เมื่อเราขึ้นมายืนบนปากถ้ำกันครบทุกคน เหยียนเหล่ยจึงเอ่ยปากเตือนทุกคนว่า ที่นี่มีพลังมนต์บางอย่างที่แข็งแกร่ง อย่าเดินกันเพลินจนลืมระมัดระวังตัว ทำให้ฉิงซวงเริ่มมีความรู้สึกหวาดกลัว บอกเหยียนเหล่ยว่าเราน่าจะกลับกันออกไป เพราะนางรู้สึกกลัว
ท่านอ๋องจึงบอกฉิงซวงว่าถ้าหวาดกลัว จะให้องครักษ์พาออกไปส่งที่ปากทางเข้าถ้ำ ส่วนใครที่อยากอยู่สำรวจรอบๆบริเวณนี้ก่อนก็ให้อยู่ต่อ ซึ่งหลายคนไม่มีใครอยากกลับออกไป ยกเว้นจิ่นเกอที่บอกว่าจะกลับออกไปพร้อมกับฉิงซวง
ฉิงซวงจึงถามจิ่นเกอว่าเขากลัวเหมือนกันเหรอ แต่จิ่นเกอตอบว่าเขาไม่ได้กลัว แต่เป็นห่วงฉิงซวง ไม่อยากให้ฉิงซวงกลับไปรอที่ปากทางเข้าถ้ำคนเดียว เขาจึงจะออกไปรอเป็นเพื่อน ฉิงซวงจึงทำหน้าลังเลสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วมองหน้าจิ่นเกอก่อนจะตัดสินใจอีกครั้งว่า จะตามไปกับพวกเราก็ได้ จิ่นเกอจึงยิ้มที่รู้ว่าเขาเริ่มมีอิทธิพลทางใจกับฉิงซวงบ้างแล้ว
ท่านอ๋องจึงบอกว่าเราจะเดินไปดูแค่ตรงต้นไม้ที่เหมือนเขาวงกต ส่วนบริเวณป่าที่มีหมอกลงหนาทึบ เราจะยังไม่เข้าไปเพราะไม่รู้ว่าหมอกนั่นมีพิษหรือไม่ อีกทั้งในป่ามีอันตรายมากน้อยแค่ไหนก็ไม่รู้ เพราะหมอกลงหนาจนแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย จึงไม่อยากให้ทุกคนเข้าไปเสี่ยงอันตราย
เราจึงเดินออกจากหน้าปากทางถ้ำ เดินกันไปเรื่อยๆก็เห็นบริเวณโดยรอบที่เป็นป่าโปร่งปกติ มีนกและสัตว์ป่าตัวเล็กๆออกมาเดินหากินเหมือนป่าที่มีสภาพสมบูรณ์ทั่วไป จนเราเดินมาถึงลำธารสายเล็กๆ ที่มีปลาตัวเล็กๆกำลังแหวกว่ายน้ำใสในลำธาร เราจึงหยุดพักดื่มน้ำและล้างหน้าล้างตาให้รู้สึกสดชื่น ส่วนเราพวกสาวๆก็วักน้ำเล่นใส่กัน หลวนเฉิน จิ่นเกอ และช่างอิ่นจึงมาร่วมวงเล่นวักน้ำด้วยเป็นที่สนุกสนาน
และทันใดนั้นเราก็สะดุ้งตกใจเพราะได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรถล่มเสียงดังสนั่นมาจากแถวบริเวณถ้ำ องครักษ์สองคนกับหลี่จวินจึงอาสาจะไปดู และให้เรารออยู่ที่นี่เพื่อความปลอดภัย
เราจึงคาดเดากันไปต่างๆนาๆว่าดินอาจถล่ม หรือถ้าเลวร้ายกว่านั้นถ้ำอาจจะถล่มก็เป็นได้ หลวนเฉินจึงก้มลงฟังเสียงบางอย่างบนพื้นดิน แล้วบอกเราว่าเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของคนหลายคน เสียงดูชุลมุนท่าทางจะมีการต่อสู้กันด้วย ฉันจึงถามหลวนเฉินว่ารู้ได้ยังไง
หลวนเฉินตอบว่าเพราะที่บ้านของข้าทำกิจการขนส่งสินค้าระหว่างแคว้น มีหลายครั้งที่เขาติดตามพ่อไปกับขบวนขนส่งสินค้า ต้องคอยระวังโจรดักปล้นสินค้าจึงเรียนรู้วิชามาจากพ่อ อีกทั้งเมื่อกี้เขาใช้พลังแฝงเข้าช่วยจึงได้ยินเสียงชัดเจนกว่าฟังธรรมดา เหยียนเหล่ยจึงบอกว่าเขาจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ให้พวกเรารอกันอยู่ที่นี่ เผื่อว่าที่นั่นจะมีการต่อสู้กันจริงๆ
แต่ยังไม่ทันที่เหยียนเหล่ยจะไปดู ลี่ถังก็ร้องบอกให้พวกเรา “ระวัง!!!” พร้อมกับชักกระบี่ออกมาปัดป้องตัดลูกธนู ที่พุ่งมาใส่เราหลายดอกจนลูกธนูขาดออกเป็นสองท่อน เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งโพกผ้าปิดบังใบหน้ากำลังวิ่งไล่ยิงธนูใส่หยางเค่อ ที่กำลังกระโดดหลบลูกธนูของผู้หญิงคนนั้น
หยางเค่อวิ่งหลบลูกธนูจนตั้งหลักได้ รีบหันกลับไปใช้กระบี่ฟาดฟันกับหญิงที่ถือธนูไล่ยิงเขาในระยะประชิด ผู้หญิงคนนั้นจึงชักดาบเล่มเล็กๆเข้าต่อสู้กับหยางเค่อทันที ซึ่งฝีมือการต่อสู้ของผู้หญิงคนนั้นดูเก่งไม่เบาเลย แต่หยางเค่อที่มีพละกำลังเหนือกว่าเพราะเป็นผู้ชาย ใช้ฝ่ามือซัดเข้าที่ท้องของผู้หญิงคนนั้นจนเซถอยหลังทำท่าจะตกลงน้ำ และหยางเค่อกำลังจะตามเข้าไปใช้กระบี่ฟันซ้ำ
เหยียนเหล่ยจึงหยิบก้อนหิน ปาใส่ตัวของหยางเค่อทันทีจนหยางเค่อเสียหลัก เหยียนเหล่ยก็รีบพุ่งตัวกระโดดเข้ารับตัวหญิงสาวประคองไว้ไม่ให้ตกน้ำ แต่หญิงสาวกลับหันคมมีกมาโจมตีเหยียนเหล่ย โดยไม่สนใจว่าเหยียนเหล่ยเป็นคนช่วยนางไว้
เมื่อหยางเค่อตั้งหลักได้อีกครั้ง กำลังจะวิ่งเข้าไปใช้กระบี่ฟันคนทั้งสอง ฉันจึงปล่อยพายุดอกท้อออกไปพันรอบตัวหยางเค่อ เพื่อจะจับหยางเค่อไม่ให้เข้าทำร้ายหญิงสาวกับเหยียนเหล่ย แล้วออกแรงดึงรั้งหยางเค่อไว้ให้หยุดนิ่ง แต่ฉันสู้แรงของหยางเค่อไม่ไหว เขาจับดึงเชือกดอกท้อไว้แล้วออกแรงกระชากดึงฉันพุ่งตัวเข้าไปหาเขาทันที
มี่จื่อ : หยางเค่อ!! ตามเข้ามาได้ยังไง?!
หยางเค่อ : หึ! จับตัวได้สักที เจ้าต้องไปกับข้า!
หยางเค่อจับตัวฉันได้รีบอุ้มฉันหนีไปจากตรงนั้น เหยียนเหล่ยจึงผละจากหญิงสาวที่กำลังใช้มีดไล่แทง ทำให้ท่านอ๋องต้องรีบเข้ามารับมือกับหญิงสาวโพกผ้าแทน เหยียนเหล่ยรีบใช้มนต์สกัดกั้นขวางทางหยางเค่อไว้ได้ทัน จินไห่กับลี่ถังรีบพุ่งเข้าโจมตีต่อสู้กับหยางเค่อ ฉันจึงวิ่งหนีกลับมาหาเหยียนเหล่ยได้ทันท่วงที
ส่วนเพื่อนๆทั้งหกคนที่มีฝีมือการต่อสู้ยังอ่อนหัดทำได้แค่ป้องกันตัวเอง และคอยหลบลูกหลงจากการต่อสู้ ทันไดนั้นช่างอิ่นก็ชี้นิ้วร้องตะโกนบอกเราว่า "พวกของหยางเค่อมาแล้ว!" เพราะชงอวี้ กับเจิ้งไฉ กระโดดพุ่งตัวออกมาจากราวป่าหนีการโจมตีอย่างหนักหน่วงจากใครอีกคนที่วิ่งตามมาทางด้านหลัง
ชงอวี้ กับเจิ้งไฉ พุ่งตัวเข้ามาช่วยหยางเค่อและจะเข้ามาแย่งจับตัวฉันไปอีกครั้ง โชคดีที่หลี่จวินและองครักษ์สองคนย้อนกลับมาทัน หลี่จวินจึงปล่อยกระบี่บินพุ่งเข้ามาขวางทางทำให้พวกของชงอวี้เข้าไม่ถึงตัว
แต่เราก็เบาใจได้แค่เสี้ยวนาที เพราะกลุ่มคนโพกผ้าปิดบังใบหน้าชายหญิงอีกหลายคนกระโดดพุ่งตัวออกมาจากราวป่า พุ่งเข้าโจมตีกลุ่มพวกเราด้วยจนเกิดการต่อสู้กันมั่วชุลมุนจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
ชงอวี้กับเจิ้งไฉหาช่องว่างช่วงชุลมุนดึงหยางเค่อหนีหายเข้าไปในป่า คนโพกผ้าสี่คนจึงรีบแยกตัววิ่งติดตามไล่ล่าพวกชงอวี้ไปทันที ส่วนคนโพกผ้าที่เหลือยังคงต่อสู้โจมตีพวกเราไม่หยุด ฉันจึงวิ่งไปหลบกระบี่อยู่ด้านหลังเหยียนเหล่ย เพราะคนโพกผ้ากลุ่มนี้ล้วนมีฝีมือการต่อสู้ดีทุกคน
แล้วฉันก็ได้ยินเสียงร้องวี๊ดว๊ายของสามสาว จึงรีบหันไปดูก็เห็นชายหนุ่มร่างกายกำยำคนหนึ่งคลุมผ้าปิดหน้ากำลังโจมตีกลุ่มเพื่อนทั้งหกคน ที่ทำได้แค่ตั้งรับและพยายามหลบการโจมตีไม่มีโอกาสตอบโต้ได้เลย ทันไดนั้นจิ่นเกอก้าวเท้าถอยหลังพลาดล้มลง ชายร่างกำยำรีบยกกระบี่ขึ้นจะแทงจิ่นเกอ
กลีบคมมีดหมื่นบุปผาจึงพวยพุ่งออกจากมือฉันทันที พุ่งเข้าใส่ชายร่างกำยำด้วยความเร็วเพื่อปกป้องจิ่นเกอ แต่ชายคนนั้นสามารถหลบคมกลีบบุปผาได้ทันเฉียดฉิว ชายคนนั้นรีบหันกลับมามองฉัน แล้วร้องตะโกนบอกทุกคนให้หยุดต่อสู้กันก่อน
ซิ่นปิง : ทุกคนหยุดต่อสู้กันก่อน หยุดๆๆ!!! เจ้าตัวเล็ก! จำข้าได้หรือไม่?!
มี่จื่อ : ใครวะ?! ปิดหน้าอยู่ใครจะจำหน้าได้?! และข้าก็ชื่อมี่จื่อไม่ใช่เจ้าตัวเล็ก!
ชายร่างกำยำเปิดผ้าคลุมหน้าออก ปากก็ร้องตะโกนบอกคนของตนให้หยุดต่อสู้ เพราะเขาเจอเพื่อนคนในเมือง แม้คนของเขาจะยังลังเลแต่ทุกคนก็ผละถอยออกมาตามคำสั่ง ชายร่างกำยำเดินเข้ามาหาฉันเหมือนคนเคยรู้จักกัน เหยียนเหล่ยกับจินไห่จึงรีบวิ่งเข้ามาขวางตรงหน้าฉันเพราะกลัวชายร่างกำยำจะทำร้าย
ชายคนนั้นบอกฉันว่าเขาคือ ซิ่นปิง คนที่เคยไปถามทางไปร้านตีเหล็กสกุลจาง ฉันจึงมองหน้าเค้าให้แน่ใจอีกครั้งจึงจำได้ว่าเขาคือซิ่นปิงเพื่อนชาวชนเผ่าไม้ดำ จึงทักซิ่นปิงว่าพูดภาษาในเมืองได้แล้วทำไมคืนนั้นจึงไม่พูด ซิ่นปิงตอบแบบเขิลๆว่าคืนนั้นเขาตื่นเต้น เพราะเห็นคนเยอะอีกทั้งมีผู้หญิงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้นทำให้เขาประหม่า
ผู้หญิงคนที่ถือคันธนูรีบเดินเข้ามาหาซิ่นปิง ถามด้วยภาษาชนเผ่าไม้ดำด้วยความสงสัยว่าฉันเป็นใครทำไมรู้จักกัน ซิ่นปิงจึงตอบกลับเป็นภาษาชนเผ่าว่า ฉันคือเพื่อนคนในเมืองที่เคยช่วยบอกทางเขาไปร้านตีเหล็ก หญิงสาวคนนั้นจึงเปิดผ้าคลุมหน้าออกให้เห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลา คมเข้ม มองหน้าฉันเพียงครู่เดียว ก็มองหน้าเหยียนเหล่ยพร้อมกับอมยิ้มให้เล็กน้อย
ซิ่นปิงจึงแนะนำเราเป็นภาษาในเมืองว่า นี่คือน้องสาวของเขาชื่อ ชิงอิ๋ง หญิงสาวจึงพูดขอบคุณเหยียนเหล่ยด้วยภาษาในเมืองว่า ขอบคุณที่ช่วยไม่ให้ตกน้ำ ฉันจึงเกิดอาการหมั่นใส้และคิดในใจว่า แค่ช่วยไม่ให้ตกน้ำจะมีบุญคุณอะไรกันนักหนา! ฉันจึงพูดต่อว่าชิงอิ๋งทันที
มี่จื่อ : เราช่วยเจ้าไว้ไม่ให้หยางเค่อทำร้าย แต่เจ้ากลับหันมาทำร้ายพวกเราหมายความว่ายังไงห๊า เจ้าเป็นคนประเภทไหนกันถึงหันมาทำร้ายคนที่ช่วยเหลือเจ้า?!
ชิงอิ๋ง : มันเป็นหน้าที่ ที่ข้าต้องปกป้องหมู่บ้าน
เหยียนเหล่ย : ที่นี่คือหมู่บ้านอะไร?
ชิงอิ๋ง : หมู่บ้านไม้ดำ พวกเจ้าเดินเข้ามาที่นี่โดยไม่รู้กันเลยรึ?!
เราหันมามองหน้ากันแล้วยิ้มดีใจ ที่เราเดินกันมาถูกทางเพราะชิงหมิงไม่ได้โกหก ซิ่นปิงจึงถามเราว่าผู้ชายสามคนที่วิ่งหนีหายเข้าไปในป่า เป็นพวกเดียวกันกับเราหรือไม่ ท่านอ๋องตอบว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน และสามคนนั้นไม่ใช่คนดี แต่พวกเราไม่รู้ว่าสามคนนั้นตามเราเข้ามาได้ยังไง
ท่านอ๋องจึงสั่งให้องครักษ์สองคน ให้รีบกลับออกไปดูคนที่รออยู่อีกฟากหนึ่งของถ้ำ เพราะเกรงว่าชิงหมิงกับเหวินเหอพยานปากสำคัญจะเกิดอันตราย แต่ซิ่นปิงบอกว่าตอนนี้ใครก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะปากถ้ำถล่มตอนที่พวกเขาต่อสู้กับเจิ้งไฉ และบอกอีกว่าสร้อยประคำที่เจิ้งไฉสวมอยู่ที่คอ อันตรายมากหนักเหมือนก้อนหิน ถูกโยนออกมาครั้งเดียวทำปากถ้ำถล่มได้
อีกทั้งเวลาอีกฟากหนึ่งของถ้ำใกล้จะเช้าถ้ำนี้ก็จะหายไป ต่อให้พยายามเปิดปากถ้ำก็ออกไปไม่ทัน จึงจำเป็นต้องรอให้ถึงคืนวันพระจันทร์เต็มดวงอีกครั้งจึงจะกลับออกไปได้ หลี่จวินจึงถามว่ามันไม่มีทางอื่นที่จะกลับออกไปก่อนคืนพระจันทร์เต็มดวงเหรอ
ซิ่นปิงตอบว่ามันก็มีอีกวิธีหนึ่งคือต้องไปขอร้องแม่เฒ่าในหมู่บ้าน ให้คลายมนต์เปิดทางออกให้ ท่านอ๋องจึงตอบทันทีว่าจะขอไปพบกับแม่เฒ่าเพื่อขอให้เปิดทางออกให้ แต่จ้าวหลิวชายหนุ่มโพกผ้าปิดหน้าอีกคนหนึ่งรีบค้านทันทีว่า การพาคนภายนอกเข้าไปในหมู่บ้านมันผิดกฏ ถึงแม้ว่าซิ่นปิงจะรู้จักกับฉับฉัน แต่ดูแล้วพวกเราไม่น่าไว้ใจ ต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างที่ไม่ดีแน่ๆ
อีกอย่างเส้นทางเข้าหมู่บ้านไม้ดำใช่ว่าใครอยากจะเดินเข้าเดินออกกันได้ง่ายๆ แต่พวกเรากลับเดินกันเข้ามาได้ คงไม่ใช่แค่เดินพลัดหลงเข้ามาแน่ๆ เขาจะไม่ยอมให้พวกเราเข้าไปในหมู่บ้านโดยเด็ดขาด แต่จะยอมให้พวกเราอยู่กันแค่ตรงนี้แถวลำธาร เมื่อถึงคืนวันพระจันทร์เต็มดวงค่อยเดินทางออกไป ซิ่นปิงจึงพูดขึ้นทันทีว่า
ซิ่นปิง : แต่มี่จื่อเป็นธิดาหยางเถา!! พวกเราต้องพานางไปพบกับแม่เฒ่า!
ชนเผ่าไม้ดำ : ห๊า!!! เจ้ามั่นใจได้อย่างไร? นางไม่ใช่คนในหมู่บ้านไม้ดำ จะเป็นธิดาหยางเถาได้อย่างไร?! ซิ่นปิงเจ้าอย่าพูดโกหกเพื่อช่วยเหลือพวกเขา!
ทุกคนในกลุ่มคนโพกผ้าต่างร้องอุทานตกใจ ที่ซิ่นปิงเรียกฉันว่าธิดาหยางเถา พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เชื่อและไม่ยอมรับคนนอกเข้าหมู่บ้าน แม้กระทั่งพวกฉันเองต่างยืนมองกันด้วยความงุนงง ที่จู่ๆฉันก็มีตำแหน่งเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตำแหน่งคือธิดาหยางเถา
แม้เราจะไม่รู้ว่าธิดาหยางเถาคืออะไร แต่ก็นับว่าดีเพราะทำให้ได้รับสิทธิ์ในการเข้าพบกับแม่เฒ่าแบบไม่ต้องดิ้นรนกันให้เหนื่อย ซิ่นปิงจึงบอกให้ฉันแสดงพลังหมื่นบุปผาออกมาให้พวกเขาเห็นอีกครั้ง คนของเขาจึงจะยอมเปิดทางให้เราเข้าไปพบกับแม่เฒ่าในหมู่บ้าน
ฉันมองหน้าเหยียนเหล่ยและมองหน้าทุกคนว่าจะเอายังไงดี เหยียนเหล่ยจึงพยักหน้าให้ฉันทำตามที่ซิ่นปิงบอก ฉันจึงปล่อยพลังหมื่นบุปผาออกไปให้พวกเขาเห็น กลุ่มคนโพกผ้าต่างทำหน้าตกใจอุทานว่า “ธิดาหยางเถาจริงๆด้วย!” จากนั้นคนกลุ่มนั้นจึงยอมให้เราเข้าไปในหมู่บ้าน
ฉันจึงถามซิ่นปิงว่าธิดาหยางเถาคืออะไร ทำไมพวกเขาจึงคิดว่าฉันคือธิดาหยางเถา แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับพลังหมื่นบุปผา ซิ่นปิงตอบว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะเป็นคนตอบเรื่องนี้กับฉันเอง ท่านอ๋องจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่าเคยมีคนใช้พลังหมื่นบุปผาอยู่ในหมู่บ้านไม้ดำด้วยหรือ?
ซิ่นปิงจึงตอบว่าเคยมี นางคืออดีตธิดาเหม่ยเตี๋ยเป็นผู้สืบทอดและเป็นผู้ใช้พลังหมื่นบุปผา แต่นางเสียชีวิตไปนานแล้ว และคนที่เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งธิดาเหม่ยเตี๋ยคนปัจจุบันคือ ชิงอิ๋ง แต่ชิงอิ๋งไม่ได้สืบทอดพลังหมื่นบุปผา เพราะพลังหมื่นบุปผาตอนนี้อยู่กับฉัน พวกเขาจึงแปลกใจกันมากว่าทำไมฉันจึงมีพลังหมื่นบุปผาได้ ทั้งๆที่เป็นคนนอกหมู่บ้าน พวกเขาจึงคิดว่าฉันอาจเป็นทายาทของอดีตธิดาเหม่ยเตี๋ย ฉันจึงรีบตอบทันทีว่า
มี่จื่อ : ไม่ใช่! แม่ข้ายังไม่ตาย ป่านนี้แม่คงนอนดูซีรีย์หนังแขกอยู่ที่บ้านนอก และไม่เคยเป็นเทพธิดาอะไรทั้งนั้น
ชิงอิ๋ง : เจ้าพูดเรื่องอะไร ข้าไม่เข้าใจ????
ในขณะที่ชิงอิ๋งกำลังมึนงงและถามฉันว่าซีรีย์หนังแขกคืออะไร หลี่จวินก็บอกชิงอิ๋งว่า ฉันมักพูดจาภาษาเทพมีแต่พวกเทพด้วยกันเท่านั้นจึงจะคุยกันรู้เรื่อง แล้วหลี่จวินก็หัวเราะ ทำให้คนอื่นๆพากันหัวเราะฉันด้วยความขบขัน
●
●
●
หมายเหตุ
*หยางเถา แปลว่า ลูกพีชต่างถิ่น / ลูกพีชและทะเล
*ชิงอิ๋ง แปลว่า พลอยสีฟ้า
*เหม่ยเตี๋ย แปลว่า ผีเสื้อแสนสวย
*จ้าวหลิว แปลว่า ผู้สร้างกระแสน้ำ