บ่ายวันเสาร์
นรินทร์เหม่อมองท้องฟ้าเห็นฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลคิดว่าอีกไม่นานพายุคงจะพัดผ่านทางนี้จึงหยิบไฟฉายจากลิ้นชักมาถือวางไว้ข้าง ๆสวมเสื้อฮู้ดปิดศีรษะแล้วสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มหนา
แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วเขายังคงกลัวเวลาที่ฝนตกฟ้าร้องเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
เสียงข้อความเข้ามาจนหน้าจอสว่างจ้าขึ้น
สายนทีถามว่า
“บ้านนายฝนตกไหม”
“ยังกลัวหรือเปล่า”
“อยู่คนเดียวเหรอ”
รอยยิ้มปรากฏ ขณะกำลังพิมพ์ตอบว่า กลัวเสียงฟ้าร้องพร้อมสายฟ้าแลบกระหน่ำหนึ่งชุดใหญ่จนนิ้วมือลั่นกลายเป็ส่งประโยคที่ไม่มีความหมายไปเสียอย่างนั้นจนอีกฝ่ายรีบส่งข้อความมาถามยกใหญ่
“!!!”
“เป็อะไร”
“นาย...”
เวลานั้นนรินทร์นอนขดอยู่ในผ้าห่มเรียบร้อยแล้วตัวสั่นเทาจนอยากจะร้องไห้พลันััได้ว่าใครบางคนนั่งลงข้าง ๆเขาแล้วเอ่ยปากบอกว่า “ฉันกลับมาแล้ว”
ดวงตาสีส้มอ่อนโผล่ออกมาจากผ้าห่มมองหน้าคณิน คนตรงหน้าจึงแตะศีรษะพลางลูบหลังปลอบใจ“ฉันอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องร้องไห้นะ” แล้วนั่งอยู่เป็เพื่อนเหมือนที่เคยทำ
สายตาของคณินเหลือบเห็นแสงจากหน้าจอมือถือพอดีเขาเอื้อมมือกดปิดเครื่องดับความรำคาญใจโดยที่นรินทร์ไม่รู้ตัว
สองชั่วโมงผ่านไปทั้งคู่ยังคงนั่งอยู่ข้างกันไม่ไปไหนราวกับเป็รูปปั้นความเศร้าสร้อยที่เกาะกุมหัวใจของนรินทร์ยังคงวนเวียนไปมาไม่รู้จบเพราะเหตุการณ์หลายอย่างในอดีตที่ผุดขึ้นมา
ฤดูฝนจึงเป็่เวลาที่นรินทร์ไม่ชอบมากที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นเขามักจะทำตัวเหมือนเข้มแข็ง คิดว่าฝนตกไม่นานก็ผ่านไปท่องในใจซ้ำไปมาจนกว่าเสียงฟ้าร้องและกลิ่นชื้นของไอดินจะจางหายไป
“นรินทร์” เสียงอ่อนโยนปลุกเขาจากภวังค์
“อืม” ร่างบางหันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างแล้วพึมพำ “ไม่ชอบฝนตกเลย”
“ฉันรู้”น้ำเสียงแ่เบาของคณินและแววตาคู่นั้นทำให้นรินทร์รู้สึกขอบคุณเขาจริง ๆ
“นายบอกว่ามีนัดกับคุณลุงไม่ใช่เหรอ อย่าบอกนะว่ารีบมา”
“เลื่อนไปวันหลังก็ได้” สีหน้าของเขาเรียบเฉยแล้วบอกอีกว่า“นายจำได้ใช่ไหมว่าอาทิตย์หน้าวันเกิดพ่อ”
“อืม แต่ว่างานวันเกิดคุณลุงมีแต่คนพวกนั้นมาไม่ใช่เหรอ”นรินทร์ถามเพราะรู้ดีว่าเป็งานรวมตัวนักธุรกิจในแวดวงเดียวกันกลุ่มคนเ่าั้ส่วนใหญ่จะเป็อัลฟ่าที่มีหน้ามีตาและเขาไม่ชอบเลยถ้าจะต้องไปร่วมงาน
“พ่อบอกว่าไม่ได้เจอนายนานแล้วเลยอยากชวนมาทานอาหารที่บ้านล่วงหน้าก่อนหนึ่งวัน”คณินรู้สึกกังวลใจแปลก ๆ ที่พ่อของเขาทำแบบนี้จึงเอ่ยปากถามนรินทร์“นายไปกับฉันได้ไหม”
แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่เคยปฏิเสธคำขอของเขาจึงพูดไปว่า “ได้สิ”แล้วนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
นรินทร์รีบควานหาโทรศัพท์ที่ลืมไปเสียสนิทว่าก่อนหน้านั้นคุยกับใครอยู่“สงสัยเผลอปิดเครื่อง”
“ทำไมทำหน้าแบบนั้น” คณินเป็ฝ่ายถามบ้าง “นายมีนัดแล้วเหรอ ถ้าไปไม่ได้ก็ไม่เป็ไรนะ”
“มีอยู่แหละแต่ว่าวันนี้นายเลื่อนนัดกับคุณลุงเพราะฉันนี่ ไหน ๆก็ไม่ได้ไปที่บ้านใหญ่นานแล้วด้วย และอีกอย่างนายขอร้องฉันทั้งทีฉันไม่ปล่อยให้นายไปคนเดียวหรอก” เขาััได้ว่าเพื่อนตนเองกังวลใจเพราะดูเหมือน่หลังๆ มานี้เขาจะทะเลาะกับพ่อบ่อยครั้ง จึงไม่อยากปล่อยให้คณินเผชิญหน้ากับปัญหาลำพัง
“อืม ขอบคุณ” รอยยิ้มบางปรากฏ “เดี๋ยวฉันไปอุ่นกับข้าวก่อนแล้วตามมานะ”
นรินทร์พยักหน้าแล้วโทรหาสายนทีเสียงรอสายดังได้ไม่ถึงสิบวินาทีคนปลายสายรีบถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “นรินทร์นายเป็อะไรหรือเปล่า พี่โทรหานายไม่ติดเลยจะไปหาที่บ้านพี่ก็ไม่รู้อีกว่านายอยู่ที่ไหน...”
“พี่ ผมไม่เป็อะไรแล้ว” เขารีบบอกปลายสายให้วางใจ“คณินกลับมาบ้านพอดีน่ะ”
สายนทีถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่อย่างน้อยตอนนี้คนที่เขาเป็ห่วงยังสุขสบายดีแต่อดเอ่ยปากบอกไปแบบนั้นไม่ได้ “ขอโทษนะ”
“พี่ อย่าทำเสียงแบบนั้นสิ ไม่ใช่ความผิดของพี่สักหน่อย”นรินทร์เสียงอ่อน “พี่ห้ามฟ้าห้ามฝนไม่ได้นี่นา แต่ว่าไม่ต้องห่วงนะ ผมพยายามอยู่พยายามมาตลอด แต่มันแค่ยาก...”
“อยากอยู่ข้าง ๆ นาย” สายนทีพึมพำสารภาพความในใจตอนที่ติดต่อไม่ได้ความว้าวุ่นเป็ห่วงประเดประดัง “ขอที่อยู่บ้านได้ไหม ครั้งหน้าจะไม่พลาดเลยตอนเช้าจะฟังพยากรณ์อากาศเอาไว้ด้วย”
นรินทร์หัวเราะเพราะคำพูดของเขา ในขณะที่คนข้างนอกห้องยืนกำหมัดขบกรามแน่นเพราะไม่ชอบใจเสียงเคาะประตูจึงดังขึ้นเพื่อบอกว่า “ข้าวเย็นเสร็จแล้ว รีบมากินก่อนไม่อร่อย”
ถึงแม้สายนทีจะเดาได้ว่าคณินมีความรู้สึกเกินเพื่อนกับนรินทร์แต่พอดูจากระยะเวลาที่ทั้งคู่เป็เพื่อนกันมานรินทร์กลับยืนยันว่าเขาเป็เหมือนคนในครอบครัวที่คอยอยู่เคียงข้างกันในวันที่นรินทร์ไม่เหลือใคร
คนเป็แฟนใหม่จึงได้แต่ทำใจเพราะอย่างไรสายสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็เหนียวแน่นได้แต่เชื่อใจคนรักของตัวเองและลบทิ้งความกังวลที่มีในใจออกไป
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา
คณินและนรินทร์ไปทานอาหารเย็นที่บ้านใหญ่ตามคำเชิญชวนของโฆษิตชายวัยกลางคนยิ้มอย่างมีเลศนัยเมื่อเห็นพวกเขาทั้งคู่
“สวัสดีครับ คุณลุง คุณป้า”นรินทร์ทักทายพ่อและแม่เลี้ยงอย่างเคยก่อนจะยื่นของขวัญที่ไปเลือกซื้อพร้อมกันให้เ้าของวันเกิด
“ไม่ต้องลำบากก็ได้ แค่มาทานอาหารกันแบบครอบครัว” โฆษิตเอ่ยปากสีหน้าระรื่นต่างจากคนอื่น ๆ
ความรู้สึกอึดอัดและบรรยากาศกดดันแฝงอยู่ภายใต้รอยยิ้มของผู้เป็หัวหน้าครอบครัวแต่นรินทร์เองกลับบอกไม่ได้ว่าเป็เพราะอะไรพลางคิดว่าสาเหตุที่คณินตามไปอยู่ที่บ้านของเขาคงจะเป็เพราะเื่แบบนี้คิดในใจว่า คุณลุงเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นแตกต่างจากตอนที่อยู่กับครอบครัวมากขนาดนี้เลยเหรอ
อาหารหลากหลายอย่างถูกจัดเรียงเต็มโต๊ะตัวยาวนรินทร์สังเกตสีหน้าของนิรมลผู้เป็แม่เลี้ยงเธอมักจะเม้มริมฝีปากยามที่ต้องพูดคุยกับสามีตัวเอง
พวกเขาได้รับรางวัลคู่รักตัวอย่างจากนิตยสารดังหลายฉบับแต่ความรู้สึกแปลก ๆผุดขึ้นมาในใจของนรินทร์เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้าเหมือนเธอกำลังโดนควบคุมอย่างไรอย่างนั้น
นรินทร์ไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังพูดถึงเื่ไหนแล้วเพราะมัวแต่วอกแวกใจลอยพลันได้ยินเสียงเข้มของโฆษิตดังขึ้นพร้อมสีหน้าไม่พอใจคณิน “มาที่ห้องทำงาน”
“ตอนนี้เลยเหรอ” คณินถามไม่สบอารมณ์
โฆษิตยิ้มมุมปากแล้วเดินนำไปที่ห้องทำงานด้วยท่าทีสบาย
คล้อยหลังทั้งคู่ นิรมลรีบกลับเข้าไปในห้องของตัวเองโดยไม่พูดไม่จาณิชา เด็กน้อยอายุสิบสามผู้เป็ลูกสาวของเธอมาหานรินทร์พลางจับมือชวนออกไปที่ระเบียงข้างนอก“พี่นรินทร์ เมื่อวานนี้คุณแม่ปลูกต้นโรสแมรี่ด้วย ไปดูด้วยกันไหมคะ”
แม้จะรู้สึกงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง ๆที่ยังทานอาหารเย็นไม่เรียบร้อยแต่ทุกคนต่างพร้อมใจกันเดินไปคนละทาง นรินทร์จึงตามณิชาไปอย่างว่าง่าย
ในห้องทำงานของโฆษิต ผู้เป็พ่อเดินไปหยิบไม้ในถุงกอล์ฟออกมาแววตาเปลี่ยนไปเพียงชั่วขณะ “แกคิดว่าทำแบบนั้นแล้วฉันจะปล่อยไปง่าย ๆ เหรอ”
“แล้วเมื่อไหร่พ่อจะเลิกนิสัยใช้ฟีโรโมนของตัวเองข่มขู่คนอื่นเขาไปทั่วสักทีล่ะ”คณินไม่พอใจที่โฆษิตทำแบบนั้นกับนิรมล ถึงแม้เธอจะเป็แม่เลี้ยงที่เขาไม่ได้รู้สึกผูกพันด้วยแต่พอกลับบ้านใหญ่ครั้งไหนก็มักจะเห็นท่าทางหวาดกลัวราวกับเห็นผีอยู่ทุกครั้งจนเขาเองทนไม่ไหว
“ของของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้”เขาพูดแล้วปล่อยกลิ่นฟีโรโมนเพื่อบังคับลูกชายของตัวเองให้เชื่อฟังแต่ลืมคิดไปว่าคณินแข็งแกร่งกว่า ฟีโรโมนนั้นจึงไม่มีผลอะไรกับลูกชายคนโต
โฆษิตไม่รอช้ายกไม้กอล์ฟหวดเข้ากลางลำตัวของคณินโดยไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว“จำเอาไว้ว่าอย่ามายุ่งเื่ของฉัน” เขาสั่งเสียงเข้ม“ไม่อย่างนั้นคนของแกที่เป็โอเมก้า ฉันไม่ปล่อยไว้หรอกนะ”
เพียงได้ยินผู้เป็พ่อข่มขู่อย่างนั้นคณินมองตาขวางปล่อยกลิ่นฟีโรโมนของตัวเองข่มขู่กลับไปบ้าง “ลองแตะต้องเขาดูสิ”แต่อีกฝ่ายแสยะยิ้มฟาดไม้กอล์ฟอีกหลายครั้งจนคณินต้องเอามือป้องกันศีรษะของตนเองไว้
เขารู้ดีว่าเวลาที่โฆษิตเกิดบ้าคลั่งขึ้นมาไม่ว่าอะไรก็มักจะหยุดไม่ได้จึงยอมนิ่งอยู่กับที่ไม่ตอบโต้เพราะไม่อยากให้คนข้างนอกได้ยินเสียงดังเอะอะ