เวลาพักทานอาหารกลางวันของแผนกส่วนใหญ่ในซินอ้าวคือ 1 ชั่วโมงครึ่ง มีเพียงแผนกรักษาความปลอดภัยเท่านั้นที่มีเวลาเพียง 1 ชั่วโมงตามกฏระเบียบของหัวหน้าไป๋ จริง ๆ แล้วเซียวเจิ้งอยากรอดูว่าหลินฮั่วอินจะแผลงฤทธิ์ จัดการกับลูกน้องยังไง แต่ยังไม่ทันที่จะได้รู้ผล เขาก็ถูกเร่งให้ออกไปเดินลาดตระเวนเสียก่อน
“นายนี่มันใจกล้าจริง ๆ ถ้าเป็พนักงานธรรมดาคงจะกลัวเ้านายจนหนีไปซ่อนตัวกันแทบไม่ทันแล้ว แต่นายยังมีอารมณ์มาดูเื่สนุกอีก”
ถังิคาบบุหรี่ในปาก มือทั้งสองข้างจับเข็มขัด และเดินลาดตระเวนไปในพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเอื่อยเฉื่อย
เซียวเจิ้งคลี่ยิ้ม แล้วกล่าวออกมาว่า “นายไม่คิดบ้างเหรอว่างานของพวกเรามันน่าเบื่อเกินไป? เวลาจะผ่านไปเร็วขึ้นได้ยังไงถ้าไม่หาอะไรสนุก ๆ ทำ?”
“ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ถ้าตัด่พักทานอาหารออกไปก็เหลือ 6 ชั่วโมง นายยังเบื่ออยู่อีกเหรอ?” ถังิส่ายหน้า แล้วเหลือบตามองเซียวเจิ้ง
“เด็กอย่างนายมันไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งดี ๆ น่ะสิ รอให้หัวหน้าไป๋ไล่นายออกก่อนเถอะ แล้วนายจะรู้ว่าได้มาทำงานในแผนกรักษาความปลอดภัย มันเป็เื่ที่ดีขนาดไหน”
เซียวเจิ้งจุดบุหรี่ แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เลิกล้อเล่นได้แล้ว หัวหน้าไป๋ไล่ฉันออกไม่ได้หรอก”
“ทำไมล่ะ?” ถังิกล่าวเยาะเย้ย
“นายคิดว่ามีทนายเติ้งคอยสนับสนุน แล้วจะทำตัวกร่างไปทั่วโลกได้งั้นเหรอ?”
“ฉันไม่ได้หวังพึ่งทนายเติ้ง”
เซียวเจิ้งสะบัดขี้บุหรี่ แล้วค่อย ๆ กล่าวออกมา
“นายไม่สังเกตเลยเหรอว่า่นี้หัวหน้าไป๋มองฉันด้วยแววตาที่แปลกไปจากเดิม?”
“แปลกยังไง?” ถังิเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ถ้าฉันเดาไม่ผิด.....”
สายตาของเซียวเจิ้งหลุบต่ำลง จากนั้นกล่าวออกมาว่า
“หัวหน้าไป๋อาจจะตกหลุมรักฉันเข้าแล้วก็ได้”
“ไปไกล ๆ เลย!” ถังิตวาดออกมา
“แม้แต่เพศของตัวเอง หัวหน้าไป๋ก็ยังแยกแยะไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แล้วเธอจะตกหลุมรักนายได้ยังไง? แค่นี้ก็ดูไม่ออก นายไม่ใช่แค่ป่วยทางจิต แต่ยังเป็ผู้ป่วยสมองพิการขั้นรุนแรงด้วย นายอยากให้ฉันแนะนำหมอให้มารักษาความงี่เง่าของนายไหม?”
ถังิต่อว่าเซียวเจิ้งด้วยความประหลาดใจ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายขยิบตาให้เขาไม่หยุด เขาก็กล่าวเย้ยหยันว่า
“เป็ตากุ้งยิงเหรอ?”
“หัวหน้าไป๋มา.....” เซียวเจิ้งทำหน้ามุ่ย
ถังิตัวแข็งทื่อ ริมฝีปากกระตุกอย่างห้ามไม่ได้ จากนั้นอาการกระตุกก็คล้ายจะลุกลามไปทั่วใบหน้าอย่างรวดเร็ว
ขวับ!
ถังินั้นราวกับเป็ทหารปืนใหญ่ที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็อย่างดี เขาหมุนตัวและกระทืบเท้า หันไปเผชิญหน้ากับหัวหน้าไป๋ด้วยท่วงท่าอันคล่องแคล่วลื่นไหล ในระหว่างที่กล่าวออกมา เหงื่อก็ชุ่มไปทั่วทั้งตัว
“หัวหน้าไป๋.........”
“พูดต่อสิ”
ใบหน้าอันงดงามของไป๋อวี้เจียวมีร่องรอยของการประชดประชัน ช่างดูน่ากลัวจนทำให้คนขนลุก
ในสถานการณ์แบบนี้ ถังิจะกล้าเปิดปากได้ยังไง? เขากัดริมฝีปากแน่นและส่ายหน้า
“นายไม่พูด งั้นฉันพูดเอง”
ไป๋อวี้เจียวเหลือบตามองถังิอย่างเ็า และกล่าวด้วยสีหน้าเย็นเยือก
“วันนี้หลังเลิกงาน ไปพบฉันที่โรงยิมด้วย”
ถังิหัวใจกระตุกวูบด้วยความผวา เขาแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว
“จริงสิ ผู้อำนวยการหลานจากแผนกการเงินเรียกพวกนายให้ไปพบที่ห้องทำงาน”
ไป๋อวี้เจียวเหลือบตามองเซียวเจิ้งที่กำลังตีตัวออกห่าง ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเื่นี้ด้วยสายตาดุดัน จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป
“ฉันจบเห่แล้ว” ถังิบ่นพึมพำ
“เมื่อกี้นี้หัวหน้าไป๋จะต้องได้ยินทุกอย่างแล้วแน่ ๆ ฉันคงต้องเก็บข้าวเก็บของ เตรียมตัวออกไปจากที่นี่แล้วล่ะ”
“พูดอะไรแบบนั้น”
เซียวเจิ้งสูบบุหรี่ กล่าวออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทั้ง ๆ ที่อยู่ท่ามกลางสถานการณ์อันวุ่นวาย
“ไม่เห็นเหรอว่าตอนนี้พวกเรากำลังพึ่งใครอยู่? เธอเป็แค่หัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัย จะกล้าไล่พวกเราออกไปตามใจชอบได้ยังไง?”
“พึ่งใคร?” ถังิเอ่ยถามอย่างลนลาน
“นายไม่ได้ยินที่หัวหน้าไป๋บอกเหรอว่าใครเรียกพวกเราไปพบ?” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยความหงุดหงิด “ผู้อำนวยการหลานจากแผนกการเงิน! CFO ของซินอ้าวเลยนะเฟ้ย!”
ถังิดวงตาเป็ประกายทันที เขาดูคล้ายกับคนที่คว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ จากนั้นกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ถ้ามีคุณหลานหนุนหลังอยู่จริง ๆ งั้นพวกเราก็เดินกร่างในซินอ้าวได้เลยน่ะสิ”
“ก็ใช่ไง”
เซียวเจิ้งตบบ่าถังิแรง ๆ และกล่าวด้วยท่าทีเกียจคร้านว่า
“วางใจเถอะ ไม่ว่าหัวหน้าไป๋จะโหดแค่ไหน เธอก็ไม่กล้าไปงัดข้อกับคุณหลานที่อยู่ในตำแหน่งระดับสูงหรอก”
ถังิพยักหน้า เขายืดอก เชิดหน้าขึ้นราวกับได้รับชีวิตใหม่หลังเผชิญภัยพิบัติ เซลล์ในร่างกายั้แ่หัวจรดปลายเท้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ จากนั้นฉีกยิ้มอย่างระริกระรี้
“ไปพบคุณหลานกันเถอะ”
เซียวเจิ้งกล่าวแนะนำไปเพียงไม่กี่คำ ถังิก็ดูมีชีวิตชีวา อิ่มเอมใจขึ้นมาทันที นั่นไม่ใช่เื่แปลกอะไร หากพูดถึงตำแหน่งและอิทธิพลของหลานซินในซินอ้าว เธอเป็รองเพียงหลินฮั่วอิน ผู้ก่อตั้งซินอ้าวขึ้นมาเท่านั้น เรียกได้ว่าอยู่เหนือคนนับพัน แต่อยู่ภายใต้คนคนเดียวอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงที่ทั้งสง่างามและอ่อนโยนคนนี้ กับผู้หญิงสุดโต่งอย่างหลินฮั่วอิน ถึงความสามารถในการทำงานจะโดดเด่นไม่แพ้กัน แต่ในด้านของความนิยมนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ทุกธุรกิจการค้า นอกเหนือจากเรือบรรทุกเครื่องบินของธุรกิจเอกชนส่วนน้อยที่มีเงินทุนมากพอและมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ส่วนใหญ่ก็รีบเข้าสู่ท้องตลาดกันทั้งนั้น ในฐานะที่หลานซินเป็เ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินที่เก่งกาจที่สุดของซินอ้าว หลินฮั่วอินได้มอบอำนาจให้เธออย่างเต็มที่ เพื่อให้เธอดูแลแผนการเข้าสู่ท้องตลาดของบริษัท เรียกได้ว่าเธออยู่ในตำแหน่งที่ทรงอำนาจ และเป็ที่รักใคร่ชื่นชมของทุกคน
ถ้าหากสามารถดึงั์ใหญ่อย่างเธอมาเป็ผู้หนุนหลังได้จริง ๆ ถังิก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่าจะถูกหัวหน้าไป๋กลั่นแกล้งหรือลอบกัด
เป็ที่รู้กันดีว่าผู้อำนวยการหลานเป็คนอารมณ์ดี สง่างาม สุภาพอ่อนหวาน อีกทั้งยังสวยมาก เธอคือผู้หญิงมากความสามารถที่ทั้งเป็มิตรและมีเสน่ห์ แต่ถ้าใครคิดที่จะดูถูกพลังที่แท้จริงของผู้อำนวยการหลานเพียงเพราะสาเหตุนี้ล่ะก็ จะต้องพบเจอกับหายนะครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
์รู้ดีว่าใน่ไม่กี่ปีมานี้ ซินอ้าวได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาจำนวนมากพ่ายแพ้อย่างหมดสภาพเพราะประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป หากพูดถึงความแตกต่างระหว่างเธอกับบอสใหญ่หลินฮั่วอิน นั่นคือความสามารถที่หลินฮั่วอินแสดงออกมานั้นเหมือนกับดาบอันแหลมคมที่ทิ่มแทงทะลุหัวใจของศัตรู ส่วนหลานซินนั้นอดทนรอคอยอยู่เงียบ ๆ เชี่ยวชาญเื่การกอบกู้วิกฤตทางอ้อมเพื่อให้บรรลุผลอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง ทิ้งให้อีกฝ่ายกระทืบเท้า ด่าสาปแช่งมารดาเท่านั้น
เมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของหางเสือสองคนนี้ คนหนึ่งแข็งกร้าว อีกคนหนึ่งนุ่มนวล ไม่น่าแปลกใจเลยที่ซินอ้าวจะสามารถเข้าสู่ท้องตลาดได้สำเร็จภายใน 3 ปี และกลายเป็แบบอย่างของธุรกิจที่เก๋าที่สุดในเมืองิจู
“มัวแต่คิดฟุ้งซ่านอะไรอยู่ได้?”
เซียวเจิ้งที่ตามมาด้านหลัง ผลักถังิที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ แล้วกล่าวเร่งเขา
“อีกเดี๋ยวก็จะเลิกงานแล้ว คืนนี้จะไม่ไปดื่มหรือไง?”
ถังิเพิ่งจะได้สติกลับมา เขาจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วยกมือขึ้นเคาะประตู
“เข้ามาเลยค่ะ”
น้ำเสียงที่นุ่มนวลและนิ่งสงบดังออกมาจากห้องทำงานของผู้อำนวยการ นั่นเป็เพราะว่าเธอไม่้าให้คนอื่นรู้สึกกดดันมากจนเกินไป แต่ด้วยตำแหน่ง CFO อันสูงส่งของเธอ ก็ทำให้ผู้น้อยอย่างถังิเกิดความรู้สึกไว้วางใจ และยังทำให้คนหนุ่มสาวทั่วไปเกิดจินตนาการโลดแล่น จนเผลอทำตัวเปิ่น ๆ ออกไปโดยไม่ตั้งใจได้เช่นกัน
แอ๊ด...
ถังิเปิดประตูและเดินเข้าไปยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานด้วยความสุภาพเรียบร้อย สายตาพลันหลุบต่ำ ไม่กล้ากวาดตามองตามอำเภอใจ
ฝ่ายเซียวเจิ้งที่ตามมาด้านหลังก็ทำเลียนแบบถังิเช่นกัน แต่สายตาของเขานั้นไม่หยุดนิ่ง มองสอดส่องไปทั่ว ถึงการเคลื่อนไหวทางร่างกายจะนับว่าสุภาพและเหมาะสมก็ตามที แต่สภาวะอารมณ์โดยรวมกลับผ่อนคลายจนออกจะเกียจคร้าน ดูไม่ได้ตระหนักและมีจิตสำนึกถึงการเจอคนใหญ่คนโตเลยแม้แต่นิดเดียว ช่างตรงกันข้ามกับถังิอย่างชัดเจน
“นั่งลงเถอะค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ”
หลานซินลุกขึ้นยืน เธอเหลือบตามองเซียวเจิ้งอย่างแเี แล้วเอ่ยถามว่า
“ชาหรือกาแฟดีคะ?”
“คุณหลานไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้ครับ”
ถังิกล่าวด้วยความเกรงใจ เขาเว้นจังหวะไป่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามอีกครั้งด้วยความนอบน้อม
“ที่คุณหลานเรียกพวกผมมา เพราะมีเื่อะไรจะสั่งการใช่ไหมครับ?”
“เปล่าหรอกค่ะ”
หลานซินรินกาแฟ 2 แก้ว และนำมาให้ทั้งสองคนด้วยตัวเอง จากนั้นนั่งลงฝั่งตรงข้าม แล้วกล่าวออกมาว่า
“เงินงวดสุดท้ายที่พวกเราไปทวงกันเมื่อตอนบ่ายได้รับชำระกลับมาแล้วนะคะ ที่ฉันเรียกพวกคุณมาก็เพื่อที่จะขอบคุณ”
“เสี่ยลิ่วยอมจ่ายเงินแล้วเหรอครับ?” ถังิโพล่งขึ้นมาทันที
“ใช่ค่ะ ไม่ใช่แค่คุณนะคะ ฉันเองก็ยังแปลกใจกับพฤติกรรมของพวกเขาเหมือนกัน แต่ไม่ว่ายังไง พวกเราก็นำหนี้ก้อนนี้กลับคืนมาได้แล้ว พวกคุณถือว่ามีส่วนร่วมกับเื่นี้ไม่น้อยเลยค่ะ”
หลานซินกล่าวอย่างไม่ปิดบัง และไม่รับความดีความชอบเอาไว้เพียงฝ่ายเดียว เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า
“ฉันตรวจสอบดูแล้ว วันนี้พวกคุณทำงานกะกลางวัน เย็นนี้ฉันจะเป็เ้าภาพ พาพวกคุณไปเลี้ยงข้าวเองค่ะ พวกคุณเลือกสถานที่กันได้เลย”
“คุณหลานไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นหรอกครับ ความจริงแล้วพวกผมไม่ได้ทำอะไรเลย เื่ที่ทวงเงินกลับมาได้ มันเป็ผลงานของคุณทั้งนั้น”
ถังิไม่กล้ารับความดีความชอบนั้นมา เพียงแค่ได้มาอยู่ตรงหน้า และเป็คนที่คุณหลานพอจะคุ้นหน้าคุ้นตา หลังจากนี้เขาก็สามารถอยู่ในซินอ้าวได้อย่างสบายใจ ไร้ความกังวล เพียงแค่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ถังิผู้คิดที่จะอยู่กิน รอวันตายไปอีกครึ่งชีวิตก็พึงพอใจมากแล้ว
“ได้ยังไงกันคะ? คุณหลินพูดในที่ประชุมหลายครั้งว่าต้องให้รางวัลและการลงโทษให้ชัดเจน แบบนี้ถึงจะสามารถสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานได้ พวกคุณไม่ใช่พนักงานในแผนกของฉัน ฉันก็เลยไม่กล้าทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาคนในแผนกอื่น แต่ฉันยังสามารถพาพวกคุณไปเลี้ยงข้าวได้ ว่ามาเลยค่ะ เย็นนี้อยากทานอะไร ฉันจะให้ผู้ช่วยจัดการให้”
“เรือเพิร์ลครับ!”
เซียวเจิ้งผู้ไม่พูดอะไรออกมาเลยั้แ่เดินเข้ามาในห้องโพล่งขึ้นมาด้วยสีหน้าตั้งตารอ
“ผมอยู่ในเมืองิจูมา 20 กว่าปี ยังไม่เคยไปทานข้าวบนเรือเพิร์ลเลยสักครั้ง”
“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา”
หลานซินพยายามระงับความคิดอันยุ่งเหยิงที่ผุดขึ้นมาอย่างเต็มที่ แล้วกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
เมื่อกำหนดสถานที่สำหรับมื้อเย็นกันเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองคนก็กล่าวทักทายสั้น ๆ และขอตัวจากไป ทันทีที่พ้นออกมาจากประตู ถังิก็ตบไหล่เซียวเจิ้งอย่างกะทันหัน
“น้องชาย หลังจากนี้ฉันจะได้กินเนื้อหรือซดน้ำซุป มันก็ขึ้นอยู่กับนายแล้วนะ!”
แม้แต่สรรพนามก็ยังเปลี่ยนไป นับว่าถังิได้แสดงความไร้ยางอายออกมาจนถึงขีดสุด
“พูดอะไรของนาย?”
เซียวเจิ้งจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบท่ามกลางสายลม แววตาของเขาดูซับซ้อนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“นายตาบอดหรือว่าแกล้งโง่กันแน่?” ถังิกลอกตาใส่เซียวเจิ้ง
“คุณหลานเป็ฝ่ายโยนกิ่งต้นมะกอก [1] มาให้ซะขนาดนั้น นายยังแกล้งทำเป็ไม่รู้เื่อีกเหรอ?”
เซียวเจิ้งหัวเราะออกมาอย่างไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ จากนั้นส่ายหัวอย่างจนปัญญา
แม้แต่ถังิก็ยังดูออก แล้วเขาจะดูไม่ออกได้ยังไง? เพียงแต่ว่าเขารู้สึกงุนงงมาก เห็นได้ชัดว่าพวกเราไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย ถึงเซียวเจิ้งจะเป็คนขี้ลืม หลงลืมผู้หญิงที่เคยปรากฏตัวขึ้นในโลกของเขา แต่เซียวเจิ้งก็มั่นใจมากว่าเขากับหลานซินไม่ได้ติดต่อพูดคุยกันบ่อยครั้ง และไม่ได้สร้างมิตรภาพใด ๆ ต่อกันเลยทั้งสิ้น.........
นี่แหละคือปัญหา ผู้อำนวยการหลานที่อยู่เหนือคนนับพันคน แต่อยู่ภายใต้คนคนเดียว และยังเป็ถึง CFO ผู้สูงส่งของซินอ้าว จะมาให้ความสำคัญกับเขาเป็พิเศษไปเพื่ออะไร? หรือว่าเธอจะประทับใจในความมีเสน่ห์อย่างที่ไม่มีใครเทียบเทียมได้ของเขาเข้าแล้วจริง ๆ?
เซียวเจิ้งหยิบโทรศัพท์มือถือหน้าจอใหญ่ที่สี่ตาเป็ผู้มอบให้ออกมา จากนั้นเสยเส้นผมสีดำสนิท และมองผ่านเงาสะท้อนที่อยู่บนหน้าจอนั้น แล้วเผยรอยยิ้มอันชั่วร้ายที่ตัวเองคิดว่ามีเสน่ห์ที่สุด พร้อมกับกล่าวชมตัวเองว่า
“ใบหน้าคมคายอย่างกับคมมีด คิ้วทรงกระบี่รับกับไรผม แดเนียล วูตอนหนุ่ม ๆ ก็หน้าตาเหมือนฉันนี่แหละ”
[1] โยนกิ่งต้นมะกอก - กิ่งต้นมะกอกคือสัญลักษณ์ของความสันติภาพ โยนมาให้ก็เหมือนกับการแสดงความเป็มิตร หรือให้โอกาสใครบางคน