ราตรีกาลค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมเชิงเขาซงซานอันเงียบสงบ...
แทนที่จะเต็มไปด้วยความตึงเครียดและกังวลใจ...ค่ายพักแรมชั่วคราวของคณะเดินทางจากเมืองหลวงกลับอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดใจ
อู๋อิ่ง, อาหู่, และอากัง กำลังช่วยกันตั้งค่ายพักแรมอย่างแข็งขันและเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใต้การบัญชาการของซูเหวินจื่อ พวกเขาจัดการปูพรมเนื้อดีลงบนพื้นดินใต้ต้นเฟิงใหญ่ ก่อกองไฟเพื่อให้ความอบอุ่น และจัดเตรียมที่พักสำหรับค่ำคืนนี้อย่างคล่องแคล่ว
ทว่า...ศูนย์กลางของความวุ่นวายนั้น...กลับเป็นบุคคลที่สงบนิ่งและสบายใจที่สุด...
เซี่ยหยางเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่พับได้อย่างสบายอารมณ์ สองมือประสานกันไว้ที่ท้ายทอย ทอดสายตามองทิวทัศน์ของขุนเขาที่ค่อยๆ ถูกย้อมไปด้วยแสงสีทองสุดท้ายของวันอย่างสุนทรีย์ ข้างกายของเขามีเสี่ยวชุ่ยที่กำลังบรรจงรินชาอุ่นๆ กลิ่นหอมกรุ่นใส่ถ้วยให้ไม่ขาด...ภาพที่ปรากฏนั้น...ดูราวกับว่าคุณชายใหญ่สกุลเซี่ยกำลังเดินทางมาพักตากอากาศ...มิใช่กำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบที่อาจจะชี้ชะตาอนาคตของตนเองเลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่ช่วยบ่าวชายทั้งสองจัดการทุกอย่างจนเข้าที่แล้ว ซูเหวินจื่อผู้เหนื่อยหอบก็เดินตรงมาหาเพื่อนรักของตน เขายกชายแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนจะใช้มือปัดเศษดินออกจากกางเกงอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ดูท่าทางเจ้าแล้ว...คงจะไม่ทุกข์ร้อนอันใดกับโจทย์ปริศนาบนป้ายนั่นเลยสินะ เสี่ยวหยาง” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความประหลาดใจระคนทึ่ง ขณะที่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ข้างๆ
เสี่ยวชุ่ยรีบส่งถ้วยชาให้คุณชายซูในทันที เขารับมาดื่มรวดเดียวจนหมดถ้วยเพื่อดับกระหาย
เซี่ยหยางละสายตาจากทิวทัศน์เบื้องหน้า หันมามองสหายรักด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ยากจะหยั่งถึง
“ต้าซู...ท่านไม่เอะใจบ้างเลยรึ?”
“เอะใจเรื่องอันใด?” ซูเหวินจื่อถามอย่างงุนงง
“ก็เรื่องที่ว่า...เหตุใดจู่ๆ จึงมีโจทย์ปริศนามาติดตั้งไว้ที่หน้าสำนักศึกษา...ในช่วงเวลาที่เราเดินทางมาถึงพอดี...และที่สำคัญ...เหตุใดผู้ที่ลงมาต้อนรับพวกเรา...จึงเป็นบัณฑิตแซ่หลี่”
ทุกคำพูดของเซี่ยหยางนั้นเรียบง่าย...แต่กลับแฝงไว้ด้วยนัยอันลึกซึ้ง...ราวกับก้อนกรวดเล็กๆ ที่ถูกโยนลงไปในสระน้ำนิ่ง ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางความคิดในใจของซูเหวินจื่ออย่างรุนแรง!
เขาเบิกตากว้างขึ้นในทันที.! ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่การมาถึง...ใบหน้าเสแสร้งของบัณฑิตหลี่...และความบังเอิญที่น่าสงสัย...ทั้งหมดประติดประต่อกันในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว.!
“หลี่เจี๋ย!!!” เขาคำรามชื่อนั้นออกมาเสียงลอดไรฟัน..!
เซี่ยหยางเพียงแค่ผงกศีรษะรับช้าๆ...“ท่านเข้าใจถูกแล้ว”...เขากล่าวอย่างเรียบง่าย ก่อนจะหยิบลิ้นจี่อบแห้งในจานขึ้นมาใส่ปาก เคี้ยวอย่างมีความสุขราวกับกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ...มิใช่แผนการอันชั่วร้ายของศัตรู
“เจ้าสารเลวนั่น! มันกล้าทำถึงเพียงนี้เชียวรึ!” ซูเหวินจื่อทุบโต๊ะเบาๆ ด้วยความเดือดดาล “แล้ว...แล้วเจ้าจะทำเช่นไรต่อไปเล่าเสี่ยวหยาง? นี่มันคือกับดักชัดๆ!”
ทว่า...เซี่ยหยางกลับหัวเราะในลำคอเบาๆ
“เรื่องนั้น...ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจและไม่ยี่หระต่อสิ่งใด “ท่านไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอกต้าซู...ในเมื่อพวกเขาอุตส่าห์จัดฉากละครต้อนรับพวกเราอย่างยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้...หากเราไม่เล่นไปตามบทของพวกเขาสักหน่อย...ก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป”
“พรุ่งนี้เช้า...ค่อยตอบก็ยังไม่สาย...หึ หึ หึ”
เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะที่แฝงไว้ด้วยเลศนัย ก่อนจะหันกลับไปมองทิวทัศน์ของเชิงเขาซงซานที่บัดนี้อาบไปด้วยแสงจันทร์อันนวลใยอีกครั้ง...
ซูเหวินจื่อมองใบหน้าด้านข้างอันงดงามของสหายรัก...ความกังวลใจที่เคยมีได้มลายหายไปสิ้น...ถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจ...
เขารู้ดีว่า...ภายใต้ท่าทีที่ดูสบายๆ และไม่ทุกข์ร้อนนั้น...พญาหงส์ผู้นี้...ได้กางตาข่ายของตนเองออกไป...เพื่อรอคอยให้เหล่าสุนัขจิ้งจอกที่ซ่อนตัวอยู่บนเขา...เดินเข้ามาติดกับด้วยตนเองแล้ว...
….
แสงสีทองของอรุณรุ่งสาดส่องลงมาย้อมยอดต้นเฟิงใหญ่ให้กลายเป็นสีทองอร่าม อากาศยามเช้าบนเชิงเขาซงซานนั้นบริสุทธิ์และเย็นสบายจนทำให้ผู้ที่ได้สัมผัสรู้สึกสดชื่นไปถึงจิตวิญญาณ
เซี่ยหยางก้าวออกมาจากกระโจมที่พักที่ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เขาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะยกแขนทั้งสองข้างขึ้นบิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยขบจากการนอนหลับในคืนที่ผ่านมา
“คุณชายเจ้าขา! น้ำล้างหน้าเจ้าค่ะ!”
เสี่ยวชุ่ยผู้ตื่นแต่เช้าตรู่ กระวีกระวาดนำอ่างทองเหลืองที่บรรจุน้ำอุ่นและผ้าสะอาด พร้อมด้วยคันฉ่องบานเล็กเข้ามาปรนนิบัติเจ้านายของตนถึงหน้ากระโจม หลังจากที่เซี่ยหยางได้ยลโฉมของตนเองจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงสั่งให้เสี่ยวชุ่ยนำของไปเก็บ
ไม่นานนัก กลิ่นหอมของเนื้อย่างก็ลอยมาแตะจมูก อู๋อิ่งได้นำไก่ป่าที่เขาดักจับไว้ได้ตั้งแต่เมื่อคืนมาย่างด้วยไฟอ่อนๆ จนหนังกรอบเหลืองน่ารับประทาน คณะเดินทางทั้งหมดจึงได้ร่วมวงรับประทานมื้อเช้าอันเรียบง่ายแต่กลับโอชารสอย่างยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนสงบสุข
หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว เซี่ยหยางก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือหยิบพัดด้ามจิ้วขึ้นมาคลี่ออกโบกเบาๆ “เอาล่ะ...ถึงเวลาไปทำธุระสำคัญของเราให้เสร็จสิ้นเสียที”
เขาเดินนำผู้ติดตามและคุณชายซู ตรงไปยังป้ายโจทย์ปริศนาที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าประตูสำนักศึกษาอีกครั้งหนึ่ง ศิษย์ผู้เฝ้าประตูที่เห็นคณะของเขาเดินมาแต่ไกลก็รีบยืนตัวตรงทำความเคารพ ในใจก็แอบคิดอย่างดูแคลน ‘คงจะมาขอยอมแพ้แล้วสินะ’
ทว่า...สิ่งที่เกิดขึ้นกลับผิดคาด!
เซี่ยหยางไม่ได้มีท่าทีท้อแท้แม้แต่น้อย เขายืนนิ่งอยู่หน้ากระดานไม้...แสร้งทำสีหน้าเคร่งเครียด...คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย...เขาถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง...ยกพัดขึ้นมาเคาะหน้าผากตนเองเบาๆ...แล้วก็เริ่มเดินวนไปวนมาราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงที่สุดในชีวิต...
‘อืม...เมื่อคืนนอนสบายดีจริงๆ’ จิตวิญญาณของเสิ่นอี้กำลังคิดเรื่องอื่นอย่างสิ้นเชิง ‘ไก่ย่างฝีมืออู๋อิ่งก็รสชาติไม่เลว...มื้อกลางวันจะกินอะไรดีนะ?’
การแสดงดำเนินไปได้ประมาณชั่วจิบชา...
‘เอาล่ะ...แกล้งทำเป็นคิดหนักมาพอสมควรแล้ว...คงถึงเวลาปิดฉากละครตบตาเด็กนี่เสียที’
เขาหยุดเดินกะทันหัน เงยหน้าขึ้นมองโจทย์ปริศนาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันไปหาศิษย์ผู้เฝ้าประตูด้วยรอยยิ้มบางๆ “พี่ชายข้า...พอจะรบกวนขอยืมพู่กันกับหมึกสักชุดหนึ่งได้หรือไม่?”
ศิษย์ผู้นั้นถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ แต่ก็ยอมเดินกลับเข้าไปนำชุดเครื่องเขียนออกมาให้แต่โดยดี
เซี่ยหยางรับพู่กันมาจรดลงบนแผ่นป้ายไม้ที่ว่างอยู่ด้านล่างโจทย์ปริศนา...เขาไม่ได้เขียนคำตอบลงไปในทันที...แต่กลับเขียนสัญลักษณ์ประหลาดที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน
กำหนดให้: ไก่ = X , กระต่าย = Y
สมการที่ 1 (จำนวนหัว): X + Y = 35
สมการที่ 2 (จำนวนขา): 2x + 4y = 94
จากนั้น...เขาก็เริ่มแสดงวิธีการแก้สมการพีชคณิตให้คนในยุคโบราณได้ประจักษ์เป็นครั้งแรก! ทุกขีดทุกเส้นที่เขาเขียนลงไปนั้นเต็มไปด้วยตรรกะและเหตุผลที่ชัดเจน แม้จะดูแปลกประหลาด แต่กลับนำไปสู่คำตอบได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ.!
คำตอบสุดท้าย: ไก่ = 23 ตัว, กระต่าย = 12 ตัว
สิ้นเสียงจรดพู่กันครั้งสุดท้าย...ความเงียบก็เข้าปกคลุมทั่วบริเวณ!
ศิษย์ผู้เฝ้าประตูถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง! เขาวิ่งเข้าไปดูคำตอบนั้นใกล้ๆ...ตรวจสอบกับเฉลยที่ท่านอาจารย์เคยบอกใบ้ไว้...มันคือคำตอบที่ ถูกต้อง อย่างสมบูรณ์แบบ!
เป็นไปได้อย่างไร! ตัวเขาเอง และศิษย์พี่อีกหลายคนใช้เวลาขบคิดปริศนานี้มาเกือบสิบวันแล้วยังหาคำตอบไม่ได้เลย! แต่คุณชายผู้นี้...กลับใช้เวลาพักผ่อนเพียงแค่คืนเดียว...ก็สามารถไขปริศนานี้ได้แตกฉาน! แถมยังใช้วิธีการคำนวณที่ดูพิสดารแต่กลับแยบยลยิ่งนัก!
“นี่...นี่มัน...”
ข่าวลือเรื่อง “คุณชายเซี่ยไขปริศนาฟ้าได้แล้ว” แพร่สะพัดขึ้นไปบนเขาซงซานเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง..!
…..
ณ เรือนพักของศิษย์พี่หลี่...
เขากำลังนั่งจิบชาชมสวนอย่างสบายอารมณ์ ในใจก็กำลังหัวเราะเยาะความโง่เขลาของเซี่ยหยางที่ยังคงติดแหง็กอยู่เบื้องล่าง...ทันใดนั้น...ศิษย์ผู้น้องคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงาน!
“ศิษย์พี่หลี่! แย่แล้วขอรับ! คุณชายเซี่ยผู้นั้น...เขา...เขาไขปริศนาได้แล้วขอรับ!”
เพล้ง..!
ถ้วยชาในมือของบัณฑิตหลี่ร่วงหล่นลงแตกกระจายกับพื้น!
“เจ้าว่าอะไรนะ!” เขาตวาดลั่น ใบหน้าที่เคยดูภูมิฐานบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนกและความริษยาอย่างรุนแรง “เป็นไปไม่ได้! ปริศนานั้นแม้แต่ข้ายังต้องใช้เวลาคิดถึงสองวันเต็ม! เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนั่นจะไปมีปัญญาอะไร!”
เขาไม่รอฟังคำตอบใดๆ อีกต่อไป รีบสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินกระทืบเท้าลงจากเขาไปด้วยความเดือดดาล...เขาจะต้องไปเห็นกับตาตนเองให้แน่ใจ..!