“บอกมา แกทำงานให้ใคร”
น้ำเสียงข่มขู่พร้อมกับแส้ส่งไปยังร่างของชายนับสิบที่ถูกมัดไว้กับท่อนไม้ในท่ายืน จนพวกมันเลือดอาบไปทั่วทั้งตัว ถึงอย่างนั้นพวกมันกลับไม่เอ่ยปากออกมาเลยสักนิดว่าพวกมันทำงานให้ใคร ไม่ยอมบอกถึงตัวตนเพื่อนร่วมงานที่แฝงตัวอยู่ในหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอีกด้วย ซิงเยียนกลับไม่ได้โกรธ เธอทำเพียงแค่ยิ้มเพราะยังมีวิธีทรมานอีกหลากหลายวิธีที่ยังไม่ได้ใช้งาน
“เอาตะขาบโลหิตให้พวกมัน”
ตะขาบตัวสีแดงเลือดขนาดเท่านิ้วชิ้ว ถูกคีบออกมาจากกล่องไม้สีดำ ชายทั้ง 10 ที่เห็นตะขาบโลหิตล้วนตัวสั่น เนื่องจากตะขาบโลหิตสามารถอาศัยอยู่ในร่างมนุษย์ได้ หากมันฝันตัวในร่างจะกัดกินอวัยวะภายในก่อให้เกิดความทรมาน
“ไม่ ไม่คุณหนู เราทำงานให้คุณหนู”
“ยัดปากมัน”
ซิงเยียนไม่ฟังคำโกหก เธอสามารถอ่านความรู้สึกผ่านนัยน์ตาของชายทั้ง 10 ได้ ต่อให้พวกมันจะพูดอะไรออกมาล้วนแล้วยังเป็นคำโกหกเช่นเดิม เธอจึงไม่คิดจะฟังคำโกหกแล้วเลือกใช้ไม้แข็ง พวกมันกล้าวางแผนฆ่าเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องปราณีพวกมันเช่นกัน
อร๊ากก~!
เสียงร้องเจ็บปวดทรมานดังออกมาจากคนทั้ง 10 หลังจากตะขาบโลหิตเข้าไปในร่างมันก็เริ่มกัดกินส่วนต่างๆข้างในจนทำให้เกิดความเจ็บปวดสุดแสนจะทน
“ตะขาบโลหิตสามารถกัดกินอวัยวะภายในให้หมดได้ในระยะเวลา 2 วัน แล้วมันยังสามารถทำให้ร่างที่กัดกินมีชีวิตอยู่ได้อีก 1 วันแม้จะไร้อวัยวะภายใน ตอนนี้อยู่ในช่วงที่สามารถนำพวกมันออกมาได้ เอาล่ะ ขึ้นอยู่กับพวกแกแล้วว่าจะบอกข้อมูลมาทั้งหมด หรือจะยอมตายด้วยวิธีที่สุดแสนจะทรมาน”
ซิงเยียนพยักหน้าให้คนสาดน้ำเกลือใส่ร่างของชายทั้ง 10 จนทำให้พวกมันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลถูกน้ำเกลือราด
“ซิงเยียน มันจะไม่ทรมานเกินไปเหรอ”
“ไม่หรอกค่ะพ่อ พวกมันสมควรได้รับ งั้นเรามาเริ่มพูดถึงเรื่องที่หนูกำลังจะทำกันเถอะค่ะ พอดีหนูได้เม็ดยามาหมื่นเม็ด แม้ว่ามันจะเป็นเม็ดยาระดับ 1 แต่จะต้องขายได้ดีอย่างแน่นอน”
“หืม ยายี่จงเหรอ เดี๋ยวก่อนนะ คุณภาพ 10 ส่วนเลยเหรอ”
“ค่ะ คนที่ช่วยชีวิตหนูเป็นคนหลอมมันขึ้นมาเอง แม้สิ่งนี้มันจะมีราคาที่ต่ำมากๆ แต่ก็ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวบ้านได้อย่างดี ด้วยสิ่งนี้จะทำให้คนเดินมาใช้งานหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าของเรามากกว่าเดิมแน่ค่ะ”
“นั่นสินะ หากคนเยอะขึ้น การจะปล่อยข่าวอะไรก็เป็นเรื่องง่าย”
“ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ในอนาคตเราจะมียาตัวใหม่ขายแน่นอน”
“คนที่ช่วยชีวิตลูกเป็นคนที่เก่งมากๆเหรอ”
“ไม่หรอกค่ะ เขาสู้หนูยังไม่ได้ แต่วิธีหลอมยาของเขานั้นแปลก หนูมีความรู้สึกว่าเขาสามารถพึ่งได้แน่นอน หากเขาเดินทางมาพ่อต้องต้อนรับเขาดีๆหน่อยนะคะ”
“ได้ๆ พ่อจะต้อนรับเขาให้ดีที่สุด”
“ต้องต้อนรับให้ดีที่สุดเลยนะคะ แล้วก็ให้คนต้อนรับเป็นผู้หญิง ยิ่งสวยยิ่งดี”
“เขาบ้าผู้หญิงเหรอ” ผู้เป็นพ่อถามด้วยความสงสัย
“ไม่เชิงค่ะ แค่หนูอยากเห็นท่าทางของเขาตอนถูกล้อมด้วยผู้หญิงเท่านั้น”
“อ๋อ งั้นพ่อจะเตรียมไว้ให้ ตอนนี้พ่อขอตัวไปหาทางวางแผนขายยายี่จงที่ได้รับมาก่อนก็แล้วกัน”
“ค่ะ งั้นหนูจะเค้นพวกมันต่อ”
—------------------------------
“อาห์~~~!”
เสียงหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อนดังขึ้นบริเวณหน้าห้องพัก การเดินลงจากสถาบันเฟยเทียนยากแล้ว การเดินกลับขึ้นมายากกว่า หากไม่รีบเป็นระดับผสานวิญญาณเพื่อใช้อาวุธบิน เขาจะต้องเหนื่อยอย่างนี้ตลอดในการเดินลงเขาและเดินขึ้นเขา
“ตงฟาง แกกลับมาแล้วเหรอ”
ลู่จิวโผล่หน้าออกมาจากห้องเล็กๆ เขารู้สึกดีใจมากกับการปรากฎตัวของตงฟาง หลังจากไม่เจอกัน 5 วัน
“ใช่ ฉันกลับมาแล้ว เอาล่ะ เรื่องที่ให้จับตามองเป็นยังไงบ้าง” ตงฟางรีบถามเข้าเรื่อง
“พวกที่ตามติดเราเพื่อขอเข้าร่วมกลุ่มตอนนี้เหลือแค่ 3 คนเท่านั้น จากแววตาของพวกเขาดูเหมือนว่าต้องการจะเข้าร่วมจริงๆ”
“สืบประวัติหรือยัง”
“ฉันลองถามพวกเขาดูแล้ว จนรู้ว่ามาจากหมู่บ้านทางทิศเหนือ พวกเขามาจากครอบครัวยากจน”
“ดี งั้นพรุ่งนี้แกรับพวกมันเป็นลูกน้องเลยนะ แล้วก็พาพวกมันฝึกเหมือนกับแกเลย”
“แล้วแกจะไปไหนเหรอตงฟาง”
“ฉันจะไปเปิดร้านขายยาที่เส้นทางการค้าของสถาบันเฟยเทียน”
จากการสำรวจสถาบันเฟยเทียน ตงฟางรู้ว่าสถาบันมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ศิษย์ทุกคนเดินทางไปใช้งานกันเป็นจำนวนมาก รองลงมาจากหอแห่งการฝึกฝน สถานที่นั่นก็คือเส้นทางการค้า มันเป็นถนนทอดยาวมีบ้านหลังเล็กๆสร้างติดกันให้ศิษย์เช่าค้าขาย ส่วนมากจะเป็นงานฝีมือของนักศึกษาที่นำออกมาขายหลังจากผ่านการฝึก ยกตัวอย่างเช่นยันต์
เพียงแต่ว่าราคาของสิ่งที่ขายในเส้นทางการค้ามีราคาถูกกว่าของที่ซื้อขายจากตึกหลักของสถาบัน นั่นก็เพราะว่ามันไม่มีการยืนยันคุณภาพเหมือนตึกต่างๆของสถาบัน ที่สามารถวางขายสินค้าได้ก็ต่อเมื่อมันผ่านการตรวจสอบ หากเป็นตึกยาและสมุนไพร ยาที่นำออกมาขายจะต้องมีคุณภาพสูงถึง 8 ส่วนถึงจะนำออกมาขายได้
“แล้วมีงานอื่นให้ฉันทำไหม”
“มีแน่นอน ฉันจะเป็นคนเปิดร้าน ส่วนพวกแกจะเป็นคนเฝ้าร้าน เราจะหาเงินจากการขายยา แล้วนำเงินเหล่านั้นมาเพิ่มพลัง”
“นี่สินะลู่ทางการหาเงินของแก”
“ใช่ เอาล่ะ ตอนนี้แกระดับชำระชีพจรขั้น 2 ใช่ไหม”
“มีอะไรเหรอ”
“ลงมานี่ ฉันจะทำบางอย่าง แกต้องมีพลังมากกว่านี้ก่อนถึงจะทำงานสำเร็จ”
“แล้วแกจะทำยังไง”
“หลับตาซะ ฉันจะช่วยบางอย่าง แต่ต่อจากนี้แกจะต้องทำมันด้วยตัวแกเอง”
ลู่จิวหลับตาตามคำสั่งของตงฟาง หลังจากตงฟางตรวจสอบรอบๆห้องพักของเขาจนรู้ว่าไม่มีใครแอบมองพวกเขาแล้ว ตงฟางจึงนำเอาแกนพลังวิญญาณสัตว์อสูรระดับ 1 ออกมาเป็นจำนวน 300 ก้อนด้วยกัน
แม้เขาจะมีแกนพลังวิญญาณสัตว์อสูรระดับ 2 และ 3 อยู่มาก เขากลับคิดว่ามันอันตรายหากส่งมอบให้ลู่จิว ดังนั้นจึงใช้พลังจากแกนวิญญาณระดับเดียวกันกับลู่จิวเพื่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด
วูฟ~!
“ฉันจะส่งพลังเข้าไปในตัวของแก อย่าต่อต้าน อย่าลืมตา แกแค่ต้องทนเท่านั้น”
ลู่จิวพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ทันใดนั้นเขาก็พบเข้ากับกลุ่มก้อนพลังงานมหาศาลซึมเข้าสู่ผิวหนังไหลย้อนกลับมาตามเส้นทางการส่งผ่านพลังวิญญาณกระทั่งกลุ่มก้อนพลังงานพุ่งเข้ามาสะสมในตันเถียนเขาจึงต้องกัดฟันกับความเจ็บปวดที่กำลังเกิด
“อดทนไว้ แกกำลังจะกลายเป็นระดับสัมผัสวิญญาณ”
อรึก!
ไม่มีเสียงร้อง มีเพียงแค่เสียงกัดฟัน ลู่จิวรู้ดีว่าหากเขาร้องตะโกนออกมาจะต้องมีคนมากมายมามุงดูอย่างแน่นอน เขาจึงต้องเงียบให้ได้มากที่สุด สำหรับตงฟางเขารู้สึกทึ่งไม่น้อย ตลอดที่อยู่กับลู่จิวมานาน เขามักเห็นลู่จิวชอบใช้เพียงแต่กำลัง แล้วตอนนี้มันกลับสามารถอดทนฝืนกลั้นความเจ็บปวดมหาศาลได้โดยไม่ร้อง เขาจึงใช้พลังจิตดึงพลังงานจากแกนพลังวิญญาณเข้าสู่ตัวของมันเป็นระลอกๆ ให้มันมีช่วงได้พักหายใจ
บู้ม~!
“ชำระชีพจรขั้น 3 อดทนไว้”
บู้ม~!
“ชำระชีพจรขั้น 4 อดทนไว้”
ระดับพลังของลู่จิวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในระยะเวลาอันสั้น สร้างความตกใจให้เจ้าของร่างไม่น้อย การฝืนเพิ่มพลังของตงฟางเป็นวิธีที่ผิดมากเพราะไม่มีใครนิยมทำกัน การนำพลังวิญญาณจากแกนพลังวิญญาณเข้าสู่ร่าง หากไม่ผ่านทักษะจะทำให้ความบ้าคลั่งของพลังวิญญาณที่มาจากสัตว์อสูรย้อนกลับไปทำลายผู้ที่ดูดซับมันเข้าไป
สำหรับตงฟางมันกลับไม่ใช่วิธีที่ผิด พลังวิญญาณของสัตว์อสูรที่เขาดึงออกมาด้วยพลังจิต มันกลับไม่มีความดุร้ายของพลังเลยสักนิด เขาสามารถใช้พลังจิตข่มความบ้าคลั่งของพลังให้มันสงบได้ จนสามารถนำเข้าสู่ร่างกายของลู่จิว โดยไม่หลงเหลือผลข้างเคียง นอกจากเกิดความเจ็บปวดในตอนส่งผ่านพลังไปตามเส้นทางเคลื่อนพลังวิญญาณมุ่งสู่ตันเถียน
บู้ม~!
“ฉันช่วยแกได้เท่านี้”
ตงฟางหยุดดึงพลังเข้าสู่ร่างของลู่จิวหลังจากพาลู่จิวก้าวข้ามมายังระดับสัมผัสวิญญาณขั้น 1 การที่เขาหยุดก็เพราะว่าต่อจากนี้ไปจำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณเป็นจำนวนมาก แม้เขาจะมีแกนพลังวิญญาณสัตว์อสูรระดับ 2 และ 3 เขากลับเก็บไว้ใช้งานกับตัวเอง ในหัวของเขามีแผนหลายอย่างอยากจะทดลอง หนำซ้ำการเพิ่มพลังให้ลู่จิวรวดเร็วอาจส่งผลต่อจิตใจจนทำให้เกิดความโลภ ตงฟางจึงปล่อยให้ลู่จิวพยายามต่อไปด้วยตัวเอง เขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีก
“นี่มัน ฉันกำลังใช้พลังวิญญาณ”
“พรุ่งนี้ทำอย่างที่บอก พาคนที่ขอเป็นลูกน้องไปฝึก ส่วนแกก็เริ่มลองใช้งานพลังวิญญาณตามทักษะสักอย่างในหอทักษะดู”
“ได้ ขอบคุณมากๆตงฟาง ไม่คิดเลยว่าแกจะทำแบบนี้ได้”
“อย่าบอกใครล่ะ ทุกคนเชื่อใจไม่ได้”
“ฉันจะจำไว้ ตั้งแต่เดินทางออกจากหมู่บ้าน นอกจากแกฉันก็ไม่เชื่อใครเลย”
“ให้มันจริงเหอะไอ้ลู่จิว”
“ฮ่าๆๆ เอาล่ะฉันขอตัวนอนก่อน”
“เช่นกัน”
ตงฟางกลับเข้าไปในห้องพักแล้วทิ้งตัวนอน คืนนี้เป็นคืนที่เขาไม่ต้องระแวงเพราะกลับมายังสถาบันแล้ว ไม่จำเป็นต้องตื่นตัวตลอดกับการนอนท่ามกลางสัตว์อสูร
—-----------------------------------
“คุณ คุณหนู ข้ายอมแล้ว”
ท่าทางอ่อนเพลียจากชายรูปร่างผอมแห้งแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้ตัวของมันขาวซีดจากการขาดเลือดหลังจากถูกทรมานมาทั้งคืน ซิงเยียนที่นอนหลับเธอจึงตื่นขึ้นมาดูคนที่ปล่อยให้ถูกทรมานจากตะขาบโลหิต
“บอกมา แกทำงานให้ใคร”
“ข้าทำงานให้กับหอประมูลโคมกระจ่างพวกเขาจ้างข้ามาแทรกแซง”
“เหรอ งั้นแผนการลอบฆ่าฉันพวกมันก็ลงมือ”
“ใช่แล้วคุณหนู พวกเขาเป็นคนปล่อยข่าวแล้วก็ให้พวกเราลงมือ คุณหนูปล่อยข้าไปเถอะ ข้าบอกทุกอย่างที่รู้หมดแล้ว”
“ไม่ ยังมีอีก 2 เรื่องที่แกยังไม่บอก”
“คุณหนูถามมาเลย”
“พวกแกแฝงตัวเข้ามาเพื่ออะไร”
“เพื่อทำให้หอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเกิดความขัดแย้งภายใน แล้วก็เพื่อลอบทำร้ายคุณหนูและพ่อคุณหนู”
“ดี เป็นคำตอบที่ดี” ซิงเยียนฉีกยิ้มกว้าง ทว่ารอยยิ้มของเธอกลับทำให้เห็นฟันที่ขบเข้าหากัน
“งั้นคำถามสุดท้าย พวกแกมีใครบ้าง หากบอกมาไม่หมดแกตาย”
“ค..คุณหนู เรื่องนี้มัน”
“งั้นแกก็ตาย อยากรู้จังว่าหากแกตายลูกเมียแกจะอยู่ยังไง ตอนนี้ฉันรู้ว่าลูกเมียแกคงจะถูกอีกฝ่ายคุมตัวเอาไว้ แล้วยังไงล่ะ หากแกตายยังไงพวกเธอก็ตายอยู่ดี ไม่คิดจะร่วมมือกับฉันดูล่ะ ไม่แน่พวกเธออาจจะรอดก็ได้”
“จริงเหรอคุณหนู”
“จริงสิ เอาล่ะ บอกมาใครที่แฝงตัวมากับพวกแก ทั้งมาก่อน และมาทีหลัง”
“ได้ ข้าจะบอกทั้งหมดที่รู้”
—---------------------------------
“อาห์”
ตงฟางยืนสูดลมหายใจหน้าทางเข้าเส้นทางการค้า ด้านหน้ามีประตูสีแดงขนาดใหญ่สร้างครอบถนนเอาไว้ให้รู้ว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นสถานที่สำหรับให้ศิษย์ได้ทำการค้าขายระหว่างกัน ตงฟางที่เดินมาถึงในช่วงเช้าเขาจึงยืนซึมซับบรรยากาศของผู้คนมากมายที่กำลังเดินมาซื้อขายสินค้าในตอนเช้าตรู่
“เงินจำนวนมากจะมีกลิ่นยังไงนะ เอาล่ะต้องหาที่ตั้งร้านเป็นอันดับแรก”