สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 229 ห้องเก็บของวิเศษ

        อันเจิงทำให้จวงเฟยเฟยตกใจจนสะดุ้งนางเก็บมือกลับไปราวกับเป็นกระต่ายน้อยที่กำลังเสียขวัญ ส่วนอันเจิง หลังจากที่ตะโกนออกไปก็รู้สึกเสียใจมากจึงหันไปมองด้านนอกที่ไกลออกไป

 

        “เจ้าเป็นอะไรไป?”จวงเฟยเฟยถามอย่างระมัดระวังและพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วปวดใจ

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นอะไรอาจเพราะช่วงนี้มีเรื่องวุ่นวายมากเกินไปหน่อยฉะนั้นสติจึงไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว...ที่เจ้ามาหาข้าในวันนี้มีเรื่องอะไรกันแน่?”

 

        จวงเฟยเฟยเห็นท่าทางอันเจิงแปลกไปจึงไม่รู้จะคุยต่ออย่างไรดีผ่านไปครู่ใหญ่นางจึงสามารถปรับท่าทีกลับมาเป็นแบบเดิมแล้วพูดขึ้นอย่างจริงจัง หรืออาจเพราะความสัมพันธ์ที่มีมานานหลายปีจะเหลือเพียงแค่ความเกรงใจแล้ว

 

        “แม่ทัพฟางเต้าจือและแม่ทัพหวังไคไท่พาทหารไปค้นบ้านของตระกูลเกาและเพราะตระกูลเกาหนีไปอย่างกะทันหัน จึงทำให้ทิ้งของมีค่าไว้หลายอย่าง ราชาทรงสั่งให้หน่วยทหารคัดแยกของเหล่านั้นแต่ตอนนี้หน่วยทหารไม่มีคนแล้ว เจ้าก็น่าจะรู้ดีเรื่องในครั้งนี้ทำให้หน่วยทหารเสียคนไปจำนวนมาก คนที่รอดก็บาดเจ็บสาหัส ตอนนี้การยืนยันว่าหน่วยทหารจะไม่เป็นอะไรยังเป็นเรื่องยากเลยแล้วจะมาแยกของเหล่านั้นได้อีกหรือ อีกอย่างหน่วยทหารก็ไม่มีใครตรวจสอบของวิเศษหรือของมีค่าได้เลยสักคน”

 

        “ฉะนั้นใต้เท้าเฉินจึงเขียนฎีกาถวายราชาแล้วขอมอบเรื่องนี้ให้โรงจวี้ฉ่างเป็นคนรับผิดชอบก่อนหน้านี้โรงจวี้ฉ่างถูกปิดและตรวจสอบ คนส่วนมากก็กระจายออกไปกันหมดหากจะรวบรวมทุกคนกลับมาก็เห็นจะเป็นเรื่องยากหน่อย ฉะนั้นข้าจึงขอร้องใต้เท้าเฉินให้เชิญเจ้าไปช่วยจัดการเรื่องนี้”

 

        อันเจิงพยักหน้า“ในเมื่อเป็นเรื่องที่หน่วยทหารสั่งมา อย่างนั้นข้าก็จะไปดู”

 

        จวงเฟยเฟยขานรับพลางถามขึ้น “เจ้าจะไปได้เมื่อไหร่?”

 

        อันเจิงคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ตอบกลับ “ตอนนี้เลย”

 

       จวงเฟยเฟยเห็นสีหน้าของอันเจิงดีขึ้นเล็กน้อย จึงพูดขึ้นเสียงเบา“ช่วงนี้เจ้าอาจจะเหนื่อยมากเกินไปหน่อย เรื่องในสำนักวรยุทธ์ชางก็มอบให้คนอื่นจัดการเถอะเจ้าพักผ่อนให้มาก ๆ”

 

        อันเจิงขานรับ “ขอบคุณ”

 

        จวงเฟยเฟยมักจะรู้สึกว่าอันเจิงแปลกไปมากและไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปเช่นนี้ นางเดาว่าอาจเป็นเพราะตอนที่หน่วยทหารตกที่นั่งลำบากแล้วโรงจวี้ฉ่างไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยฉะนั้นเขาจึงรู้สึกว่าโรงจวี้ฉ่างลืมบุญคุณคน? นางรู้นิสัยของเขาดีว่าเป็นคนที่เน้นเรื่องคุณธรรมมากฉะนั้นนางจึงเดินไปพลางอธิบาย “หลังจากใต้เท้าเฉินถูกจับตัวโรงจวี้ฉ่างก็ถูกปิดและตรวจสอบเช่นกันข้าและจางอวี้ฟูถูกคนของตำหนักจิงเซี่ยวจับตาดูคนส่วนใหญ่ในโรงจวี้ฉ่างก็กระจายออกไปกันหมด ฉะนั้น...”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ข้ารู้ดี เดิมทียังคิดอยากจะไปช่วยพวกเจ้าต่อมาจึงคิดได้ว่าเรื่องของใต้เท้าเฉินต่างหากที่สำคัญมากที่สุดเพียงแค่ใต้เท้าเฉินพ้นโทษ พวกเจ้าก็ต้องถูกปล่อยตัวออกมาเช่นกัน”

 

        จวงเฟยเฟยไม่รู้จะพูดอะไรต่อดีเพียงแค่รู้สึกว่า ต่อให้พวกเขาทั้งสองจะเดินข้างกัน แต่ทว่ากลับไกลกันมากขึ้นทุกที

 

       นางคิดย้อนกลับไปอย่างละเอียดว่าอันเจิงเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่จากนั้นก็นึกขึ้นได้อย่างกะทันหัน สีหน้าจึงเปลี่ยนไปอย่างมาก

 

        นางลืมไปว่าสามีของตัวเองก็เข้าร่วมเรื่องที่เกิดขึ้นบนเทือกเขาชางหมานนางรู้ว่าอันเจิงกำลังสืบเรื่องนี้อยู่ ทำไมนางถึงลืมเรื่องที่สำคัญที่สุดไปได้นะ?

 

        นางอ้าปากค้างแต่ทว่ากลับไม่รู้จะพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

 

        อันเจิงเลือกคนจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มาหลายร้อยคนจากนั้นก็ก่อตั้งกลุ่มผู้ตรวจการสำนักขึ้นมาใหม่ แต่ตอนนี้ทางสำนักวรยุทธ์ชางไม่มีอะไรให้ทำต่อให้ทางสำนักจะเริ่มเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่แล้วก็ตามแต่คงไม่มีใครเข้ามาสมัครในเวลาเช่นนี้แน่นอน ทุกคนต่างรู้ว่าตำหนักจิงเซี่ยวต่อต้านสำนักวรยุทธ์ชางแม้กระทั่งเทศกาลใบไม้ร่วงก็ยังไม่ให้เข้าแข่งขันหากส่งบุตรหลานตัวเองเข้าสำนักวรยุทธ์ชางในตอนนี้ อย่างนั้นต้องเป็นการทำลายอนาคตของพวกเขาอย่างแน่นอนโดยเฉพาะคนที่มีฐานะยากจน การที่บุตรหลานสามารถบ่มเพาะพลังวัตรเท่ากับเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของพวกเขาแล้วอย่างนี้พวกเขาจะส่งบุตรหลานตัวเองมาเข้าสำนักวรยุทธ์ชางทำไม

 

        ชวีหลิวซี กู่เชียนเยว่และตู้โซ่วโซ่วก็ไม่มีอะไรทำ พวกเขาจึงตามอันเจิงไปโรงจวี้ฉ่างด้วยกัน

 

        เมื่อไปถึง สวนด้านหลังโรงจวี้ฉ่างก็ทำให้พวกเขาหลายคนตกใจไปตามๆ กัน ที่นั่นมีกล่องและสิ่งของต่าง ๆ กองเต็มไปหมด และคนในโรงจวี้ฉ่างจำนวนหนึ่งก็กำลังจัดการของเหล่านั้นแต่เพราะจำนวนของมากเกินไป ทำให้คนในโรงจวี้ฉ่างเร่งทำงานจนหัวทิ่มหัวตำ

 

        ใบหน้าของจางอวี้ฟูเต็มไปด้วยเหงื่อและกำลังเร่งรีบจัดเก็บของอยู่เมื่อเห็นอันเจิงเดินเข้ามา สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไปทันที “เจ้าสำนักอันเชิญท่านมาจนได้นะ”

 

        อันเจิงรีบไปประคองตัวจางอวี้ฟู “ลำบากท่านแล้วไม่จำเป็นต้องเกรงใจมากขนาดนี้”

 

        จางอวี้ฟูส่ายหน้า “ในแคว้นเยี่ยน สายงานด้านตรวจสอบของมีค่าเป็นงานที่สำคัญมากถึงแม้เราจะแบ่งแยกตามอายุอย่างชัดเจน แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ต้องดูก็คือความสามารถ ถึงแม้เจ้าจะอายุน้อย แต่ข้ารู้ว่าสายตาการมองคุณค่าสิ่งต่างๆ ของเจ้าอยู่เหนือข้า ข้าไม่มีอะไรต้องคิดมาก หากไม่ใช่เพราะอายุมากแล้วและไม่กล้าลดศักดิ์ศรีข้าก็อยากคำนับเจ้าเป็นอาจารย์จริง ๆ”

 

        อันเจิงพูดอย่างนอบน้อม“ท่านอย่าพูดเช่นนี้เลย ท่านมีประสบการณ์มากกว่า ข้าจะเทียบได้อย่างไร”

 

        จางอวี้ฟูส่ายหน้า “ประสบการณ์เป็นเรื่องหนึ่งแต่พรสวรรค์ด้านพลังวัตรก็สำคัญมากเช่นกัน ข้าไม่เคยเห็นเด็กหนุ่มมากพรสวรรค์อย่างเจ้ามาก่อน”

 

        เขาลากแขนของอันเจิงเดินเข้าไปด้านใน“เจ้าดูสิ นี่คือของอะไรกัน?”

 

        เขาหยิบของจากกล่องแล้วยื่นมาให้อันเจิงดูภายนอกมันเป็นเพียงแผ่นเหล็กธรรมดาเท่านั้น แต่มันหนาและหนักมากด้านบนแผ่นเหล็กยังมีตัวอักษรที่เลือนรางเขียนอยู่ ไม่เพียงแค่ตัวอักษรเท่านั้น ยังมีลวดลายคดงอที่ทำให้ดูเหมือนงูอยู่จำนวนมาก

 

        “ตำราเหล็กกล้า”

 

        หลังจากอันเจิงมองแวบหนึ่งก็พูดขึ้น“บรรพบุรุษของตระกูลเกาเคยได้ตราพ้นโทษประหารสองชิ้น นี่อาจเป็นหนึ่งในนั้นแต่แปลกตรงที่...ทำไมบนตรานี้ถึงมีอักษรที่เมืองพุทธสืบทอดมาล่ะ?”

 

        จางอวี้ฟูเคารพความสามารถของอันเจิงมากเขาพอจะเดาได้ว่าแผ่นเหล็กนี้คือตำราเหล็กกล้าที่ตระกูลเกามี แต่เรื่องตัวอักษรและลวดลายที่สลักอยู่บนนั้นเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไรหรือเป็นอักษรจากที่ไหนกันแน่

 

        “ข้าเข้าใจแล้ว”

 

        อันเจิงนึกถึงความเป็นไปได้“ตระกูลเกาไม่ใช่คนแคว้นเยี่ยน”

 

       หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งจางอวี้ฟูจึงพูดขึ้น “อย่างนั้นก็แปลกแล้วล่ะมีเรื่องเล่ากันว่า บรรพบุรุษตระกูลเกาที่ร่วมก่อตั้งแคว้นเยี่ยนมีรูปลักษณ์ไม่เหมือนชาวเยี่ยนคิ้วหนาตาโตดังกระดิ่ง หลังผ่านมาหลายร้อยปี ตระกูลเกาแต่งงานกับชาวเยี่ยนมาตลอดฉะนั้นลูกหลานจึงมีรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ”

 

        “หากตระกูลเกาเป็นคนแคว้นหลิวหลี อย่างนั้นการที่บรรพบุรุษของพวกเขาเลือกที่จะออกจากราชสำนักก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนนอกตั้งแต่แรกแล้ว ชาวเยี่ยนมักจะพูดว่า หากไม่ใช่คนเผ่าข้าก็เป็นคนนอกบรรพบุรุษตระกูลเกาคงจะกังวลว่าบุตรหลานรุ่นหลังจะถูกอิจฉาเพราะอำนาจที่มี และอาจนำมาสู่การสิ้นสุดของวงศ์ตระกูลแต่เขาน่าจะนึกไม่ถึงว่าตระกูลเกาจะยังมีจุดจบเช่นนี้อยู่ดี” อันเจิงตั้งข้อสังเกต

 

        เขาเพิ่งจะยื่นแผ่นเหล็กกลับไปแต่ทว่าสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน “ไม่สิ...นี่ไม่ใช่แค่ตราพ้นโทษประหารเท่านั้นแต่มันยังเป็นของวิเศษอีกด้วย!”

 

        จางอวี้ฟูชะงักไป“แต่ของชิ้นนี้ไม่มีกลิ่นอายของพลังวิเศษเลยสักนิด”

 

        อันเจิงพลิกตำราเหล็กกล้าไปมาจากนั้นก็ใช้มือกดตัวอักษรบนตำราเหล็กกล้า ทันใดนั้น ตำราเหล็กกล้าเปล่งแสงประกายแล้วท้องฟ้าก็มืดไปจู่ ๆ ทุกคนก็ไปอยู่ในที่ที่ไม่ใช่โรงจวี้ฉ่างแล้ว

 

        “นี่คือของวิเศษที่ใช้เก็บของ”

 

        อันเจิงมองดู“ที่แท้ก็เป็นของวิเศษที่แปลกประหลาดมากนี่เอง ดูแล้วคนในตระกูลเกาอาจเร่งรีบมากเกินไปจริงๆ แม้กระทั่งของดีเช่นนี้ก็ไม่ได้เอาไปด้วย”

 

        จางอวี้ฟูถอนหายใจแล้วพูด “สำหรับผู้บ่มเพาะพลังวัตรทั่วไปทุกคนต่างมีของวิเศษที่ใช้เก็บของอยู่แล้ว แต่บรรจุของได้ไม่มาก ต่อให้จะเป็นของวิเศษระดับสีแดงก็ตามอย่างมากมันก็มีช่องว่างขนาดสามเมตรเท่านั้น ข้ายังไม่เคยเห็นของวิเศษที่ใช้เก็บของแล้วอยู่ในระดับสีทองเลยได้ยินมาว่ามันใหญ่เท่ากับบ้านหนึ่งหลัง ดูแล้วของชิ้นนี้คงถูกตระกูลเกาเปลี่ยนเป็นของวิเศษระดับสีทองแล้วล่ะ”

 

        กู่เชียนเยว่พูดขึ้น“ผู้อาวุโสอย่างท่านยังไม่เคยเห็นตราประทับท้าทายสวรรค์มาก่อนหากเข้าไปแล้วต้องสะดุ้งแน่ ๆ เลย”

 

        โชคดีที่ไม่มีใครสนใจนางเพราะทุกคนกำลังสนใจสิ่งของที่อยู่รอบ ๆ มากกว่า

 

       ตำราเหล็กกล้าสามารถจุของขนาดใหญ่เท่ากับบ้านสองหลัง ถึงแม้สิ่งของที่อยู่ด้านในนี้จะมีจำนวนไม่มากแต่กลับมีค่าไม่น้อย

 

        “รีบดูนี่!”

 

        ชวีหลิวซีอดใจไม่ได้จึงรีบวิ่งเข้าไปจากนั้นก็เปิดกล่องหยกที่งดงามกล่องหนึ่ง ด้านในมีโอสถวิญญาณระดับสีทองถึงสามเม็ดอีกทั้งสะสมพลังมานานมาก ทำให้เมื่อเปิดแล้วมีลำแสงพุ่งออกมารอบด้านเห็นได้ชัดว่าโอสถนี้อยู่ในระดับสีทองขั้นสูง เมื่อเห็นแววตาที่เปล่งประกายของชวีหลิวซีนั่นก็ทำให้รู้แล้วว่าของในนั้นมีค่ามากเพียงใด

 

        ชวีหลิวซีหันหน้าไปทางอันเจิง ในแววตานางสั่นประกาย...

 

        อันเจิงพูดขึ้น “ซื้อ ๆ ๆ...อีกประเดี๋ยวก็ตีราคาของชิ้นนี้เถอะของชิ้นนี้ข้าจะเก็บไว้เอง หากตอนนี้ยังไม่อาจจ่ายเต็มจำนวน อย่างนั้นข้าก็จะจ่ายส่วนหนึ่งก่อน”

 

        ซื้อ ๆ ๆ

 

        ง่ายและตรงไปตรงมาเช่นนี้

 

        เมื่อจวงเฟยเฟยเห็นชวีหลิวซียิ้มนางจึงพูดขึ้น “เขาดีกับเจ้ามากจริง ๆ...โอสถระดับสีทองสามเม็ดนี้ยากที่จะประเมินราคาเจ้ารู้ข้ารู้แต่ฟ้าดินไม่รู้ ยังต้องคิดเงินอะไรอีก? เมื่อน้องชวีชื่อชอบข้าขอเป็นคนมอบให้เจ้าเอง ไม่อย่างนั้นความดีความชอบก็จะถูกอันเจิงแย่งไปหมดแล้ว”

 

        อันเจิงอยากพูดว่าข้าซื้อจะดีกว่าแต่เมื่อเห็นแววตาของจวงเฟยเฟย เขาจึงไม่ได้พูดมันออกมา

 

        “ขอบคุณพี่จวง!”

 

        ชวีหลิวซีวิ่งเข้าไปคล้องแขนของจวงเฟยเฟยอย่างสนิทสนม

 

        กู่เชียนเยว่ทำปากจู๋“ข้าก็อยากได้ของขวัญบ้าง”

 

        จวงเฟยเฟยโบกมือ “เจ้าเลือกของในนี้ไปได้เลยข้ามอบให้”

 

        กู่เชียนเยว่เปล่งเสียงดีใจจากนั้นก็ลากชวีหลิวซีเข้าไปเลือก

 

        อันเจิงหันหน้าไปอีกทาง ทันใดนั้นอันเจิงรู้สึกเหมือนมีพลังอะไรบางอย่าง หรือเป็นเสียงที่เปล่งออกมาอย่างยากลำบากแล้วกำลังเรียกร้องความสนใจจากอันเจิงอยู่ อันเจิงรู้สึกประหลาดใจจากนั้นจึงเดินเข้าไปมุมห้องและเห็นของที่กองเป็นเนินสูง อาจเพราะว่าของชิ้นนี้ควบคุมยากจึงวางมันไว้ที่มุมห้องด้านบนสุดเป็นโล่ชิ้นหนึ่ง อันเจิงยื่นมือไปแตะจึงรู้สึกได้ว่านั่นเป็นของวิเศษเผ่ามาร

 

        หลังจากยกโล่ออกเหมือนดั่งฟ้าผ่าลงกลางใจอันเจิง

 

        ภายใต้โล่คือเกล็ดมัจฉาสามชิ้น

 

        “เจ้ากับมันมีวาสนาต่อกันจริง ๆ”

 

        จวงเฟยเฟยเห็นเกล็ดมัจฉาแล้วพูดขึ้น“ตั้งแต่บนเทือกเขาชางหมาน เกล็ดมัจฉาที่ไม่รู้ที่มาที่ไปก็ปรากฏขึ้นในเมื่อสวรรค์ลิขิตให้มันเป็นของเจ้า อย่างนั้นเจ้าก็เอามันไปเถอะ”

 

        อันเจิงไม่ได้ปฏิเสธ แต่กล่าวคำขอบคุณแทนจากนั้นก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรกับจวงเฟยเฟยต่อดี เป็นศัตรูหรือ? แน่นอนว่าไม่ใช่ จะห่างออกไปเรื่อยๆ? แต่ตัวเขาจะทำได้จริงหรือไม่?

 

        จนถึงตอนนี้อันเจิงมีเกล็ดมัจฉาจำนวนแปดชิ้นแล้ว แต่หากเป็นอย่างที่กู่เชียนเยว่พูดเกล็ดมัจฉามีทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดชิ้นด้วยกันและนั่นก็หมายความว่าอันเจิงเพิ่งสะสมได้เพียงนิดเดียวเท่านั้นแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงมีพลังงานบางอย่างดึงดูดอันเจิงเข้ามา หรืออาจเพราะว่าพวกมันจะให้อันเจิงเจอในเวลาที่เหมาะสมเอง

 

        กู่เชียนเยว่วิ่งเข้ามาดูเกล็ดมัจฉาจากนั้นในแววตาก็เปล่งประกาย “ข้าว่าแล้ว เจ้าต้องเป็นผู้วิเศษที่สวรรค์เลือก!”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน