ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 72 หาเรื่องตาย!
เหล่าสมาชิกตระกูลหวงหลงค่อยๆ ลงมาจากรถเกวียนสีทองที่ดูหรูหราอย่างยิ่ง
พวกมันมองตรงไปที่คฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์อย่างดูถูก
ทั้งขนาดของพื้นที่ ทั้งการจัดสรรตกแต่ง ทั้งความยิ่งใหญ่ ไม่มีสิ่งใดที่เทียบกับตระกูลหวงหลงของพวกมันได้แม้แต่น้อย
หลายคนดูแคลนการที่พวกมันจะต้องมาจัดการกับมดปลวกพวกนี้ แค่ตะโกนสั่งให้พวกมันออกมาคุกเข่ารอรับความตาย พวกมันคงกลัวหัวหดเยี่ยวราดทำอะไรไม่ถูกแล้วกระมัง
พวกมันค่อยๆ เดินเข้าไปยืนออกันที่หน้าประตูหลักของคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ กีดขวางเส้นทางเข้าออกไว้แน่นขนัด
สายตาของหวงซื่อ ผู้นำในภารกิจครั้งนี้จ้องตรงไปด้านหน้า ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
เป็นจริงดังที่สายสืบได้บอกเอาไว้ รอบเขตตระกูลพีไรซ์มีสนามพลังคุ้มกันหนาแน่น คอยป้องกันไม่ให้คนบุกรุกเข้าไปโดยง่าย ทั้งความแข็งแกร่งของสนามพลังยังไม่อ่อนด้อย อย่างน้อยๆ ตัวของหวงซื่อก็ต้องโจมตีสองถึงสามครั้งถึงจะพังทลายสนามพลังนี้ได้อย่างสมบูรณ์
'ทรงพลังและแนบเนียน หากข้าไม่ได้รู้มาก่อนว่ามีสนามพลังรอบตระกูลพีไรซ์ คงไม่ทันได้สังเกตเห็นแม้จะอยู่ต่อหน้าในระยะใกล้เพียงนี้' อเวกระดับที่แปดจากตระกูลหวงหลงคิด
สมองของชายวัยกลางคนชุดทองเริ่มคิดคำนวณ ดูเหมือนเบื้องหลังของตระกูลพีไรซ์จะไม่ธรรมดา ถึงกับลงทุนสร้างม่านพลังขึ้นมาปกป้องเขตตระกูลเล็กๆ แห่งนี้ หรือภายในเขตตระกูลจะมีความลับอะไรซ่อนอยู่?
หากเขาทำลายการป้องกันเหล่านี้แล้วลากใครสักคนมาสอบถาม บางทีอาจจะได้ความอะไรกลับมาบ้างก็ได้ และถ้าให้คำตอบแก่เขาไม่ได้ ก็แค่ฆ่าพวกมันทิ้งแล้วหาคนที่กล้าหาญพอจะบอกความลับของตระกูลตนเอง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายวัยกลางคนในชุดสีทองก็แอบพยักหน้าด้วยความพอใจกับความคิดของตนเอง ก่อนจะหันไปหาผู้ติดตามใกล้ชิดที่เป็นอเวกระดับเจ็ด
“เรียกพวกเขาออกมา” หวงซื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ดูเหมือนสมาชิกตระกูลหวงหลงผู้นี้จะติดตามหวงซื่อมานาน เพียงแค่อีกฝ่ายเอ่ยปากไม่กี่คำ มันก็เข้าใจเจตนาของชายวัยกลางคนได้ทันที ดวงตาของมันฉายแววเคารพอีกฝ่ายอย่างมาก
ร่างอเวกระดับเจ็ดในชุดสีทองผงกหัวเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้า เกือบจะก้าวเดินไปถึงหน้าประตูของตระกูลพีไรซ์อยู่แล้ว
“ตระกูลพีไรซ์จงฟัง พวกเจ้าทุกคนจงออกจากที่พำนักมาพบท่านหวงซื่อบัดเดี๋ยวนี้! ตระกูลหวงหลงมาเยือนหน้าประตูบ้านพวกเจ้าแล้ว จงยอมจำนนแต่โดยดี โทษทัณฑ์ที่พวกเจ้ามีอาจได้รับการผ่อนปรน” อเวกระดับเจ็ดผู้นั้นตะโกนออกด้วยเสียงอันดัง พลังเสียงแฝงไว้ด้วยพลังงาน ทำให้เสียงที่เปล่งออกมาดังกระจายไปทั่วคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์
“ห๊ะ?!” เจ้าเมืองปากัสที่ยืนอยู่ไม่ไกลตกใจทันทีที่ได้ยินประโยคเหล่านั้น เขารู้สึกได้ทันทีว่าเรื่องร้ายกำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ดูเหมือนตระกูลพีไรซ์ตกอยู่ในภัย
เจ้าเมืองปากัสกร่นด่าภายในใจ พยายามคิดว่าตนทำอะไรได้บ้างในสถานการณ์เช่นนี้ ความสงบภายในเมืองก็ต้องรักษา ตระกูลหวงหลงก็ดันมีอำนาจมากในภูมิภาคนี้อีก!
ความคิดหลายอย่างตีกันในหัวครู่หนึ่งก่อนที่ฮานจะเรียกรองเจ้าเมืองให้ไปจัดกองทหาร กันพื้นที่โดยรอบทั้งหมดเอาไว้ ห้ามให้ใครเข้ามาในอาณาบริเวณนี้เป็นอันขาด อย่างน้อยเขาก็ต้องยับยั้งไม่ให้ชาวเมืองตื่นตระหนกก่อน และปิดกั้นหูตาจากกองกำลังอื่นๆ
การจะเข้าไปแทรกแซงความต้องการของผู้มีอำนาจไม่ใช่ความคิดที่ดี ถึงจะช่วยตระกูลพีไรซ์ให้รอดพ้นได้ชั่วคราว แต่หลังจากนั้นอาจกลายเป็นเมืองปากัสทั้งเมืองที่ต้องรับผลจากการกระทำของเขา
ในฐานะเจ้าเมือง เขาจำเป็นต้องนึกถึงภาพรวมมาก่อนเสมอ
ส่วนตระกูลพีไรซ์ หวังว่าเรื่องขัดแย้งกับตระกูลหวงหลงคงจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตเกินไปนัก หากประนีประนอมคุยกันได้ ก็คงจะดีกว่า
เจ้าเมืองปากัสร้อนใจอย่างยิ่ง แต่ไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้ ทำได้แค่มองฉากตรงหน้าต่อไปด้วยใจระทึก
ตอนนี้ภายในคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ทั้งเรือนหลักเรือนย่อยต่างสั่นสะเทือนไปหมดด้วยคลื่นเสียง
สมาชิกทุกคนที่อยู่ภายในตระกูลได้ยินทุกถ้อยคำได้อย่างชัดแจ้ง หลายคนตื่นตกใจเพราะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เรื่องความขัดแย้งกับตระกูลหวงหลงมีเพียงผู้อาวุโสและสมาชิกบางคนเท่านั้นที่รู้ นี่ป้องกันเอาไว้ก็เพื่อไม่ต้องการให้คนอื่นๆ ตื่นตระหนก มาคัสมีความมั่นใจว่าจะต้องแก้ไขเรื่องนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่กับคนอื่นไม่ใช่ ต่อให้ทุกคนจะเชื่อถือในตัวหัวหน้าตระกูลและบรรพบุรุษ แต่จะไม่ให้กังวลเลยก็เป็นไปไม่ได้ หากวันๆ เอาแต่คิดเรื่องข้อขัดแย้งกับตระกูลใหญ่ ทั้งตระกูลคงไม่ได้พัฒนาสักที
มาคัสที่กำลังนั่งสนทนากับเมลิกพลันตื่นตัว ทั้งคู่มองหน้ากันก่อนจะลุกออกจากเรือนหลักในทันที
เมื่อออกมาก็เห็นว่าสมาชิกในตระกูลหลายคนพุ่งตัวออกมาจากที่พักด้วยความตื่นตระหนก แม้นี่จะเป็นเมืองขนาดเล็ก แต่ข่าวสารต่างๆ ก็เดินทางมาถึงผ่านการค้าเสมอ หลายๆ คนรู้ชื่อเสียงของตระกูลหวงหลงอยู่บ้าง ไม่แปลกไปที่จะตกใจยามเมื่ออีกฝ่ายมาถึงหน้าประตูบ้าน
จากเสียงที่เปล่งออกมา มันเต็มไปด้วยพลัง แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นกันอย่างแน่นอน อีกฝ่ายต้องเป็นอเวกที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่ง
'นี่ตระกูลของพวกเราไปมีเรื่องอะไรกับตระกูลจากเมืองใหญ่กันแน่?' หลายๆ คนคิด
มาคัสมองสมาชิกทุกคนที่ตื่นตัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็รู้ทันทีว่าเรื่องราวไม่สามารถถอยกลับได้ มีแต่จะต้องออกไปเผชิญหน้าเท่านั้น
“ไป ไปที่หน้าประตู จะได้รู้กันไปว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร!” แม้ลึกๆ มาคัสจะรู้เหตุผลของการมาครั้งนี้ดี รู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาดี แต่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ไม่ได้เริ่มลงมือในทันทีที่มาถึง นั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่าเรื่องราวยังไม่ได้มาถึงจุดเลวร้ายที่สุด
ร่างของมาคัสพุ่งตัวนำสมาชิกทุกคนมุ่งหน้าไปที่ประตูหลักของตระกูลพีไรซ์
ประตูสีแดงบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออกด้วยความช่วยเหลือของสมาชิกและข้ารับใช้หลายคน
ต่อหน้าสายตาคนของตระกูลพีไรซ์ เบื้องหน้าเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่สวมชุดสีทอง ปักลายประดับประดาอย่างงดงาม โดยเฉพาะสามคนด้านหน้าที่แต่งกายด้วยชุดที่ดูหรูหราเป็นพิเศษ
ไอพลังของคนทั้งหมดแข็งแกร่งมาก มาคัสและผู้อาวุโสทั้งหมดรู้ดีว่าพวกตนไม่ใช่คู่ต่อสู้กับกลุ่มคนตรงหน้าแม้แต่น้อย แม้แต่คนที่อ่อนแอที่สุดของฝั่งตรงข้ามก็แข็งแกร่งเทียบเท่าหัวหน้าตระกูลพีไรซ์แล้ว!
ความรู้สึกเย็นเยียบวาบไปตามแผ่นหลังสมาชิกตระกูลพีไรซ์ทุกคน กลุ่มคนตรงหน้าน่ากลัวเกินไป ไอพลังที่ปล่อยออกมาคุกคามอย่างไม่ปกปิด ทำให้คนในตระกูลพีไรซ์รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
มาคัสสูดลมหายใจเข้า พยายามสลัดความตกใจออกไปไม่ให้เสียมาดหัวหน้าตระกูล ค่อยๆ เอ่ยถามคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่ดูสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไม่ทราบว่าพวกท่านมีธุระอันใดกับตระกูลพีไรซ์ของพวกเรา?” มาคัสประสานมือไว้ด้านหน้าขณะเอ่ยถาม เขาแสดงความอ่อนน้อมตามมารยาท แต่ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้อีกฝ่ายได้เห็น
“เป็นแค่ชนชั้นต่ำ กลับกล้ายืนเสนอหน้าคุยกับลูกหลานมังกรอย่างพวกข้า!? คุกเข่าลงซะ!” ชายที่ยืนอยู่หน้าประตูคำรามใส่มาคัสทันที เขาปลดปล่อยแรงกดดันออกมา แสดงอำนาจเพื่อให้มาคัสคุกเข่าศิโรราบ
มาคัสรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันข่มเหงพุ่งเข้ามากดไหล่ทั้งสองข้างของตน แรงกดดันค่อนข้างรุนแรง แต่ด้วยพลังของอเวกระดับหก เขาสามารถต้านทานมันได้ครู่หนึ่ง
เพียงไม่นานนัก ค่ายกลป้องกันตระกูลก็เหมือนจับสัมผัสได้ว่ามีคนมุ่งร้ายต่อสมาชิกภายในตระกูลพีไรซ์ มันจึงใช้พลังเข้าลดทอนอำนาจของแรงกดดันนั้น
แรงกดหนักๆ บนบ่าทั้งสองข้างของมาคัสลดลงในชั่วพริบตา แม้จะมีน้ำหนักที่กดลงมาบ้าง แต่ไม่มีปัญหาสำหรับเขาที่จะต้านทานมันเอาไว้
ชายในชุดสีทองขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะจ้องมองไปยังอากาศที่ผันผวนเบื้องหน้า สนามพลัง? ตอนแรกที่มันได้ยินท่านหวงซื่อเปรยๆ เรื่องนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ดูเหมือนว่าสนามพลังที่ล้อมรอบตระกูลพีไรซ์จะไม่ธรรมดา
ปัง!
ร่างในชุดสีทองเหวี่ยงหมัดกระแทกออกไปเบื้องหน้าทันที ความรู้สึกถูกหยามหมิ่นทำให้มันลงมือทันที กะว่าจะซัดสนามพลังตรงหน้าให้พังทลายลงไปซะ
ค่ายกลรอบเขตตระกูลพีไรซ์สั่นไหวเกิดเป็นระลอกคลื่นกระจายไปทั่วตั้งแต่ด้านหน้าจนถึงด้านหลัง แรงสะเทือนที่เกิดขึ้นทำให้คนทั้งภายนอกและภายในเห็นการก่อตัวของค่ายกลอย่างชัดเจน ค่ายกลแทบทนพลังโจมตีเมื่อครู่ไม่ไหว
ฝ่ายตระกูลหวงหลงหลายคนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ โดยเฉพาะอเวกระดับหกที่ไม่รู้เรื่องของสนามพลังมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าตระกูลเล็กๆ จะมีสนามพลังที่สามารถป้องกันการโจมตีของอเวกระดับเจ็ดได้
เจ้าของหมัดดูไม่พอใจผลลัพธ์เป็นอย่างมาก มันต้องการจะทำลายสนามพลังตรงหน้าในการโจมตีเพียงครั้งเดียว เพื่อให้อีกฝ่ายรู้จุดยืนของตนเอง แต่กลับกลายเป็นความอับอายของตัวมันเองไปเสีย
“กรอด!” อเวกระดับเจ็ดที่ดูจะควบคุมอารมณ์ตนเองมาได้ตลอดเริ่มหัวเสียทันที ปล่อยหมัดเป็นชุดออกไปอีกครั้ง
ปัง ปัง ปัง!
เพล้ง!
ด้วยความพยายามของมัน ในที่สุดสนามพลังตรงหน้าก็แตกออก เกิดเป็นรูโหว่ที่หน้าทางเข้า
“หึ ก็เท่านั้น!” ชายคนดังกล่าวแสยะยิ้มด้วยความพึงพอใจ แต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหลัง
“พอแล้วหวงปา มันเสียเวลา” หวงซื่อที่ยืนอยู่ด้านหลังกล่าวออกด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
ชายที่ถูกเรียกว่าหวงปาหุบยิ้มลงในทันที ก่อนจะหันไปก้มหัวขออภัยอีกฝ่าย
ร่างของชายวัยกลางคนในชุดทองค่อยๆ เดินอย่างช้าๆ มาแทนที่ ก่อนจะปล่อยหมัดที่เต็มไปด้วยพลังออกมา
ตูม!
พลังหมัดทำให้รอยแตกของค่ายกลแผ่ขยายลามออกไป จนในที่สุดก็ถูกทำลายทั้งหมด
มาคัสและคนในตระกูลพีไรซ์ต่างจ้องมองรอยแตกที่ลามไปทั่วด้วยสีหน้าหวั่นวิตก หยดเหงื่อค่อยๆ ไหลลงมาตามหน้าผาก
[เตือนภัย! ค่ายกลป้องกันเขตตระกูลถูกทำลาย สมาชิกในตระกูลตกอยู่ในอันตราย]
[สร้างภารกิจ ขับไล่ผู้บุกรุก]
ร่างวิญญาณโปร่งใสลอยอยู่หน้าประตู จ้องมองการกระทำของศัตรูตาไม่กะพริบ
ตระกูลหวงหลง? หาเรื่องตาย!!