จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 54: ย่างสู่แดนศัตรู

    แสงจันทร์ในคืนเดือนดับ...คือพันธมิตรที่ดีที่สุดของเหล่านักฆ่า


    ภายในห้องคลังแสงอันเงียบสงัด...คำอินทร์และหน่วยกล้าตาย "เด็ดหัวพญามาร" อีกยี่สิบนายยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืด


    ทุกคนแต่งกายในชุดผ้าสีดำสนิทที่ย้อมด้วยถ่านไม้และดินโคลนจนกลมกลืนไปกับรัตติกาล...ใบหน้าของพวกเขาถูกทาด้วยสีดำเพื่ออำพราง...มีเพียงดวงตาที่ส่องประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวออกมาเท่านั้น


    อาวุธทุกชิ้นถูกตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้าย...ดาบสั้นถูกชโลมด้วยยาพิษที่ออกฤทธิ์เร็วที่สุด...เชือกขอเกี่ยวถูกพันเก็บอย่างแน่นหนา...ไม่มีเสียงโลหะกระทบกันให้ได้ยินแม้แต่น้อย...ทุกคนต่างเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจที่อาจจะไม่มีโอกาสได้กลับมาอีก


    ในขณะที่พวกเขากำลังจะออกเดินทาง...บานประตูคลังแสงก็เปิดออกอย่างเงียบงัน


    ร่างของเจ้าพระยาเพชรพิไชยปรากฏขึ้น...ท่านเจ้าเมืองมาที่นี่ด้วยตนเอง...เพื่อส่งวีรบุรุษของท่านสู่สมรภูมิ


    ท่านไม่ได้พูดจาปลุกใจให้ยืดยาว...แต่เดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าทหารกล้าทุกนาย...สบตากับพวกเขาทีละคน...ทีละคน...


    "พวกเจ้าทุกคน...คือทหารที่กล้าหาญที่สุดของข้า...คือความหวังสุดท้ายของเมืองชากังราว" ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มและหนักแน่น


    "ภารกิจในครั้งนี้...อันตรายยิ่งกว่าการรบในสงครามใดๆ...พวกเจ้าหลายคนอาจจะไม่ได้กลับมา...แต่จงรู้ไว้เถิดว่า...ชื่อของพวกเจ้าทุกคน...จะถูกจารึกไว้ในฐานะผู้ปกป้องนครชากังราวแห่งนี้ไปชั่วนิรันดร์"


    "ข้าไม่ได้สั่งให้พวกเจ้าไปตาย...แต่ข้ากำลังฝากชีวิตของคนนับหมื่นไว้ในกำมือของพวกเจ้า...จงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด"


    แล้วท่านก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าคำอินทร์...ผู้นำหนุ่มของภารกิจนี้


    "ส่วนเจ้า...อสุราน้อย" ท่านวางมือลงบนบ่าของคำอินทร์...แววตาของท่านเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและความห่วงใยอันลึกซึ้ง "จงใช้สติปัญญาและพลังของเจ้า...นำทางพวกเขา...และจงนำทุกคนกลับมาให้ได้...รวมทั้งตัวของเจ้าด้วย"


    คำอินทร์ไม่เอ่ยวาจา...เขาเพียงแค่ก้มศีรษะลงรับคำ...เป็นการให้คำมั่นสัญญาที่หนักแน่นยิ่งกว่าคำพูดใดๆ


    ณ แนวกำแพงเมืองฝั่งที่มืดและเงียบสงบที่สุด...


    คำอินทร์และหน่วยของเขาถูกหย่อนตัวลงมาด้วยเชือกเส้นใหญ่ทีละคน...จนกระทั่งเท้าของพวกเขาสัมผัสกับพื้นดินนอกกำแพงเมือง...


    ความรู้สึกแรกที่ปะทะเข้ามาคือความเย็นเยียบของสายลมยามค่ำคืน...และบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวของ "แดนสังหาร"...พื้นที่ว่างเปล่าที่อยู่ระหว่างกำแพงเมืองและค่ายทหารพม่า...


    มันคือทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยซากศพจากสงครามครั้งก่อนๆ...บางร่างก็แห้งกรัง...บางร่างก็เริ่มเน่าเปื่อย...ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว...เศษซากของอาวุธและเครื่องป้องกันแตกหักกระจายเกลื่อน...ที่แห่งนี้คือสุสานที่ไร้ผู้ดูแล


    "ไป" คำอินทร์สั่งการเสียงเบา


    การเดินทางที่ไม่รู้จะได้กลับหรือไม่ได้เริ่มต้นขึ้น


    เขาเคลื่อนที่นำหน้า...ไม่ได้ใช้สายตา...แต่ใช้ "จิตสัมผัสกระแส" เป็นเครื่องนำทาง...เขาแผ่สัมผัสแห่งจิตออกไปรอบตัว...สร้างแผนที่พลังงานขึ้นมาในหัว...เขามองเห็น "กระแส" ของทหารยามพม่าที่เดินตรวจการณ์อยู่ห่างๆ...มองเห็น "กระแส" ของสัตว์ป่าที่กำลังหวาดกลัว...และมองเห็น "กระแส" แห่งความตายที่แผ่ออกมาจากซากศพที่นอนทับถมกันอยู่


    "หมอบ!" เขาสั่งการฉับพลัน


    ทุกคนในหน่วยทิ้งตัวลงนอนราบไปกับพื้นทันที...บางคนแฝงตัวอยู่หลังซากเกวียนที่พัง...บางคนนอนนิ่งอยู่ข้างๆ ซากศพ...กลั้นหายใจและพยายามทำตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของความตายรอบกาย


    ไม่นานนัก...เสียงฝีเท้าม้าก็ดังใกล้เข้ามา...


    ทหารม้าลาดตระเวนของพม่ากลุ่มหนึ่งกำลังขี่ม้าผ่านไป...คบเพลิงในมือของพวกมันสาดส่องไปมา...ลำแสงของมันกวาดผ่านจุดที่หน่วยของคำอินทร์ซ่อนตัวอยู่ไปเพียงแค่ไม่กี่วา!


    หัวใจของทุกคนแทบจะหยุดเต้น...พวกเขานอนนิ่งราวกับก้อนหิน...ภาวนาขออย่าให้พวกมันสังเกตเห็น...


    โชคดีที่ความมืดและความน่าสะพรึงกลัวของแดนสังหารทำให้ทหารพม่าไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดมากนัก...พวกมันเพียงแค่ขี่ม้าผ่านไป...เสียงฝีเท้าค่อยๆ เงียบหายไปในความมืด


    ทุกคนต่างถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก...นี่คือบททดสอบแรก...และพวกเขาก็ผ่านมันมาได้


    พวกเขาเดินทางต่อไป...คืบคลานไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง...คำอินทร์นำทางพวกเขาหลบหลีกเส้นทางลาดตระเวนได้อย่างน่าอัศจรรย์...


    แต่แล้ว...อุปสรรคต่อไปก็ปรากฏขึ้น


    โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!


    เสียงสุนัขเห่าดังขึ้นมาจากป้อมยามที่อยู่เบื้องหน้า! พวกมันคือสุนัขสงครามที่ถูกฝึกมาให้มีจมูกที่ไวต่อกลิ่นของผู้บุกรุก! ลมได้พัดพากลิ่นของพวกเขาไปหามันเข้าเสียแล้ว!


    "แย่แล้ว! พวกมันรู้ตัวแล้ว!" ทหารคนหนึ่งกระซิบอย่างร้อนรน


    "ทุกคนอยู่นิ่งๆ!" คำอินทร์สั่งเสียงเรียบ...เขาหลับตาลง...รวบรวมสมาธิ...แล้วส่งกระแสจิตอันแหลมเล็กออกไป...


    เขาไม่ได้คิดจะทำร้ายสุนัข...แต่เขาได้เลียนเสียง...เสียงร้องแหลมเล็กของกระต่ายป่าที่กำลังบาดเจ็บ...แล้วส่งเสียงนั้นให้ดังขึ้นในพงหญ้าที่อยู่ห่างออกไปจากตำแหน่งของพวกเขาร่วมร้อยเมตร


    สุนัขสงครามที่กำลังเห่าใส่ความมืด...พลันหยุดชะงัก...แล้วหันไปเห่าใส่ทิศทางของเสียงกระต่ายแทน! ทหารพม่าที่ดูแลมันอยู่สบถออกมาอย่างหัวเสีย...แล้วเดินไปตรวจดูทางนั้น...โดยไม่สนใจทิศทางของคำอินทร์อีกต่อไป


    นี่คือการใช้มายาอีกรูปแบบหนึ่ง...มายาแห่งเสียง...มันช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากการถูกตรวจพบไปได้อย่างหวุดหวิด


    ในที่สุด...พวกเขาก็เดินทางมาถึงแนวป้องกันชั้นนอกสุดของค่ายทหารพม่า...


    คำอินทร์หยุดชะงัก...จิตของเขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่มองไม่เห็น...มันคือ "ม่านอาคม" บางๆ...เป็นเส้นใยพลังงานสีดำแดงที่ถูกขึงไว้ทั่วบริเวณ...มันคืออาคมตรวจจับผู้บุกรุกขั้นพื้นฐาน...หากใครก็ตามที่ไม่มีตราสัญลักษณ์ของกองทัพพม่าเดินผ่านเข้าไป...มันจะส่งสัญญาณเตือนไปยังจอมอาคมที่อยู่ในค่ายทันที


    "มีอาคมป้องกันอยู่" เขาบอกกับทุกคน "ตามข้ามา...อย่าแตกแถวเด็ดขาด"


    เขาแผ่จิตสัมผัสของตนเองออกไปอย่างละเอียด...สำรวจม่านอาคมนั้น...แล้วเขาก็พบ...ช่องว่าง...รูโหว่เล็กๆ ที่เกิดจากความผิดพลาดในการวางอาคม...มันเล็กมากจนแทบจะมองไม่เห็น...แต่ก็ใหญ่พอที่คนๆ หนึ่งจะลอดผ่านไปได้


    เขาค่อยๆ นำทหารของเขาทีละคน...ลอดผ่านช่องว่างของม่านอาคมนั้นไปอย่างระมัดระวังที่สุด...


    และในที่สุด...เท้าของพวกเขาทุกคน...ก็ได้เหยียบลงบนพื้นดิน...ที่อยู่ "ภายใน" ค่ายของศัตรู


    เบื้องหน้าของพวกเขาคือภาพของค่ายทหารขนาดมหึมาที่แผ่ไพศาลไปไกลสุดลูกหูลูกตา...กระโจมนับพันหลังตั้งเรียงรายกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...กองไฟนับร้อยกองส่องแสงสว่างไสวราวกับดวงดาวบนพื้นดิน...เสียงพูดคุย...เสียงหัวเราะ...และเสียงร้องเพลงที่เมามายของทหารนับหมื่นดังผสมปนเปกันไปหมด


    คำอินทร์หันกลับมามองทหารกล้าทั้งยี่สิบนายของเขา...แล้วมองกลับไปยังภาพของค่ายที่เหมือนเมืองย่อมๆ เมืองหนึ่ง...


    ภารกิจที่พวกเขาต้องทำ...ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้...


    แต่สำหรับเขา...สำหรับอสุราน้อย...ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้


    เขายกมือขึ้น...แล้วส่งสัญญาณ...