั้น บรรพบุรุษ ซูหยาง แห่งศาลาซากศพ ชี้นิ้วออกไปด้านหน้า ปราณพลังความตายก็โหมซัดเข้าหา อี้ฟางหรง อย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งคลื่นมหาสมุทรทะเลคลั่ง ซัดเข้าหาชายฝั่ง มาพร้อม ระลอกคลื่นความตาย กรีดร้องออกมาโหยหวน เต็มไปด้วยดวงวิญญาณที่ตายตก เสียง "ปัง! ปัง!" ดังออกมาไม่ขาดสาย
อี้เฉินครั้นเห็นเขาอดไม่ได้ที่จะห่วงอี้ฟางหรง ทว่าเมื่อเห็นนางยกยิ้มขึ้นมา มันก็ทำให้อี้เฉินหนังตากระตุกขึ้นมาเล็กๆ ก่อนฝ่ามือทั้งสองข้างของนางจะผสานอินกลางอากาศ พระพุทธรูปสีทองยักษ์ก็ปรากฏร่างวิญญาณออกมา ส่องแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาพร่างพราวทั่วทิศ ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายที่หมายจะย่างกายเข้าหานาง แตกกระเจิงในทันที
บรรพบุรุษ ซูหยาง เขาไม่ได้ลงมือต่อแต่อย่างใด ครั้นเห็นบนท้องฟ้าสูง มีชายแก่ขี่วัว ส่งเถาวัลย์ไม้ยักษ์ เข้ามาโจมตีหญิงสาวอีกแรง รอบด้านเต็มไปด้วยเถาวัลย์ หมายมั่นจะกำราบตัวนาง จนรอบๆ สั่นไหวไม่หยุด ประหนึ่งงูที่เลื้อยพันออกมาด้วยความฉวัดเฉวียน คิดจะกำราบ ปิดล้อม อี้ฟางหรง ลง
"นั้นมัน บรรพบุรุษ ซวนซีแห่งเผ่าเทพ เขาเองก็ลงมือ ด้วยอย่างนั้นหรือ?" เหล่าผู้คนที่เห็นชายแก่ขี่วัว ปลดปล่อยการโจมตีมาใส่หญิงสาวอีกแรง มันก็ทำให้หลายๆ คน รู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย ดินแดนเผ่าสงครามถึงกับโยกคลอนไม่หยุด ราวกับดินแดนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อถูกปราณพลังที่บ้าคลั่ง ล้นทะลักทลาย ออกมาไม่ขาดสาย พุ่งเข้าประหัตประหารกัน
ก่อนเสียง หนึ่งจะดังออกมาจากฝากฟ้าสูง ส่องแสงพร่างพราวจนผู้คนที่มองมันแสบตาน้อยๆ "เจ้าหนุ่มน้อย ข้าติดหนี้เจ้าในคราก่อน การมาในครั้นนี้ถือว่าข้า มาตอบแทนเจ้าก็แล้วกัน ที่ช่วยพาข้ามายังดินแดนเบื้องบน" ครั้นน้ำเสียงนั้นเอ่ยขึ้นมาหมดประโยค เจดีย์น้อย มันก็ฉายแสงโจมตีลงมาใส่ บรรพบุรุษ ซวนซีแห่งเผ่าเทพ เสียงปัง! ดังออกมากึกก้อง ฟ้าดินสนั่นหวั่นไหวในฉับพลันจากปราณพลังที่ล้นทะลักทลาย อัดกระแทกชายขี่วัว จนริมฝีปากกระอักเลือดออกมาไม่หยุด จนต้องถอยร่น หนีออกไป หลายๆ คนที่สัมผัสกลิ่นอายของ อาวุธระดับจักรพรรดิได้ ต่างตัวสั่นเทิ่มในทันที แถมอาวุธชิ้นนี้ยังมี ความคิดเป็นของตนเอง
อี้เฉินที่จดจ้องการต่อสู้ด้านบนท้องฟ้า เขาจดจำได้ในทันที มันก็คือเจ้าเจดีย์น้อย 'เขาไม่คิดว่าพลังของมันในยามนี้ จะมากถึงเพียงนี้' ครั้นเมื่ออี้เฉินเห็นมัน จางหายออกไปจากสายตา เขาได้แต่ถอนหายใจออกมายาว เอ่ยพูดพึมพำออกมา "เจ้าเจดีย์น้อย ภายภาคหน้า เราจะมีโอกาสได้พบเจอกันอีกหรือไม่ หวังว่ามันจะไม่ใช่การพบเจอคราสุดท้าย"
ด้านอี้ฟางหรง ที่ยืนท่ามกลางท้องฟ้า นางกล่าวคำพูดออกมา "พวกเจ้าเหล่าบรรพบุรุษชรา เปิดเผยตัวตนออกมาเสีย หากมีใครอยากจะสู้อีกก็เข้ามา" ทว่าหมู่ชนไม่น้อยพวกเขาต่างพากันประหลาดใจ เมื่อเห็นว่า เหล่าบรรพบุรุษชราไม่ได้ลงมืออีกต่อไป
อี้ฟางหรงนางกล่าวด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ครั้นสำรวจกายาอี้เฉินไม่มีกระดูกศักดิ์สิทธิ์ อีกต่อไปนางขมวดคิ้วมุ่นในทันที ก่อนบอกกล่าวอี้เฉิน "ข้าบอกเจ้าไปแล้วใช่หรือไม่ หากเจ้าเกิดปัญหาอะไร ให้เอ่ยนามของข้าไป เจ้าศิษย์ผู้โง่เขลาของข้า"
อี้เฉิน เมื่อได้ยินตัวเขาหน้าชาอยู่ไม่น้อย ฝ่ามือทั้งสองข้างกำหมัดจนแน่น อย่างไรเขาก็ไม่เชื่อเพียงเอ่ยนามของนาง ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี เรื่องนั้นมันเป็นไปไม่ได้
เหล่าหมู่ชน ครั้นได้ยินคำพูดของอี้ฟางหรง ดังออกมาเสียงกังวานใส พวกเขาต่างจับจ้องไปที่นางอยากจะรู้ สตรีผู้นี้นางเป็นใครกันแน่ เมื่อหมู่ชนเห็น ร่างชายหนุ่มค่อยๆ ลอยไปหาหญิงสาวท่ามกลางท้องฟ้า ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวางนางอีกต่อไป มันก็ทำให้กลุ่มคนไม่น้อย ต่างกำฝ่ามือไว้จนแน่น ไม่คิดอี้เฉินจะดวงดีถึงเพียงนี้
บรรพบุรุษชรายี่ลั่วหยาง เขาสืบเท้าเดินออกมาจากห้วงมิติ ที่แตกร้าว ด้วยหัวใจที่เต้น รั่วเร็วไม่น้อย คำนับมาที่หญิงสาว ด้วยความนอบน้อม "องค์หญิงอี้ฟางหรง ท่านพ่อของท่านสบายดีหรือไม่?"
เหล่าอนุชนคนรุ่นใหม่ล้วนไม่รู้จักนามนี้ ทว่าเมื่อหญิงสาวกล่าวคำว่าจักรพรรดิยังอยู่ดี มันก็ทำให้หลายๆ คน ใจสั่นสะท้าน "เป็นไปได้อย่างไร นางเป็นคนของราชวงศ์ อี้ อย่างนั้นหรือ แล้วเรื่องที่ จักรพรรดินั้นหมายความว่าเยี่ยงไร หรือเด็กหนุ่มนามว่าอี้เฉินผู้นั้น เขาก็เป็นคนของราชวงศ์"
หมู่ชนที่พากันคาดเดาพวกเขาต่างตัวเย็นเยือก ไม่เว้นแม้แต่เหล่าสำนัก 5ดาว คนของเผ่าสงครามพวกเขาต่างมีสีหน้าที่บูดเบี้ยวไม่น่ามอง ในทันที
ก่อน อี้ฟางหรง จะเขกหัว อี้เฉิน ทว่าในใจนางรู้สึกเดือดดาลไม่น้อย เมื่อพบว่าอี้เฉินเสียกระดูกศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว "เจ้าทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเลยลูกศิษย์ของข้าคนนี้ เจ้าต้องการความยุติธรรมหรือไม่?"
อี้เฉิน จับจ้องลงไปที่ คนของเผ่าสงครามโดยเฉพาะยี่หาญเจีย ก่อนเขาจะตะโกนออกมากู่ก้อง "แม้ว่าข้าจะเสียกระดูกศักดิ์สิทธิ์ ข้าก็จะเดินไปในเส้นทางด้านหน้า หากผู้ใดขวางข้า ข้าจะฆ่าสังหารมันไม่เว้น ยี่หาญเจีย ข้ากับลูกสาวท่าน เราไม่มีอะไรต้องติดค้างกันอีกต่อไป แต่ท่านติดหนี้ข้าก้อนใหญ่ ท่านจงอย่าลืมเสีย"
ยี่หาญเจีย ครั้นได้ยินน้ำเสียงชายหนุ่มประกาศกร้าว เขาได้แต่ทอดถอนใจ ทว่าริมฝีปากของเขา อดไม่ได้ที่จะขำออกมา ไม่คิดว่าชายหนุ่มผู้นี้จะดวงแข็งถึงเพียงนี้
อี้ฟางหรง นางส่งคำพูดทิ้งท้ายไว้ให้ เหล่าบรรพบุรุษชรา ก่อนจะนำพาอี้เฉินจากสถานที่แห่งนี้ไป "พวกเจ้าอย่าลืมเรื่องคำสัญญา ครั้นเมื่อถึงเวลาอย่าได้บิดพลิ้วเป็นอันขาด" คำพูดนั้นทำให้หมู่ชนต่างพากันพูดคุยไม่น้อย ทว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่เข้าใจความหมาย ของมัน
4สำนักใหญ่พวกเขาในยามนี้ กำหมัดไว้จนแน่น ไม่คิดว่าชายหนุ่มผมขาวที่พวกเขาตามล่า จะรอดพ้นเงื้อมมือพวกเขาไปได้อีกครา "ไม่รู้ไอ้เวรนี่มันทำบุญด้วยอะไร เหตุใดมันจึงโชคดีเสียทุกครา"