หนึ่งนายหนึ่งบ่าว นั่งเท้าคางทอดถอนใจอยู่บนขอนไม้ผุๆข้างทาง สายตาทอดมองไปยังร้านน้ำชาใหญ่โตเบื้องหน้า
“ นกที่ตื่นเช้าย่อมหาหนอนได้มากกว่า เจ้าว่าไหมอาเฟิง “ เด็กหนุ่มตัวเล็กเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงประจบประแจงไปยังอีกคนที่นั่งอยู่ติดกัน
“ แต่หนอนที่ตื่นสายย่อมไม่ออกมาเป็นอาหารนกเช่นกัน “ เฝิงหลานแทบไม่อยากต่อปากต่อคำอะไรอีก ชีวิตที่ต้องตื่นแต่เช้ามาติดตามคนนั้นทีคนนี้ทีจนตะวันตกดินถึงได้หมดภาระหน้าที่วนเวียนเช่นนี้ติดต่อกันมาหลายวัน ตอนนี้จึงเพียงนั่งทำตาปรืออ้าปากหาวยาวๆหนึ่งที ใจกลับถวิลหาที่หลับที่นอนดีๆแถวนี้ให้ตัวเองสักตื่น แล้วหลังตื่นมาค่อยมาว่ากันจะไปหานกหาหนอนที่ไหนกินต่อกับเด็กชายข้างกาย
“ อาเฟิง หรือเราจะสลับกันนอนดี “ นายน้อยตาโตปากแดงพลันเริ่มบ่นกระบอดกระแบดออกมาอีก สายตาเริ่มมองหาที่ซบพิงศีรษะไปด้วย
เฝิงหลานมองดูคนข้างกายที่ไม่เท่าไหร่ก็แสดงอาการป้อแป้อ่อนปวกเปียกออกมาเสียอีกแล้ว จนนางอดเบ้ปากไม่ได้ ผู้ใดกันที่บอกว่าจะมาสะกดรอยดูพฤติกรรมของนายทุนคนใหญ่คนโตของเมืองให้พอรู้จักนิสัยและกิจวัตรประจำวันกันเล่า ไหนว่ารู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง คำพูดฮึกเหิมในตอนแรกที่เอ่ยออกมา เมื่อเทียบกับในเวลานี้แล้วนับเป็นอะไรได้ เพียงไม่ถึงเจ็ดวัน ติดตามมาได้แค่สองกลุ่ม สิ่งที่ลั่นวาจาไว้ก่อนหน้า บัดนี้ความกระตือรือร้นแต่เดิมกลับดูจางหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนเช่นน้ำค้างในยามเช้า จากหมาป่าคึกคะนอง ตอนนี้ทำท่าจะกลายเป็นหมีจำศีลอยู่รอมร่อ
แต่ถึงอย่างไรนับว่าเป็นความคิดริเริ่มที่ดีจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากสมองเล็กๆของนาง หากไม่รู้ว่านายท่านใหญ่แต่ละคนชอบอะไร ไปที่ไหนเป็นประจำ แล้วจะให้หาเหตุอะไรไปพูดคุยขอเงินของเขามาทำงานต่อได้เล่า แม้จะลักหลั่นกับสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ต้องมาคอยเฝ้าจับตาดูคนอยู่บ้าง แต่ทำมาเรื่อยๆหลายวันเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าหากไม่ได้ไปติดตามสอดแนมใคร คงจะทำให้พวกนางทั้งคู่นอนไม่หลับเสียมากกว่า เฝิงหลานทอดถอนใจยาวทิ้งไปหนึ่งทีก่อนหันกลับไปมองร้านน้ำชาที่หรูหราที่สุดของเมืองเบื้องหน้าโดยไม่สนใจกู้เซียนเซียนที่ด้านข้างอีก หางตาเห็นเพียงร่างเล็กๆของนางค่อยๆเลื้อยส่ายไปส่ายมาเหมือนงู หัวเล็กๆพลันเอียงหาที่หนุนพิงศีรษะ ก่อนเลื้อยมาจบที่บ่าของนาง
แล้วดูเอาเถิด คนที่เป็นเป้าหมายของวันนี้ก็ไม่รู้ว่าสติสัมปัญญะยังอยู่ครบส่วนหรือไม่ เช้ายันเย็นแทบไม่ได้พักผ่อน หรือบางทีเขาคงแอบหลบเข้าพักในร้านชาแห่งนี้แล้ว ว่ากันว่าร้านน้ำชาใหญ่ๆ เช่นนี้ นอกจากจะมีชาและอาหารเลิศรสแล้ว ยังมีของดีๆไว้ให้ดู ซึ่งก็คงดีไม่ด้อยไปกว่าอาหารที่มีไว้คอยบริการเป็นพิเศษตามน้ำหนักของเงินกับตั๋วแลกเงินในกระเป๋าอย่างแน่นอน หากไม่ใช่เช่นนี้ไฉนเลยคนที่เข้าไปแต่ยามบ่าย จนตอนนี้แล้วก็ยังไม่ออกมาเสียที
“ นายน้อย นี่การเป็นพ่อค้า ต้องตื่นเช้ากลับดึกถึงเพียงนี้เชียวหรือ ทำไมที่ผ่านมาข้าถึงไม่เคยรู้ “ เฝิงหลานในคราบชายหนุ่มอาเฟิงยังคงบ่นเพ้อออกมาบ้าง นางมองไปรอบๆบริเวณอยู่พักหนึ่ง เพราะคิดว่าคงต้องเฝ้าอยู่อีกนาน เพียงแต่ละแวกแถวๆนี้ก็เถอะ ไม่มีสถานที่ไหนพอจะปิดตาพักผ่อนได้จริงเสียด้วย ทำได้เพียงนั่งขึงตาไม่ให้เผลอหลับสลับอ้าปากหาวอย่างไม่รักษาอาการออกมาเป็นระยะๆ
ที่ห้องชั้นสองของร้านน้ำชา กลับมีสายตาสองคู่ ที่กำลังมองดูพฤติกรรมแปลกประหลาดของคนตัวเล็กสองคนด้านล่างด้วยแววตาครุ่นคิดกึ่งขบขันอยู่จางๆ
“ ข้าจะไปตรวจสอบดูให้ว่าเจ้าคนสองคนนี้เป็นใคร “ เสียงบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น ก่อนที่คนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆจะพยักหน้ารับอย่างเรียบง่าย
สถานที่นอกประตูเมือง
โรงเตี้ยมสองชั้นที่กำลังก่อสร้างอยู่บริเวณด้านทิศเหนือของประตูเมืองห่างจากจุดแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าและชุมชนตลาดเช้าไม่เกินสามลี้ ภาพตัวอาคารหลายๆหลังที่ตั้งขนานไปตามแนวถนนหลักที่ใช้สัญจรเข้าออกเมืองอาจไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างแปลกตาสำหรับคนที่ผ่านไปมา หากไม่เป็นเพราะลักษณะของเรือนรูปทรงกีบม้าในแบบซานเหอย่วน (เรือนสามประสาน) เปิดโล่ง ห้องพักที่ขึ้นเป็นรูปเป็นร่างให้พอคาดเดาได้บริเวณชั้นหนึ่งกลับออกแบบไว้ในขนาดที่แตกต่างกัน แม้แต่ละห้องจะมีขนาดไม่กว้างขวาง แต่หลายห้องกลับสามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้จากประตูใหญ่ที่ทำประหนึ่งเป็นผนังกั้นแยกแต่ละห้องไว้ เพียงแค่ขึ้นโครงสร้างที่ชั้นหนึ่งไว้อย่างแปลกตา ผู้คนที่สัญจรไปมาส่วนใหญ่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากสอบถามราคาและกำหนดเปิดโรงเตี้ยมแห่งนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
นอกจากอาคารหลักที่กำลังเป็นที่สนใจของคนผ่านทางแล้ว บริเวณแนวที่ว่างด้านหลัง ยังปรากฏเรือนชั้นเดียวทอดยาวขนานกับตัวอาหารหลัก ภายในมีแนวห้องที่ตีกว้างไว้เกือบสามสิบห้อง ประตูด้านหลังของแต่ละห้องยังเปิดออกหาจุดพัก เกวียน รถม้า และคอกม้าที่แยกเป็นสัดส่วนไว้สำหรับแต่ละห้องพักอีกด้วย
การออกแบบห้องพักเหล่านี้ล้วนมาจากความต้องการของกู้เซียนเซียนทั้งหมด นางเก็บรายละเอียดระหว่างเดินทาง เมื่อนำมาผนวกเข้ากับสิ่งที่นางไปสอบถามเพิ่มเติมมาตลอด จึงได้ร่างความต้องการทั้งหมดมาไว้ที่โรงเตี้ยมแห่งนี้ บริเวณของเรือนสามประสานส่วนหน้าชั้นหนึ่งตั้งใจทำให้เป็นที่พักของพ่อค้าหรือคนเดินทางทั่วไป ที่มีเบี้ยน้อยหรือต้องการประหยัด แม้ขนาดห้องอาจไม่ได้กว้างขวางนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับพักผ่อนเพียงหนึ่งคืนก่อนทำเรื่องเข้าเมือง และสำหรับคนที่พร้อมจะจ่ายเพื่อความสะดวกสบาย ก็สามารถขึ้นไปพักยังชั้นสองได้ โดยที่พักของคนส่วนด้านหน้าแยกเป็นสัดส่วนจากที่พักของผู้ติดตามด้านหลัง และมีสถานที่รับฝากสินค้าอยู่ติดกัน หากขบวนพ่อค้าเหล่านั้นไม่ต้องการขนย้ายสินค้าไปมา หรือกระทั่งไม่อยากขนเกวียนเปล่าเข้าออกเมืองไปด้วย ก็สามารถนำมาฝากไว้ที่โรงเตี้ยมแห่งนี้ได้
กู้เซียนเซียนคำนวณกำไรขาดทุนไว้สำหรับการจับจองที่พักเพียงครึ่งเดียว ขอเพียงมีคนเข้าพักตามที่นางประเมินไว้ แม้ไม่เต็มทุกห้อง นางก็พอได้กำไรเลี้ยงปากท้องแล้ว แต่สำหรับในช่วงเวลาที่การสัญจรเข้าออกพลุกพล่าน เช่นในฤดูร้อนหรือฤดูใบไม้ผลิที่สภาพอากาศกำลังเย็นสบายเหมาะแก่การเดินทางนั้น ห้องพักอีกครึ่งหนึ่งที่เตรียมเผื่อไว้ก็ยังสามารถรองรับผู้เดินทางเหล่านี้เข้าไปเพิ่มได้อีก
เรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจของกู้เซียนเซียนที่สุดในเวลานี้เห็นจะเป็นผลพวงมาจากสิ่งที่นางทำไว้แต่แรก เพียงแต่ผลลัพท์กลับไม่เป็นเหมือนเช่นที่คาดการไว้ คือเรื่องชื่อของสถานที่แห่งนี้ ในครั้งแรกกู้เซียนเซียนต้องการให้เกิดการพูดถึงแบบปากต่อปากก่อนที่โรงเตี้ยมจะเปิด เด็กสาวจึงใช้วิธีจ้างคนไปช่วยโพทนาเปิดประเด็นกระตุ้นความสนใจของคนที่ผ่านมาผ่านไปอยู่เกือบครึ่งเดือนและแนวโน้มก็ไปในทิศทางที่ดีเกินคาด ระหว่างนั้นจึงได้รีบไปขึ้นป้ายที่ด้านหน้าโรงเตี้ยมเสียหรูหราว่า สถานที่ก่อสร้างโรงเตี้ยม กระเรียนเหิน แต่เพราะคำพูดจากปากต่อปากของชาวบ้านร้านตลาด จากชื่อที่พวกนางช่วยกันคิดเสียดิบดีมาหลายวันก็กลายเป็น โรงเตี้ยมกีบม้า ไปเสียอย่างนั้น
สองสามวันถัดมา
หลังจากวิ่งตามสอดส่องวิถีชีวิตคนอื่นอยู่ได้สักพักก็ต้องสลับกลับมาเฝ้าติดตามความคืบหน้าของงานก่อสร้างของตนเองไปด้วย เพียงแต่วันนี้ตอนที่นางมาถึงก็พบว่าโรงเตี๊ยมของนางไม่มีคนงานก่อสร้างอยู่เลย ข้าวของเครื่องใช้ล้มระเนระนาดกระจัดกระจาย โครงสร้างบางส่วนถูกทุบทำลาย เฝิงหลานมองไปรอบๆ พลันเห็นตัวอักษรที่แกะสลักอยู่บนเสาไม้ด้านใน
‘ ไสหัวไป ’ สั้นกระชับเข้าใจง่าย นี่เป็นความคิดของเฝิงหลานเมื่อเห็นประโยคนี้ในครั้งแรก
แม้ความรู้สึกของพวกนางทั้งสองจะหวาดวิตกเพราะลำพังพวกนางที่เป็นสตรี คงไม่สามารถไปสู้รบปรบมือกับกลุ่มคนท้องถิ่นเดิมที่ครอบครองผลประโยชน์บนพื้นที่นี้อยู่ได้ กระทั่งขับไล่คนงานของพวกนางออกไปจากพื้นที่ก็ยังทำได้ นับประสาอะไรกับพวกนางที่เป็นคนอพยพย้ายถิ่น แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องของการก่อสร้างโรงเตี๊ยมนางก็ถอยไม่ได้เช่นกัน เพราะพวกนางใช้เงินเก็บเกือบครึ่งที่มีอยู่มาลงทุนกับการก่อสร้างในครั้งนี้ไปแล้ว หากไม่ไปต่อจะเอาเงินที่ไหนมากินใช้ในชีวิตประจำวันภายภาคหน้า
และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดเรื่องในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว ครั้งที่เลวร้ายที่สุดคือพวกนางเคยเจอกลุ่มคนปิดหน้าปิดตา กำลังไล่รื้อข้าวของที่ใช้ในการก่อสร้างอยู่ กระทั่งถูกคนในกลุ่มบางคนสังเกตุเห็นพวกนางที่ถึงแม้จะปลอมตัวเป็นชาวบ้านทั่วไปและดันบังเอิญผ่านมาหยุดมุงดูความครึกครื้น ก็ยังไม่วายถูกวิ่งไล่หมายทุบตี จนสองนายบ่าวต้องสวมวิญญาณม้าป่าวิ่งขาขวิดหนีตะเลิดมาทางตลาดหน้าประตูเมือง คนเหล่านั้นจึงได้แยกย้ายหลบหนีไป นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่กู้เซียนเซียนไม่คิดจะสร้างโรงเตี้ยมแห่งแรกของนางให้อยู่ห่างไกลจากกำแพงเมือง หนึ่งเพราะการเดินทางไปกลับเพื่อดูงานก่อสร้างจะใช้เวลานานจนถึงกับต้องค้างคืนที่นอกเมือง และสองคือนางไม่มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย ทำให้สถานที่ลงทุนของนางครั้งแรกนี้จึงไม่ใช่สถานที่เป้าหมายเดิมตามที่ตั้งใจไว้ แต่เป็นสถานที่สำรองที่นางคิดว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ของนางในตอนนี้ที่สุด
ตอนที่นางเดินเข้าไปเพื่อเก็บกวาดสิ่งที่พอจะทำได้บางส่วน ในหัวของกู้เซียนเซียนก็คิดหาวิธีการแก้ไขปัญหานี้ไปด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ กู้เซียนเซียนอยากได้คนหนุนหลังที่พอจะสนับสนุนให้งานก่อสร้างของพวกนางราบรื่น ไม่เป็นดังเช่นที่ผ่านมา ก่อสร้างแล้วหยุด หยุดแล้วหากลุ่มคนงานรายใหม่มาทำแล้วก็หยุดอีก หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ คาดว่าต่อให้ทำไปอีกสองสามปี งานก็คงไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง และแน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็นสาเหตุมาจากเรื่องเงิน นางไม่สามารถเอาเงินของตัวเองที่มีอยู่ทั้งหมดมาเทกองเอาไว้ที่เส้นทางโรงเตี้ยมนี้แห่งเดียวได้ หลักการกระจายความเสี่ยงนี้แม้กู้เซียนเซียนจะไม่เข้าใจกระจ่าง แต่เพราะเป็นสิ่งที่มารดาสอนนางมาเองกับมือ นางจึงพยายามจดจำเรียนรู้มากกว่าความรู้แขนงอื่นๆ เพียงเพราะต้องการให้มารดาสนใจ ภายหลังกลับกลายเป็นว่านางได้ใช้ประโยชน์จากมันจริงๆ
แม้เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นมาภายหลังการก่อสร้าง ล้วนไม่ได้อยู่ในความคาดหมายไว้แต่แรกด้วยความอ่อนด้อยประสบการณ์ ยังดีที่ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มงานก่อสร้าง กู้เซียนเซียนได้ไล่เลียงอธิบายวิธีการหาเงินเพิ่มให้แก่อาหญิงและเฝิงหลานฟังด้วยประโยคบอกเล่าง่ายๆ นางเสนอให้สร้างทุกเรือนของโรงเตี้ยมไปพร้อมๆกัน ให้ได้สักหนึ่งในสามของงานก่อสร้างทั้งหมดก่อน หลังจากงานภาพร่างขึ้นเป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว นางจะไปหาผู้ที่มีแนวคิดเดียวกันมาร่วมจ่ายเงินเพิ่มเติมแล้วลงมือก่อสร้างในส่วนที่เหลือต่อโดยแบ่งปันผลประโยชน์ให้ตามสัดส่วนของเงินที่นำมาให้แก่พวกนาง นอกจากจะได้เงินแล้วยังได้คนหนุนหลังเป็นของแถมที่นางต้องการที่สุดในเวลานี้มาด้วย
สิ่งต่างๆเหล่านี้นางแอบจดจำมาจากบ่าวไพร่ในเรือนของนางที่ลักลอบขโมยทรัพย์สินมีค่าของนางไปขายเป็นเงินไว้แบ่งกัน คนลงมือเพียงหนึ่งคน คนที่เหลือแม้ไม่ได้มาขโมยแต่ก็คอยดูต้นทาง บางคนเพียงส่งสัญญาณง่ายๆอำนวยความสะดวกให้แก่คนลงมือแค่นั้น หลังจากนั้นก็รอรับผลประโยชน์ตามสัดส่วนของความยากง่ายของงาน
ตอนที่พวกบ่าวทรยศเหล่านั้นถูกจับได้ คนที่ถูกโบยหนักที่สุดจึงเป็นหัวขโมย คนอื่นๆต่างได้รับโทษลดหลั่นกันไป หลักการแบ่งแยกผลประโยชน์ รวมไปจนถึงความรับผิดรับชอบนั้นชัดเจน ไม่ว่างานนั้นจะมีผลงานออกมาเป็นอย่างไร แม้กู้เซียนเซียนที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ คลานลอดรูสุนัขเพื่อไปแอบดูการลงฑัณฑ์อย่างลับๆ ตอนที่เห็นภาพการลงฑัณฑ์ของฉู่มามาโบยตีบ่าวอย่างเด็ดขาดหนักหน่วง จนนางยังอดตัวสั่นเก็บเอาไปนอนฝันร้ายอยู่บ่อยๆไม่ได้ แต่นอกจากภาพจำเหล่านั้นแล้ว นางยังเห็นถึงสัจธรรมของเส้นสายอีกด้วย คนที่ไม่มีเส้นสายต้องรับโทษเต็ม ส่วนคนที่รู้จักฉู่มามาจนถึงขั้นนสนิทสนมแม้จะได้รับโทษโบยก็ยังน้อยกว่ามาก กระทั่งว่าการเฆี่ยนตีลงไปก็แค่แสบๆคันๆเท่านั้น และแม้ว่าตัวอย่างที่นำมาใช้จะไม่ใช่เรื่องดีก็ตาม อย่างน้อยนางก็ตระหนักได้ตั้งแต่วัยเยาว์ว่าทุกๆเรื่องในโลกหากผลประโยชน์ลงตัวก็สามารถพูดคุยกันได้ ไม่แน่ว่ากระทั้งศัตรูก็อาจจะกลายเป็นสหายร่วมกินดื่มในวงสุราได้เช่นกัน
ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาไป๋เลี่ยงหลินและเฝิงหลานล้วนไม่ได้รู้สึกแปลกใจ ในความคิดประหลาดๆหลายเรื่องที่ออกมาจากความพยายามบอกเล่าของเด็กสาวอีกแล้ว ขอเพียงเป็นเรื่องของเงินทองและผลโยชน์ นางแทบจะเรียงร้อยจากทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคิดออกมาเป็นดอกไม้เงินดอกไม้ทองในรูปแบบของตัวเองได้แทบทั้งสิ้น นับว่าบิดามารดาเป็นเช่นไรผู้เป็นบุตรนับได้ว่าเป็นเช่นนั้นโดยแท้จริง
แม้ว่าโรงเตี้ยมในฝันของพวกนางจะหยุดชะงักไปอีกรอบ แต่กู้เซียนเซียนก็ไม่ได้ทดท้อใจแม้ในหัวตอนนี้จะยังคิดอะไรไม่ออกเลยก็ตาม หลังสำรวจความเสียหายแล้วเสร็จ ขาสองข้างยังคงก้าวเดินไปทำตามวิถีเดิมคือแจ้งความร้องทุกข์ต่อศาลาว่าการ ถึงไม่คาดหวังจะได้รับการแก้ปัญหาใดๆเหมือนเช่นที่ผ่านมา เพราะไม่เคยซักครั้งที่จะมีการสืบสาวราวเรื่องต่อนับตั้งแต่พวกนางไปแจ้งเรื่องไว้ตั้งแต่ครั้งแรก พอทวงถามกลับได้คำตอบว่างานที่เข้ามามีเป็นจำนวนมาก ต้องไปต่อแถวรอการสืบสวนก่อนซึ่งอาจกินเวลาเป็นปี แต่ถึงอย่างไรก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย จะดีกว่าหากพวกนางสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยตนเอง นางค่อนข้างมั่นใจว่าคนที่ก่อกวนพวกนางจะต้องเป็นกลุ่มเดิมๆ เพราะวิธีการไม่ได้เปลี่ยนไปจากครั้งแรกแม้แต่น้อย
หลังร้องทุกข์ที่ศาลาว่าการแล้วเสร็จจึงพากันขึ้นรถม้ากลับมาที่บ้านหลังน้อย และเล่าถึงสิ่งที่ประสบพบเจอในวันนี้ให้ไป๋เลี่ยงหลินฟัง สิ่งที่ทำให้กู้เซียนเซียนกังวลมากที่สุด คือหากงานไม่มีความคืบหน้า จะมีใครกล้าเอาเงินมาวางเดิมพันกับนาง ก่อนหน้านั้นในหัวของนางยังเคยมีความคิดถึงการร่วมลงเงินของกลุ่มคนรายเล็กรายน้อย โดยการประกาศเชิญชวนให้มาเยี่ยมชมการก่อสร้างและให้ข้อมูลความเป็นไปได้ของการเติบโตของกิจการต่อกลุ่มพ่อค้าทั่วไปก่อน นี่เป็นแนวทางที่นางคิดไว้หากนางยังไม่สามารถหาผู้ร่วมลงทุนรายใหญ่ได้จริงๆ เวลานี้นางกลับรู้สึกดีที่ไม่ได้ไปโพทนาเรื่องราวเชิญชวนเหล่านั้นไว้ก่อนหน้า มิเช่นนั้นถึงเวลาที่ความคืบหน้าในการก่อสร้างไม่คืบ กระทั่งคนงานยังหนีหาย คนที่หมายจะมาร่วมลงทุนกับนางจะยังยอมทำงานด้วยอีกหรือ กระทั่งปลาตัวเล็กยังลอดออกจากแหที่เหวี่ยงออกนับประสาอะไรกับปลาตัวโตมากประสบการณ์ที่นางพยายามจะจับอยู่ มันคงว่ายหนีไปตั้งแรกแล้ว
นี่ยังไม่ต้องเอ่ยถึงปัญหาตอนไปชวนคนเหล่านั้นมาร่วมเจรจา พวกนางเป็นเพียงสตรีสามนาง คนหนึ่งศึกษาหลักการแห่งเต๋า คนหนึ่งเป็นสตรีเรือนหลัง และคนหนึ่งยังคงมีคราบของเด็กสาวที่ยังไม่โต ช่างเป็นการรวมกลุ่มของคนที่ไม่น่าให้ความไว้วางใจในแง่ของการลงทุนโดยสิ้นเชิง ถึงแม้สภาพสังคมจะไม่ถึงกับปิดกั้นการออกมาทำมาหากินของสตรีเรือนหลัง แต่กระนั้นก็ไม่ถึงกับจะเปิดกว้างจนยอมรับได้โดยง่าย
หากคนขับรถม้าอยู่ด้วยก็คงยังพอแก้ขัดไปในสถานการณ์เช่นนี้ได้บ้าง อย่างน้อยเขาก็เป็นบุรุษที่ภายนอกดูดีผู้หนึ่ง อีกครึ่งส่วนที่ต้องปรับปรุงเป็นเพราะหนวดเครารุงรังที่ใบหน้านั่น หากจัดการให้เรียบร้อยปกปิดร่างกายสูงใหญ่กำยำด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีเสียหน่อย เขาก็คงไม่ต่างจากเถ้าแก่รุ่นสองรุ่นสามคนหนึ่งแล้ว
กู้เซียนเซียนตอนนี้เพียงนั่งเท้าคาง คิ้วผูกกันเป็นปม บ่นงึมงำไปมาอย่างเหม่อลอย โดยที่ข้างตัวยังมีสตรีสองคนนั่งขนาบดื่มชากันไปเงียบๆ ตอนที่นางหลุดจากภวังค์ความคิดเรื่อยเปื่อย สายตาก็มองเห็นเพียงแผ่นหลังของอาหญิงที่เดินกลับเข้าไปในห้องนอน รื้อค้นอะไรบางอย่างออกมาจากตู้เก็บของ ก่อนถือเดินจากไปโดยบอกแค่ว่าจะไปทำธุระภายนอกเพียงเท่านั้น
ที่หน้าศาลาว่าการหลังจากที่ไป๋เลี่ยงหลินยืนทำใจอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงได้ยืนป้ายทองแดงให้แก่ทหารยามด้านหน้าเพื่อขอเข้าพบกับสหายของคนผู้นั้น
เพียงไม่นานทหารยามที่เฝ้าประตูก็เดินสาวเท้าเร็วๆกลับมาหานางพร้อมยื่นแผ่นโลหะคืนให้แก่นางด้วยมือสองข้างกระทั่งนางเองก็ไม่ทันสังเกตุว่าอาการที่แสดงออกของทหารคนนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาเชิญนางเข้าไปพูดคุยด้านในกับสหายของคนขับรถม้า ตอนแรกนางเพียงคิดว่าคงจะพานางเดินไปทางด้านหลังจุดใดจุดหนึ่งในที่ลับตาเพื่อถามหาเอารายละเอียด เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะพานางไปที่ห้องหนังสือส่วนตัวที่ตั้งอยู่ตรงส่วนกลางเรือนศาลาว่าการแห่งนี้
สหายแซ่สวี่ผู้นั้นยืนรอนางอยู่ในห้อง เขามีลักษณะที่ผิดไปจากที่ไป๋เลี่ยงหลินเคยประเมินไว้มาก แม้จะไม่รู้ฐานะและตำแหน่งในสถานที่แห่งนี้ของเขา แต่ทุกย่างก้าวที่เขาเดินเข้ามาทักทายนางกลับไม่ได้ดูนอบน้อมจนต่ำต้อย กลิ่นอายรอบตัวล้วนมีแต่พลังสังหาร ประกอบกับสายตาคมที่จ้องจับผิดใบหน้าติดเคร่งขรึมแม้กระทั่งรอยยิ้มที่มุมปากของเขาก็ยังดูขัดแย้งอย่างประหลาด ประหนึ่งเป็นรอยยิ้มของทุรชนก่อนจะลงมือทรมารเป้าหมายมากกว่ารอยยิ้มของคนที่จะมาร่วมโต๊ะสนทนากัน
“เพราะอย่างนี้ข้าถึงไม่อาจร่วมทางสายเดียวกันกับเขา และตัวข้าก็ไม่อาจเปลี่ยนไปให้ไร้ตัวตนดุจเงาได้เช่นกัน“ ชายแซ่สวี่เอ่ยตอบคำถามที่แสดงออกมาทางสีหน้าและแววตาของสตรีเบื้องหน้า
หลังจากรับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากไป๋เลี่ยงหลิน เขาเพียงเรียกคนที่ยืนเรียงรายกันอยู่ด้านนอกให้เข้ามา พลันเอียงหน้าไปกระซิบพูดคุยสั้นๆ สองสามประโยคก่อนที่คนเหล่านั้นจะหมุนตัวออกไป
“ ท่านกลับไปก่อนเถอะ เรื่องนี้ถือว่าข้ารับปากแล้ว จะจัดการให้อย่างแน่นอน “
จนกระทั่งเดินออกมาจากห้องทำงานนั่น ไป๋เลี่ยงหลินถึงตระหนักได้ว่าแม้แต่ชื่อและตำแหน่งของเขานางก็ยังไม่รู้