สองสัปดาห์ผ่านไปหลังจากคืนที่ลู่เฟิงได้เห็นฮูหยินใหญ่และจางห่าวร่วมรักกันในศาลาริมน้ำ เขายังคงแสดงบทบาทคนสวนเฒ่าอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ดวงตาเฉียบคมของเขาไม่เคยหยุดเฝ้าสังเกตทุกความเคลื่อนไหวภายในคฤหาสน์ เขารู้ดีว่าหลักฐานเพียงครั้งเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ เขาต้องการข้อมูลที่มากกว่านั้น ต้องการรูปแบบที่ชัดเจน และต้องการจุดอ่อนที่แน่นอน
คืนวันพฤหัสบดี คหบดีเว่ยกลับมาจากการดื่มสุรากับเพื่อนพ้องในท่าทางเมาแล้ว เขาเดินโซเซไปยังห้องทำงานของตน ตามปกติที่เขาจะหลับไปที่นั่นจนถึงเช้า ลู่เฟิงรู้ดีว่านี่คือโอกาสที่ฮูหยินใหญ่จะใช้ประโยชน์
ประมาณเที่ยงคืน ลู่เฟิงเห็นเงาบางๆ เคลื่อนไหวออกจากปีกตะวันออกของคฤหาสน์ ฮูหยินใหญ่ในชุดคลุมสีเข้มกำลังเดินด้วยความระมัดระวัง เธอหยุดฟังเสียงรอบข้างเป็นระยะ มองไปรอบๆ ด้วยความระแวง ก่อนจะเดินต่อไปยังทิศทางที่คุ้นเคย
ลู่เฟิงติดตามนางด้วยระยะห่างที่ปลอดภัย ใช้เงาของต้นไม้และโครงสร้างต่างๆ ปกปิดตัว ทักษะการแอบตามที่เขาฝึกฝนมาหลายสิบปีทำให้เขาเคลื่อนไหวได้เงียบงันราวกับผี ไม่มีแม้แต่เสียงใบไม้กรอบแกรบ
คราวนี้ฮูหยินใหญ่ไม่ได้ไปที่ศาลาริมน้ำ แต่เดินไปยังโรงเก็บของเก่าที่อยู่ในมุมสวน สถานที่แห่งนี้ห่างไกลจากสายตาของคนใช้ และมีเพียงแสงจันทร์เท่านั้นที่ส่องสว่าง โรงเก็บของหลังนี้เคยใช้เก็บเครื่องมือทำสวนและของใช้เก่าๆ แต่เมื่อมีโรงเก็บของใหม่ที่ใหญ่กว่า จึงถูกทิ้งร้างไป
ลู่เฟิงซ่อนตัวอยู่หลังกองฟืนเก่า เขาเห็นฮูหยินใหญ่เปิดประตูโรงเก็บของและเดินเข้าไป ไม่นานนัก แสงเทียนอ่อนๆ ก็ส่องออกมาจากช่องหน้าต่างเล็กๆ บ่งบอกว่ามีคนอยู่ข้างใน
ประมาณสิบนาทีต่อมา จางห่าวก็ปรากฏตัว เขาเดินมาจากทิศทางตรงข้าม เคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวังไม่แพ้กัน เมื่อเขาเข้าไปในโรงเก็บของ เสียงกระซิบและเสียงหัวเราะเบาๆ ก็ดังออกมา
ลู่เฟิงเลื่อนตัวเข้าไปใกล้มากขึ้น เขาหาช่องว่างเล็กๆ ในผนังไม้ผุพังและแอบมองเข้าไป ภาพที่เขาเห็นทำให้เขายิ้มอย่างพึงพอใจ
ภายในโรงเก็บของที่ถูกจัดแต่งใหม่ มีเสื่อปูพื้น หมอนอิง และเทียนไขหลายเล่ม สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัว นี่คือห้องลับที่ทั้งคู่เตรียมไว้สำหรับการพบกันอย่างสม่ำเสมอ
ฮูหยินใหญ่และจางห่าวกำลังนั่งใกล้กัน มือของจางห่าวลูบไล้แก้มของฮูหยินใหญ่อย่างอ่อนโยน ส่วนฮูหยินใหญ่ก็เอนตัวเข้าหาเขาด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความรัก
"ข้าคิดถึงเจ้ามากจนแทบจะบ้าคลั่ง" ฮูหยินใหญ่กระซิบ เสียงของนางเต็มไปด้วยความปรารถนา "ทุกคืนที่ต้องนอนข้างสามีผู้นั้น ข้ารู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย"
"ข้าก็เช่นกัน" จางห่าวตอบด้วยเสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความรัก "ข้าอยากจะประกาศให้ทั้งโลกรู้ว่าเจ้าเป็นของข้า แต่..."
"แต่เราต้องระมัดระวัง" ฮูหยินใหญ่พูดขัดจังหวะ "หากคหบดีเว่ยรู้เรื่องนี้ เขาจะฆ่าเราทั้งคู่แน่นอน"
ลู่เฟิงฟังบทสนทนานี้ด้วยความสนใจ เขาได้ยินความกลัวในเสียงของฮูหยินใหญ่ เห็นความระแวงที่แฝงอยู่ในความรัก และเข้าใจถึงจุดอ่อนที่เขาสามารถใช้ประโยชน์ได้
ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ในโรงเก็บของประมาณหนึ่งชั่วโมง พวกเขาพูดคุยเรื่องอนาคต วางแผนการหนีไปด้วยกัน และแบ่งปันความฝันที่จะไม่มีวันเป็นจริง ลู่เฟิงจดจำทุกคำพูด ทุกท่าทาง และทุกรายละเอียดที่อาจจะมีประโยชน์
เมื่อทั้งคู่แยกย้ายกันไป ลู่เฟิงยังคงซ่อนตัวอยู่จนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แล้ว เขาเข้าไปตรวจสอบภายในโรงเก็บของ พบเสื่อที่ยังมีกลิ่นหอมของฮูหยินใหญ่ หมอนที่ยังคงรูปร่างจากการใช้งาน และที่สำคัญคือ กิ่งไผ่เล็กๆ ที่ฮูหยินใหญ่ทำหล่นไว้ กิ่งไผ่นี้มีเครื่องประดับเล็กๆ ติดอยู่ เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่านางเคยมาที่นี่
อีกสัปดาห์ต่อมา คหบดีเว่ยต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจที่เมืองใกล้เคียง การเดินทางครั้งนี้จะใช้เวลาสามวัน ลู่เฟิงรู้ดีว่านี่คือโอกาสที่ฮูหยินใหญ่และจางห่าวจะได้อยู่ด้วยกันอย่างอิสระมากขึ้น
คืนแรกที่คหบดีเว่ยไม่อยู่ ลู่เฟิงเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด เขาเห็นหลิงเอ๋อร์ สาวใช้ของเว่ยหลิง แอบเดินไปมาระหว่างห้องของฮูหยินใหญ่และที่พักของจางห่าว การเคลื่อนไหวของหลิงเอ๋อร์ดูประหม่าและระแวง บ่งบอกว่านางกำลังทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร
ลู่เฟิงติดตามหลิงเอ๋อร์อย่างระมัดระวัง เขาเห็นนางส่งจดหมายเล็กๆ ให้จางห่าว และนำจดหมายตอบกลับมาให้ฮูหยินใหญ่ การส่งสารครั้งนี้เกิดขึ้นหลายรอบ บ่งบอกว่าทั้งคู่กำลังวางแผนบางอย่าง
เมื่อถึงเที่ยงคืน ลู่เฟิงเห็นฮูหยินใหญ่เดินออกจากห้องอย่างเปิดเผยมากกว่าเดิม เธอไม่ได้ใส่ชุดคลุมหรือพยายามปกปิดตัว แต่เดินด้วยท่าทางมั่นใจ ราวกับเจ้าของบ้าน คราวนี้นางเดินตรงไปยังห้องของจางห่าวโดยตรง
ลู่เฟิงตามไปและซ่อนตัวใกล้หน้าต่างห้องจางห่าว เขาได้ยินเสียงสนทนาที่ชัดเจนกว่าเดิม
"เมื่อคหบดีเว่ยกลับมา เราต้องระมัดระวังมากขึ้น" จางห่าวพูดด้วยเสียงกังวล "ข้าสังเกตเห็นว่าเขาเริ่มสงสัยแล้ว"
"เขาสงสัยอะไร?" ฮูหยินใหญ่ถามด้วยเสียงตื่นตระหนก
"เขาถามข้าว่าทำไมข้าถึงอยู่ในสวนบ่อย และทำไมข้าถึงรู้เส้นทางในคฤหาสน์ดี" จางห่าวอธิบาย "ข้าคิดว่าเขาอาจจะสั่งให้คนสอดแนมเราแล้ว"
ฮูหยินใหญ่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยเสียงมั่นใจ "ถ้าเช่นนั้น เราต้องเร่งแผนการหนีไป เจ้าได้เตรียมเงินทองแล้วหรือยัง?"
"แต่เราต้องรอโอกาสที่เหมาะสม" จางห่าวพูดต่อ "หากเราหนีไปตอนนี้ คหบดีเว่ยจะตามหาเราได้ง่าย เราต้องรอจนกว่าเขาจะไม่สงสัย แล้วค่อยหาข้ออ้างที่ดี"
"แล้วเราจะรออีกนานแค่ไหน?" ฮูหยินใหญ่ถามด้วยเสียงหงุดหงิด "ข้าทนอยู่ที่นี่ไม่ไหวแล้ว ทุกคืนที่ต้องนอนข้างเขา ข้ารู้สึกเหมือนจะอ้วกทุกครั้ง"
"อีกไม่นาน" จางห่าวปลอบโยน "ข้าได้ยินว่าเดือนหน้าจะมีงานเทศกาลใหญ่ที่เมืองหลวง คหบดีเว่ยจะต้องไปติดต่อธุรกิจที่นั่นอย่างน้อยสิบวัน นั่นจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุด"
ลู่เฟิงฟังบทสนทนานี้ด้วยความพึงพอใจ เขาได้ข้อมูลที่มีค่ามาก ไม่เพียงแต่เรื่องความสัมพันธ์ลับ แต่ยังรวมถึงแผนการหนีไปด้วยกัน นี่คือจุดอ่อนที่สำคัญที่เขาสามารถใช้ประโยชน์ได้
ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันจนเกือบรุ่งสาง พวกเขาวางแผนรายละเอียดการหนี กำหนดสถานที่พบกัน และหารือเกี่ยวกับชีวิตใหม่ที่พวกเขาจะเริ่มต้นด้วยกัน ลู่เฟิงจดจำทุกคำพูด รู้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นอาวุธที่ทรงพลังในมือของเขา
ในช่วงสามวันที่คหบดีเว่ยไม่อยู่ ลู่เฟิงใช้โอกาสนี้ในการเก็บรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เขาแอบเข้าไปในโรงเก็บของลับ พบจดหมายรักหลายฉบับที่ทั้งคู่เขียนถึงกัน จดหมายเหล่านี้เต็มไปด้วยคำหวานและแผนการอนาคต
เขายังพบเครื่องประดับของฮูหยินใหญ่ที่ถูกทิ้งไว้ รวมถึงผ้าเช็ดหน้าที่มีกลิ่นหอมของนาง สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่านางมาที่นี่เป็นประจำ
ที่สำคัญที่สุดคือ ลู่เฟิงพบแผนที่เล็กๆ ที่วาดเส้นทางหนีออกจากเมือง แผนที่นี้เขียนด้วยลายมือของจางห่าว มีเครื่องหมายบอกจุดพักระหว่างทาง และสถานที่ที่พวกเขาจะไปซ่อนตัว
ลู่เฟิงถ่ายทอดรายละเอียดทั้งหมดลงในความทรงจำของเขา เขาไม่ได้เอาสิ่งของเหล่านั้นไป แต่จดจำตำแหน่งและรายละเอียดทุกอย่าง เขารู้ว่าการมีหลักฐานเหล่านี้จะทำให้การขู่เข็ญของเขามีน้ำหนักมากขึ้น
ด้วยทักษะการวาดภาพที่เขาฝึกฝนมาตั้งแต่เยาว์วัย ลู่เฟิงเริ่มสร้างหลักฐานที่จะใช้ขู่เข็ญฮูหยินใหญ่ เขาใช้เวลาหลายคืนในการวาดภาพฮูหยินใหญ่และจางห่าวในท่าทางที่ชี้ชัดถึงความสัมพันธ์ของพวกเขา
ภาพแรกเป็นภาพทั้งคู่กำลังโอบกอดกันในศาลาริมน้ำ แสงจันทร์ส่องใส่ใบหน้าทั้งสอง ทำให้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรักและความปรารถนา ลู่เฟิงวาดรายละเอียดทุกอย่างอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่ลวดลายบนชุดของฮูหยินใหญ่ ไปจนถึงรอยยิ้มบนใบหน้าของจางห่าว
ภาพที่สองเป็นภาพทั้งคู่ในโรงเก็บของ ฮูหยินใหญ่กำลังนั่งในอ้อมกอดของจางห่าว ใบหน้าของนางเอนพิงไปที่อกของเขา ดวงตาปิดด้วยความสุขสม ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดและความเป็นส่วนตัวของความสัมพันธ์
ภาพที่สามเป็นภาพที่เร่าร้อนที่สุด วาดจากสิ่งที่เขาเห็นในคืนที่ทั้งคู่อยู่ในห้องของจางห่าว ฮูหยินใหญ่กำลังถอดเสื้อผ้าของตัวเอง ในขณะที่จางห่าวมองดูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ภาพนี้ถึงแม้จะไม่ได้แสดงการกระทำที่ชัดเจน แต่ก็บ่งบอกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน
ลู่เฟิงใช้ความสามารถในการวาดภาพที่เขาฝึกฝนมาหลายปี เขาสามารถจับรายละเอียดของใบหน้า ท่าทาง และอารมณ์ได้อย่างแม่นยำ ภาพที่เขาวาดดูเหมือนจริงมาก ราวกับถ่ายจากชีวิตจริง
นอกจากภาพวาดแล้ว ลู่เฟิงยังเขียนบันทึกรายละเอียดต่างๆ ที่เขาสังเกตเห็น เช่น วันเวลาที่ทั้งคู่พบกัน สถานที่ที่ใช้ บทสนทนาที่เขาได้ยิน และแผนการหนีไปด้วยกัน บันทึกเหล่านี้จะเป็นหลักฐานเสริมที่ทำให้การขู่เข็ญของเขามีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
เมื่อคหบดีเว่ยกลับมาจากการเดินทาง ลู่เฟิงก็เริ่มวางแผนการเข้าหาฮูหยินใหญ่ เขารู้ว่าการขู่เข็ญต้องทำในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม ต้องทำให้ฮูหยินใหญ่รู้สึกกลัวและไม่มีทางเลือก แต่ก็ไม่ควรทำให้นางตื่นตระหนกจนเกินไป
เขาเลือกเวลาในตอนเช้าตรู่ เมื่อคหบดีเว่ยยังหลับอยู่ และคนใช้ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ตื่น นี่คือเวลาที่ฮูหยินใหญ่มักจะอยู่คนเดียวในห้อง และไม่มีใครมารบกวน
เขาเตรียมภาพวาดทั้งหมดไว้ในแขนเสื้อ พร้อมกับบันทึกรายละเอียดต่างๆ เขาฝึกฝนคำพูดที่จะใช้ ทำให้แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์
ลู่เฟิงรู้ดีว่าการขู่เข็ญไม่ใช่เพียงแค่การแสดงหลักฐาน แต่เป็นศิลปะของการจิตวิทยา เขาต้องทำให้ฮูหยินใหญ่เข้าใจว่าเขารู้ทุกอย่าง มีหลักฐานที่ชัดเจน และสามารถทำลายชีวิตของนางได้ในพริบตา แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องให้ทางเลือกที่ดูเหมือนจะเป็นการช่วยเหลือ
รุ่งสางของอีกวัน ฮูหยินใหญ่ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระสับกระส่าย ภาพความเร่าร้อนเมื่อคืนยังคงติดตาตรึงใจ ทว่าความสุขสมนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความหวาดระแวง เมื่อนึกถึงสายตาของลุงจางคนสวนเฒ่าที่มักจะมองมายังเรือนของนางด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา นางพยายามปัดเป่าความคิดฟุ้งซ่านออกไป แต่แล้วเสียงเคาะประตูที่แผ่วเบาก็ทำให้นางสะดุ้งสุดตัว
"ฮูหยินใหญ่ขอรับ ลุงจางมีเรื่องสำคัญจะเรียนให้ทราบ" เสียงแหบพร่าของลุงจางดังลอดบานประตูเข้ามา ฮูหยินใหญ่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย นางไม่เคยอนุญาตให้คนสวนเข้ามาถึงเรือนชั้นในเช่นนี้มาก่อน ทว่าน้ำเสียงของเขากลับแฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้นางไม่อาจปฏิเสธได้
เมื่อบานประตูเปิดออก ลุงจางในชุดคนสวนเก่าๆ ก็ก้าวเข้ามาในห้องนอนอันหรูหราของฮูหยินใหญ่ แววตาที่เคยดูซื่อตรงบัดนี้กลับฉายแววเจ้าเล่ห์และคมกริบราวกับเหยี่ยว ฮูหยินใหญ่รู้สึกถึงความผิดปกติ นางถอยหลังไปสองสามก้าว พยายามรักษาระยะห่างจากชายชราผู้นี้
"ลุงจางมีเรื่องอันใด" ฮูหยินใหญ่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้มั่นคงที่สุด
ลู่เฟิ่งในคราบลุงจางยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา เขาก้าวเข้ามาใกล้นางช้าๆ จนฮูหยินใหญ่สัมผัสได้ถึงกลิ่นดินและกลิ่นกายชายฉกรรจ์ที่แฝงอยู่ภายใต้กลิ่นสาบของคนสวนเฒ่า "เรื่องที่ฮูหยินใหญ่ลักลอบคบชู้กับนักฆ่าหนุ่มนามว่าจางห่าวอย่างไรเล่าขอรับ"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของฮูหยินใหญ่ ใบหน้างามซีดเผือด นางแทบจะทรงตัวไม่อยู่ "เจ้า...เจ้าพูดเรื่องอันใด! เจ้าบังอาจใส่ร้ายข้า!" นางพยายามปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตกใจไม่อาจปกปิดความจริงได้
ลู่เฟิ่งไม่ตอบโต้ เขาเพียงยื่นม้วนกระดาษม้วนเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อให้ฮูหยินใหญ่ ภาพวาดที่ปรากฏบนกระดาษนั้นคือภาพของนางที่กำลังบิดกายเร่าร้อนอยู่ใต้ร่างของจางห่าวในคืนที่ผ่านมา รายละเอียดทุกอย่างคมชัดราวกับตาเห็น ฮูหยินใหญ่แทบจะสิ้นสติ นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ม้วนกระดาษหลุดจากมือ ภาพความอัปยศของนางถูกบันทึกไว้ทั้งหมด
"เจ้า...เจ้าต้องการอะไร" ฮูหยินใหญ่เอ่ยถามเสียงสั่นเครือ ความหยิ่งทะนงที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวและความอับอาย
ลู่เฟิ่งย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วเชยคางของฮูหยินใหญ่ขึ้นมา ดวงตาของเขาสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาของนาง "ข้าต้องการให้ฮูหยินใหญ่รับบทเรียนรักจากข้าแทนชู้รักของท่าน" น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความดิบเถื่อนที่ทำให้นางขนลุกซู่ "หากฮูหยินใหญ่ไม่ยินยอม...ภาพเหล่านี้ก็จะถูกเผยแพร่ไปทั่วทั้งเมือง"
ฮูหยินใหญ่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางจ้องมองใบหน้าของลุงจางที่บัดนี้ดูเหมือนปีศาจร้ายมากกว่าคนสวนเฒ่าผู้ซื่อสัตย์ นางรู้ดีว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของตระกูลเว่ยจะต้องป่นปี้ และนางเองก็จะไม่มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจ นางพยักหน้าอย่างช้าๆ เป็นการยอมจำนนต่อข้อเสนออันน่ารังเกียจของจอมโจรเฒ่า ลู่เฟิ่งยิ้มอย่างพึงพอใจ เขารู้ดีว่าบัดนี้ฮูหยินใหญ่ได้ตกเป็นหมากตัวสำคัญในกระดานของเขาแล้ว และบทเรียนแรกของนางกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า