จิ้งจอกเก้าหางข้ามภพ ระบบเติมแต้มสุขสม

    บทที่ 54: มนตราจิ้งจอกสยบมังกร - ฉากแรกในวังหลวง

    ยามเช้าที่อากาศเย็นสบายภายในพระราชวังหลวง ท้องฟ้าสีคราม ณ ยามรุ่งอรุณค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีทองอ่อนเมื่อแสงแดดแรกส่องผ่านยอดปราสาทอันสูงตระหง่าน เสียงระฆังวัดที่ดังก้องไปทั่วเมืองหลวงประกาศการเริ่มต้นของวันใหม่ ขณะที่เสียงฝีเท้าของเหล่าขันทีและนางกำนัลที่เดินไปมาทำหน้าที่ประจำวันดังก้องไปตามระเบียงยาวของพระราชวัง

     

    รถม้าของกรมหมอหลวงเคลื่อนตัวผ่านประตูวังอย่างเป็นระเบียบ ล้อรถกรอกแกรกเบาๆ บนพื้นหินแกรนิตที่ขัดจนเงาวับ ภายในรถม้าที่ตกแต่งด้วยผ้าไหมสีเงินและลวดลายมังกรทอง หานซี ในชุดขุนนางหมอหลวงเต็มยศนั่งอยู่ด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมและสงบนิ่ง ชุดสีเขียวเข้มประดับด้วยเข็มขัดหยกและตราสัญลักษณ์แห่งตำแหน่งหมอหลวงประจำพระองค์ที่ส่องแสงระยิบระยับภายใต้แสงแดดยามเช้า

     

    ตรงข้ามกับนางคือ หลินเอ๋อร์ (หลินเฟิงในร่างจำแลง) ที่แต่งกายด้วยชุดผู้ช่วยหมอหญิงสีฟ้าอ่อน ดูเรียบง่ายแต่กลับมีความสง่างามที่ยากจะปกปิด ผ้าไหมเนื้อละเอียดที่ห่อหุ้มร่างกายเรียวรีของนางพลิ้วไหวตามสายลมเบาๆ ที่เข้ามาในรถม้า ใบหน้าที่งดงามนั้นดูสงบเสงี่ยมแต่ดวงตาจิ้งจอกกลับทอประกายด้วยความคิดคำนวณที่ซับซ้อน

     

    "ท่านพี่... จำไว้นะเจ้าคะ ในวังหลวงแห่งนี้ ทุกกำแพงมีหู ทุกประตูมีตา" หานซีกระซิบเตือนด้วยความหวังดี น้ำเสียงของนางเบาลงจนแทบจะไม่ได้ยิน "ข้าจะใช้ฐานะหมอหลวงประจำพระองค์ของพระพันปีหลวงในการนำท่านเข้าเฝ้า โดยอ้างว่าท่านเป็นศิษย์น้องที่ข้าเชิญมาช่วยศึกษาสมุนไพรหายากเพื่อถวายการรักษา"

     

    หานซีหยุดพักเล็กน้อย แล้วมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง "ในวังหลวงนี้มีสายข่าวของฮองเฮาและกุ้ยเฟยแทรกซึมอยู่ทุกหนทุกแห่ง พวกนางจะรู้ทันทีหากมีสตรีแปลกหน้าเข้าวัง ดังนั้นเราต้องแสดงบทบาทให้เหมือนจริงที่สุด"

     

    หลินเอ๋อร์พยักหน้าเบาๆ ดวงตาจิ้งจอกภายใต้การพรางตัวทอประกายลุ่มลึก "ข้าเข้าใจแล้ว หานซี เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าไป ข้าจะคอยสนับสนุนอยู่ข้างๆ" เสียงของนางนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจที่ไม่อาจหวั่นไหว

     

    ภายในใจ หลินเฟิงกำลังทบทวนแผนการที่วางไว้อย่างละเอียด การเข้าวังในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงฝีมือการรักษา แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับแผนการใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในวังหลวงทั้งหมด เขารู้ดีว่าฮองเฮาและกุ้ยเฟยต่างมีสายข่าวที่แข็งแกร่ง และการปรากฏตัวของ "หมอหญิงลึกลับ" ในวังจะไม่หลุดพ้นสายตาของพวกนางอย่างแน่นอน

     

    เมื่อถึงตำหนักฉือหนิง บรรยากาศรอบๆ ดูเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แฝงอยู่ ตำหนักแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระพันปีหลวง ตกแต่งด้วยไม้จันทน์หอมและหยกล้ำค่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่แสดงถึงความสูงส่งและอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน

     

    หานซีนำหลินเอ๋อร์เดินผ่านเหล่านางกำนัลและขันทีที่ยืนเฝ้าอยู่อย่างคุ้นเคย สายตาของเหล่านางกำนัลต่างจ้องมองหลินเอ๋อร์ด้วยความสงสัยและอยากรู้อยากเห็น พวกนางไม่เคยเห็นหน้าตาของสตรีผู้นี้มาก่อน แต่รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวนางกลับทำให้รู้สึกถึงความไม่ธรรมดาอย่างประหลาด

     

    "นางกำนัลใหญ่ หม่อมฉันหานซีขอเข้าเฝ้าพระพันปีหลวงเพื่อถวายการตรวจพระอาการตามกิจวัตรเพคะ" หานซีแสดงบัตรประจำตัวหมอหลวงที่ทำจากหยกขาวแกะสลักลวดลายมังกร

     

    นางกำนัลใหญ่ผู้หนึ่งในชุดสีม่วงเข้มมองดูบัตรประจำตัวแล้วพยักหน้า "ท่านหมอหลวงหานซี พระพันปีหลวงทรงรอท่านอยู่แล้วเพคะ แต่สตรีผู้นี้คือใครหรือเจ้าคะ?"

     

    "เพคะ นางคือศิษย์น้องของหม่อมฉันที่เชิญมาช่วยศึกษาสมุนไพรหายาก เนื่องจากพระอาการของพระพันปีหลวงที่บรรทมไม่สนิทนั้น หม่อมฉันเห็นว่าควรจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านกลิ่นบำบัดมาช่วยเสริม" หานซีตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ

     

    นางกำนัลใหญ่พิจารณาสักครู่ ก่อนจะพยักหน้าอนุญาต "ได้เพคะ แต่ขอให้ระมัดระวังกิริยามารยาทในเบื้องพระพักตร์"

     

    ภายในห้องบรรทมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ และกลิ่นไม้จันทน์ที่คละคลุ้งกับกลิ่นยาสมุนไพร บรรยากาศดูเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความสง่างาม ผนังห้องตกแต่งด้วยภาพวาดสีทองที่เล่าเรื่องราวของมังกรและนกฟีนิกซ์ ขณะที่เพดานสูงประดับด้วยโคมไฟคริสตัลที่ส่องแสงนุ่มนวล

     

    พระพันปีหลวง ประทับอยู่บนพระแท่นไม้จันทน์หอมที่แกะสลักลวดลายอันวิจิตรบรรจง ทรงมีพระพักตร์ที่อิดโรยจากการบรรทมไม่สนิทมาหลายราตรี พระเนตรที่เคยเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถบัดนี้ดูเหนื่อยล้าและหม่นหมอง พระอังสาที่เคยตั้งตรงด้วยความสง่าผ่าเผยบัดนี้ดูโค้งงอลงเล็กน้อย

     

    หานซีก้าวเข้าไปคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระแท่นด้วยกิริยาที่นอบน้อม ชายเสื้อกระจายออกเป็นวงกลมรอบตัวนางอย่างสวยงาม "ถวายพระพรพระพันปีหลวง หม่อมฉันหานซีมาถวายการตรวจพระอาการเพคะ"

     

    พระพันปีหลวงทรงลืมพระเนตรขึ้นช้าๆ แสงตาที่เคยเฉียบแหลมบัดนี้ดูอ่อนล้า แต่ยังคงมีความสง่าผ่าเผยที่ไม่อาจลบเลือนได้ "เจ้ามาแล้วหรือหานซี... วันนี้ดูเหมือนเจ้าจะพาใครมาด้วย?" พระสุรเสียงที่เคยทรงพลังบัดนี้ดูเบาลงและมีความเหนื่อยล้าแฝงอยู่

     

    หานซีรีบกราบทูลด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล "ทูลพระพันปีหลวง สตรีผู้นี้คือ 'หลินเอ๋อร์' เป็นศิษย์น้องของหม่อมฉันที่เพิ่งเดินทางมาจากแดนไกล นางมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์การใช้กลิ่นบำบัดและสมุนไพรเร้นลับที่ช่วยในการพักผ่อน หม่อมฉันเห็นว่าพระอาการของพระองค์ที่บรรทมไม่สนิทนั้น หากได้ศาสตร์ของนางมาช่วยเสริม อาจจะทำให้พระวรกายฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้นเพคะ"

     

    หลินเอ๋อร์ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างสง่างาม ทุกย่างก้าวของนางดูราวกับการเต้นรำที่ไร้ที่ติ ชายเสื้อสีฟ้าอ่อนพลิ้วไหวตามลมเบาๆ ที่พัดผ่านหน้าต่างของตำหนัก นางคุกเข่าลงและถวายบังคมด้วยท่วงท่าที่ไร้ที่ติ มือที่เรียวยาวและขาวผ่องประสานกันอย่างสวยงาม "หม่อมฉันหลินเอ๋อร์ ถวายพระพรพระพันปีหลวงเพคะ"

     

    เสียงของนางนุ่มนวลประหนึ่งสายน้ำใสที่ไหลผ่านก้อนหิน แต่แฝงไปด้วยพลังปราณจิ้งจอกที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยออกมาจากตัวนางเริ่มแผ่กระจายไปทั่วห้องบรรทม เป็นกลิ่นที่ไม่เหมือนกลิ่นดอกไม้หรือเครื่องหอมใดๆ ที่เคยมีในวัง แต่เป็นกลิ่นที่สดชื่นและสงบประหนึ่งสายลมจากป่าสนบนยอดเขาหิมะ

     

    พระพันปีหลวงทรงจ้องมองหลินเอ๋อร์ด้วยความสนพระทัย แม้หลินเอ๋อร์จะแต่งกายเรียบง่าย แต่รัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมากลับทำให้พระองค์รู้สึกถึงความสงบอย่างประหลาด พระเนตรที่เคยหม่นหมองด้วยความเหนื่อยล้าเริ่มมีแสงสว่างขึ้นเล็กน้อย "หน้าตาเจ้าดูหมดจดงดงามนัก... หานซีบอกว่าเจ้าเก่งเรื่องกลิ่นบำบัดงั้นหรือ?"

     

    "เพคะ... หากพระองค์ทรงอนุญาต หม่อมฉันขอประทานวโรกาสตรวจชีพจรและถวายเครื่องหอมที่หม่อมฉันปรุงขึ้นเองเพื่อช่วยให้พระทัยสงบลงเพคะ" หลินเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยมนตราจิ้งจอกที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลาย

     

    ภายในใจ หลินเฟิงกำลังใช้ระบบสแกนพระวรกายของพระพันปีหลวงอย่างละเอียด เขาตรวจพบว่าพระองค์ทรงมีอาการนอนไม่หลับเนื่องจากความเครียดและการคิดมากเกี่ยวกับราชการ นอกจากนี้ยังมีอาการปวดศีรษะเรื้อรังและการไหลเวียนของเลือดที่ไม่สมดุล ซึ่งเป็นผลมาจากการนั่งทำงานเป็นเวลานานและการขาดการออกกำลังกาย

     

    ในขณะที่พระพันปีหลวงกำลังจะทรงอนุญาต เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบและเสียงประกาศจากหน้าตำหนักก็ดังขึ้น เสียงนั้นดังก้องไปทั่วตำหนักจนทำให้บรรยากาศที่เงียบสงบเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดทันที

     

    "ฮองเฮาเสด็จ! กุ้ยเฟยเสด็จ!"

     

    เสียงประกาศของนางกำนัลดังขึ้นด้วยความเร่งรีบ ตามด้วยเสียงฝีเท้าของขบวนใหญ่ที่เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เสียงผ้าไหมที่เสียดสีกันและเสียงเครื่องประดับที่กระทบกันดังขึ้นเป็นจังหวะ

     

    ประตูตำหนักถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว แสงแดดยามเช้าส่องเข้ามาพร้อมกับเงาของสองพระองค์ที่เดินเข้ามาด้วยความสง่าผ่าเผย ฮองเฮา ในชุดสีเหลืองทองที่ดูเคร่งขรึม ผ้าไหมเนื้อหนาประดับด้วยลวดลายมังกรและนกฟีนิกซ์ที่ปักด้วยด้วยทองคำแท้ ทำให้ทั้งชุดดูหรูหราและสง่างาม แต่ใบหน้าของนางกลับดูเย็นชาและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

     

    ข้างๆ นางคือ กุ้ยเฟย ในชุดสีแดงเพลิงที่ดูเย้ายวน ผ้าไหมสีแดงสดใสประดับด้วยลูกปัดและเพชรพลอยที่ส่องแสงระยิบระยับ ทำให้นางดูโดดเด่นและดึงดูดสายตา แต่ดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความริษยาและความหึงหวง เมื่อสายตาของนางไปตกที่หลินเอ๋อร์ที่ยังคงคุกเข่าอยู่

     

    ทั้งสองพระองค์เดินเข้ามาพร้อมกับเหล่านางกำนัลขบวนใหญ่ที่แต่งกายด้วยชุดสีต่างๆ ตามยศตำแหน่ง เสียงฝีเท้าที่เป็นจังหวะและเสียงเครื่องประดับที่กระทบกันทำให้บรรยากาศในห้องบรรทมเปลี่ยนจากความสงบเป็นความคึกคัก

     

    ทั้งสองพระองค์ต่างได้รับรายงานจากสายข่าวว่าหานซีพา "สตรีลึกลับ" เข้ามาในตำหนักฉือหนิง จึงรีบมาดูด้วยตาตนเองภายใต้ข้ออ้างในการเยี่ยมเยียนพระพันปีหลวง ความจริงแล้ว พวกนางต่างกังวลใจเกี่ยวกับข่าวลือที่แพร่สะพัดมาจากเมืองหลวงเกี่ยวกับ "หมอหญิงเทวะ" ผู้มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงความงามได้อย่างน่าอัศจรรย์

     

    "ถวายพระพรพระพันปีหลวง" ทั้งสองพระองค์กล่าวพร้อมกัน เสียงของพวกนางกังวานไปทั่วห้องบรรทม ก่อนจะหันสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความระแวดระวังมายังหลินเอ๋อร์ที่ยังคงคุกเข่าอยู่ด้วยท่าทางที่สงบเสงี่ยม

     

    พระพันปีหลวงทรงพยักพระพักตร์รับการถวายพระพร แต่พระเนตรกลับแสดงความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด การที่ต้องรับมือกับการแข่งขันและการชิงดีชิงเด่นของเหล่าสนมในวังหลังทำให้พระองค์รู้สึกเบื่อหน่ายและอ่อนล้า

     

    "โอ้... หานซี วันนี้เจ้าพาใครมาด้วยหรือ? ดูหน้าตาไม่คุ้นเคยเลย" กุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความจับผิด ดวงตาของนางจ้องมองผิวพรรณที่ผุดผ่องของหลินเอ๋อร์ด้วยความริษยาที่ปิดไม่มิด

     

    ใบหน้าของกุ้ยเฟยที่เคยมั่นใจในความงามของตัวเองเริ่มมีความกังวลเมื่อเห็นรัศมีที่แผ่ออกมาจากหลินเอ๋อร์ แม้นางจะแต่งกายเรียบง่าย แต่ความงามธรรมชาติที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องสำอางค์มากมายกลับทำให้ดูโดดเด่นยิ่งกว่าความงามที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีต

     

    หานซีรีบทูลตอบอย่างใจเย็น "ทูลพระสนมกุ้ยเฟย นางคือผู้ช่วยของหม่อมฉันเพคะ หม่อมฉันพามาเพื่อช่วยถวายการรักษาพระพันปีหลวง" น้ำเสียงของนางสงบและมั่นคง แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนในวังหลวง

     

    ฮองเฮาเดินเข้ามาใกล้หลินเอ๋อร์พลางหรี่ตาลง สายตาของนางเฉียบแหลมและเต็มไปด้วยการประเมินสถานการณ์ นางเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากมายในการจัดการกับคู่แข่งและภัยคุกคามต่างๆ ในวังหลวง "ผู้ช่วยงั้นหรือ? ข้าได้ยินข่าวลือหนาหูในเมืองหลวงช่วงสองสามวันนี้ว่ามีหมอหญิงเทวะชื่อหลินเอ๋อร์ ปรากฏตัวที่จวนสกุลซุนและสร้างปาฏิหาริย์ความงาม... คงไม่ใช่คนเดียวกับสตรีผู้นี้หรอกนะ?"

     

    คำพูดของฮองเฮาทำให้บรรยากาศในห้องบรรทมพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที เหล่านางกำนัลที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างแลกสายตากันด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น พวกนางได้ยินข่าวลือเรื่องหมอหญิงเทวะมาบ้างแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะได้เห็นตัวจริงในวังหลวง

     

    หลินเอ๋อร์ลอบยิ้มในใจ แผนการ "บังเอิญ" เผชิญหน้าเริ่มทำงานแล้ว เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาฮองเฮาด้วยแววตาที่ใสซื่อประหนึ่งกวางน้อยที่ไร้เดียงสา ใบหน้าที่งดงามนั้นดูบริสุทธิ์และอ่อนน้อม ไม่มีร่องรอยของความเย่อหยิ่งหรือการท้าทาย

     

    "ทูลฮองเฮา... หม่อมฉันเป็นเพียงผู้ศึกษาศาสตร์แห่งสมุนไพรเท่านั้นเพคะ เรื่องข่าวลือในเมืองหลวงนั้น หม่อมฉันมิกล้ารับคำชมเกินตัวเพคะ" เสียงของนางนุ่มนวลและถ่อมตัว แต่แฝงไปด้วยความมั่นใจที่ลึกซึ้ง

     

    กุ้ยเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นฟังดูไพเราะแต่แฝงไปด้วยความเย็นชา "ถ้าอย่างนั้นก็ดี... ในเมื่อเจ้าเก่งเรื่องกลิ่นและสมุนไพร เหตุใดไม่ลองแสดงฝีมือให้พวกเราดูเสียหน่อยล่ะ? หากเจ้าสามารถทำให้พระพันปีหลวงทรงพระสำราญขึ้นได้ ข้าจะมีรางวัลให้อย่างงาม... แต่ถ้าเจ้าเป็นเพียงพวกลวงโลกล่ะก็..." นางเว้นจังหวะพลางส่งสายตาที่เต็มไปด้วยคำขู่

     

    ฮองเฮาพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้ว ในวังหลวงแห่งนี้ไม่มีที่สำหรับผู้ที่มาหลอกลวง หากเจ้ามีความสามารถจริง ก็แสดงให้เห็น แต่หากเจ้าเป็นเพียงผู้มาฉวยโอกาส..." นางไม่ได้พูดต่อ แต่ความหมายที่แฝงอยู่ชัดเจนพอ

     

    หลินเอ๋อร์ก้มหน้าลงเล็กน้อย "หม่อมฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพคะ" เสียงของนางยังคงสงบและไม่แสดงความกลัวหรือความกังวลแม้แต่น้อย

     

    หานซีลอบส่งสัญญาณทางสายตาให้หลินเฟิง นางรู้ดีว่าบัดนี้ "เหยื่อ" ทั้งสองรายได้ก้าวเข้ามาในกับดักที่วางไว้แล้ว การรักษาพระพันปีหลวงในวันนี้จะเป็นเพียงฉากหน้า แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการทำให้ฮองเฮาและกุ้ยเฟยลุ่มหลงใน "ปาฏิหาริย์" ที่หลินเอ๋อร์กำลังจะร่ายมนตราขึ้นมาต่างหาก

     

    พระพันปีหลวงทรงมองสถานการณ์ด้วยความเหนื่อยล้า พระองค์เริ่มเบื่อหน่ายกับการแข่งขันและการชิงดีชิงเด่นของเหล่าสนม แต่ก็ทรงอยากรู้ว่าหมอหญิงผู้นี้จะมีความสามารถอย่างไร "ดีแล้ว หลินเอ๋อร์ เจ้าจงแสดงฝีมือของเจ้าเถอะ หากเจ้าช่วยให้ข้ารู้สึกดีขึ้นได้ ข้าจะให้รางวัลเจ้าตามสมควร"

     

    ท่ามกลางสายตาที่จ้องจับผิดของฮองเฮาและกุ้ยเฟย หลินเอ๋อร์ยังคงรักษาความสงบนิ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์ นางหยิบกล่องไม้แกะสลักขนาดเล็กที่ดูเรียบง่ายออกมาจากย่ามสมุนไพรที่ห้อยอยู่ที่เอว กล่องนี้ทำจากไม้จันทน์แท้ที่มีอายุหลายร้อยปี แกะสลักด้วยลวดลายดอกบัวและมังกรอย่างประณีต

     

    ภายในนั้นบรรจุขวดแก้วขนาดจิ๋วที่บรรจุของเหลวใสสีฟ้าคราม ซึ่งแท้จริงแล้วคือ 'น้ำมันหอมระเหยสกัดระดับโมเลกุล' ที่ระบบส่งมาจากโลกอนาคต ผสมผสานกับปราณจิ้งจอกที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสและสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย

     

    "ทูลพระพันปีหลวง... กลิ่นหอมนี้มีชื่อว่า 'นิทราสวรรค์' หม่อมฉันปรุงขึ้นจากดอกไม้ที่บานเฉพาะในคืนพระจันทร์เต็มดวงบนยอดเขาหิมะ ผสมกับน้ำค้างจากใบบัวที่เก็บในยามรุ่งอรุณ" หลินเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลประหนึ่งเสียงดนตรีจากสวรรค์

     

    เรื่องราวที่นางเล่านั้นฟังดูเหมือนนิทานในตำนาน แต่ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและรัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเชื่อถือและหลงใหลไปกับคำพูดของนาง

     

    นางค่อยๆ เปิดจุกขวดแก้วออก ทันใดนั้น กลิ่นหอมที่ไม่มีใครในห้องนั้นเคยสัมผัสมาก่อนก็เริ่มแผ่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่กลิ่นกำยานที่หนักอึ้งหรือกลิ่นดอกไม้ที่ฉุนกะทัดรัด แต่เป็นกลิ่นที่สดชื่นประหนึ่งป่าสนหลังฝนตก ผสมผสานกับความหวานละมุนของน้ำผึ้งป่าและไอเย็นของหิมะ

     

    กลิ่นหอมนี้มีความซับซ้อนที่น่าอัศจรรย์ ในตอนแรกจะรู้สึกถึงความสดชื่นของใบไผ่อ่อนและกลิ่นหอมของดอกมะลิป่า จากนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกลิ่นอบอุ่นของไม้จันทน์และกลิ่นหวานของน้ำผึ้งป่า ท้ายที่สุดจะเหลือกลิ่นที่ลึกซึ้งและสงบของไม้กฤษณาและกำยานเกรดพิเศษ

     

    [ระบบ: เริ่มการแพร่กระจายอนุภาค 'Aroma-Nano' ผสานพลังปราณจิ้งจอกระดับ 4... เป้าหมาย: ผ่อนคลายคลื่นสมองและกระตุ้นความรู้สึกไว้วางใจ... การแพร่กระจายสำเร็จ 100%]

     

    พระพันปีหลวงที่ทรงมีพระพักตร์เคร่งเครียดมาตลอดพลันทรงผ่อนคลายพระอังสา (ไหล่) ลงอย่างเห็นได้ชัด พระเนตรที่เคยหรี่ลงด้วยความเหนื่อยล้ากลับเบิกขึ้นเล็กน้อยพลางทรงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

     

    "กลิ่นนี้... ช่างประหลาดนัก แต่มันทำให้ข้ารู้สึกเบาสบายประหนึ่งลอยอยู่บนปุยเมฆ" พระสุรเสียงที่เคยดูเหนื่อยล้าบัดนี้มีความสดใสขึ้นเล็กน้อย "ข้ารู้สึกเหมือนกับว่าความเครียดและความกังวลที่สะสมมานานหลายเดือนกำลังค่อยๆ ละลายหายไป"

     

    พระองค์ทรงหลับพระเนตรลงและทรงสูดลมหายใจอย่างลึกซึ้ง พระพักตร์ที่เคยเต็มไปด้วยความกังวลเริ่มผ่อนคลายลง เส้นย่นที่เกิดจากความเครียดบนพระนลาฏเริ่มเรียบลง และพระโอษฐ์เริ่มแย้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ

     

    "นี่คือครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ข้ารู้สึกสงบใจได้อย่างแท้จริง" พระองค์ตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ "หลินเอ๋อร์... เจ้าช่างมีความสามารถที่น่าอัศจรรย์จริงๆ"

     

    หลินเอ๋อร์ก้าวเข้าไปใกล้พระแท่นอย่างสำรวม ทุกย่างก้าวของนางดูราวกับการเต้นรำที่ไร้ที่ติ "ทูลพระพันปีหลวง หากพระองค์ทรงอนุญาต หม่อมฉันขอประทานวโรกาสใช้ศาสตร์ 'สัมผัสทิพย์' เพื่อช่วยกระตุ้นจุดชีพจรที่จะทำให้พระวรกายผ่อนคลายยิ่งขึ้นเพคะ"

     

    นางใช้ปลายนิ้วที่เรียวยาวและขาวผ่องแตะลงบนจุดชีพจรบริเวณขมับและหลังใบหูของพระพันปีหลวงอย่างแผ่วเบา ทุกสัมผัสแฝงไปด้วยพลังปราณจิ้งจอกที่ช่วยสลายความอุดตันของเส้นเลือดและปรับสมดุลธาตุในร่างกาย

     

    การสัมผัสของหลินเอ๋อร์ไม่ใช่การสัมผัสธรรมดา แต่เป็นการถ่ายทอดพลังงานที่อ่อนโยนและบำบัด ปลายนิ้วของนางเย็นสบายและมีพลังที่ทำให้ผู้ที่ถูกสัมผัสรู้สึกผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง เหมือนกับมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่ไหลผ่านเข้าไปในร่างกาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและปลดปล่อยความตึงเครียดที่สะสมอยู่

     

    "อ๊า..." พระพันปีหลวงทรงอุทานเบาๆ ด้วยความประหลาดใจ "ข้ารู้สึกเหมือนมีกระแสอบอุ่นไหลผ่านเข้ามาในร่างกาย และความปวดศีรษะที่ทรงมานานหลายวันกำลังค่อยๆ หายไป"

     

    ฮองเฮาและกุ้ยเฟยที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ ต่างตกตะลึงในสิ่งที่เห็น พวกนางสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมนั้นเช่นกัน และมันกำลังทำงานกับจิตใจของพวกนางอย่างรุนแรง

     

    กุ้ยเฟยที่เคยมีความริษยาเต็มอก กลับรู้สึกว่าความโกรธเคืองของนางค่อยๆ มลายหายไป แทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความโหยหาในกลิ่นหอมนี้ นางเริ่มรู้สึกถึงความสงบและความสุขที่ไม่เคยมีมาก่อน

     

    "นี่มัน... ศาสตร์อะไรกัน?" กุ้ยเฟยพึมพำกับตัวเอง ดวงตาของนางจ้องมองไปที่มือของหลินเอ๋อร์ที่ดูราวกับมีมนต์ขลัง "เหตุใดเพียงแค่กลิ่นและการสัมผัสเพียงเล็กน้อย ถึงทำให้พระพันปีหลวงทรงมีพระพักตร์ที่สดใสขึ้นได้ถึงเพียงนี้?"

     

    ฮองเฮาเองก็ทรงนิ่งอึ้งไป นางเป็นผู้ที่ผ่านโลกมามากและเคยเห็นหมอหลวงเก่งๆ มานับไม่ถ้วน แต่ไม่มีใครที่สามารถสร้าง "บรรยากาศ" แห่งการรักษาได้ทรงพลังเท่ากับสตรีผู้นี้ นางเริ่มสังเกตเห็นว่าผิวพรรณของหลินเอ๋อร์ภายใต้แสงเทียนนั้นดูเปล่งประกายประหนึ่งมีรัศมีบางอย่างห่อหุ้มอยู่

     

    "หานซี... ศิษย์น้องของเจ้าผู้นี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ" ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความอ่อนโยนลง แต่ยังคงแฝงไปด้วยความสุขุม "ข้าไม่เคยเห็นใครที่สามารถทำให้พระพันปีหลวงทรงผ่อนคลายได้เร็วเท่านี้"

     

    กุ้ยเฟยพยักหน้าเห็นด้วย แม้จะยังคงมีความระแวดระวัง "ใช่แล้ว... และกลิ่นหอมนี้ ข้าไม่เคยได้กลิ่นอะไรที่ทำให้รู้สึกสงบและสบายใจเท่านี้มาก่อน มันเหมือนกับว่า... เหมือนกับว่าทุกความกังวลในใจหายไปหมด"

     

    หลินเอ๋อร์ถอยออกมาคุกเข่าลงตามเดิมหลังจากถวายการนวดกระตุ้นจุดเสร็จสิ้น ใบหน้าของนางยังคงสงบเสงี่ยมและถ่อมตัว "ทูลพระพันปีหลวง หม่อมฉันได้วาง 'ถุงหอมนิรันดร์' ไว้ใต้พระเขนย (หมอน) ของพระองค์แล้วเพคะ กลิ่นนี้จะค่อยๆ แผ่กระจายออกมาอย่างอ่อนโยนตลอดทั้งคืน ช่วยให้พระองค์บรรทมหลับสนิทและเมื่อตื่นขึ้นมา พระวรกายจะสดชื่นประหนึ่งได้ย้อนวัยกลับไปเมื่อสิบปีก่อน"

     

    คำว่า "ย้อนวัย" ประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของฮองเฮาและกุ้ยเฟย สตรีในวังหลังสิ่งใดจะสำคัญไปกว่าความงามและความเยาว์วัยที่เป็นอาวุธในการมัดใจฮ่องเต้? การแข่งขันเพื่อความโปรดปรานของพระองค์เป็นสิ่งที่ทุกสนมต้องเผชิญ และหากมีวิธีที่จะทำให้ตนเองดูเยาว์วัยและงดงามยิ่งขึ้น นั่นคือโอกาสทองที่ไม่อาจปล่อยผ่านไป

     

    "ย้อนวัยงั้นหรือ?" กุ้ยเฟยรีบก้าวเข้ามาหาหลินเอ๋อร์ทันที ท่าทางที่เคยเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยการท้าทายบัดนี้เปลี่ยนเป็นความกระตือรือร้นและความอยากรู้อยากเห็น "เจ้าบอกว่าศาสตร์ของเจ้าสามารถทำให้คนดูเยาว์วัยขึ้นได้จริงๆ หรือ? นี่ไม่ใช่การพูดเกินจริงใช่ไหม?"

     

    หลินเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นสบตากุ้ยเฟย รอยยิ้มที่มุมปากแฝงไปด้วยเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน "ทูลพระสนม... ความงามที่แท้จริงเริ่มจากภายในสู่ภายนอก หากใจสงบและธาตุในร่างกายสมดุล ผิวพรรณและดวงตาก็จะสะท้อนความเยาว์วัยออกมาเองเพคะ หม่อมฉันยังมี 'โอสถบุปผาจำแลง' ที่ช่วยขัดเกลาผิวพรรณให้ละเอียดประหนึ่งมุกดารา และ 'น้ำหอมเสน่ห์มังกร' ที่ช่วยเพิ่มรัศมีแห่งความงาม หากพระสนมทรงสนพระทัย..."

     

    หลินเอ๋อร์จงใจเว้นจังหวะไว้ ซึ่งก็ได้ผลตามคาด กุ้ยเฟยแทบจะถลาเข้าไปจับมือหลินเอ๋อร์ "สนสิ! ข้าสนมาก! เจ้าต้องมาที่ตำหนักของข้า... ไม่สิ ข้าจะให้คนไปรับเจ้ามาเป็นการส่วนตัว! ข้าจะให้รางวัลเจ้าอย่างงามที่สุด!"

     

    "กุ้ยเฟย... อย่าเสียกิริยาต่อหน้าพระพันปีหลวง" ฮองเฮาตรัสขัดขึ้น แม้น้ำเสียงจะดูตำหนิ แต่ดวงตาของฮองเฮากลับจ้องมองหลินเอ๋อร์ด้วยความปรารถนาที่ไม่ต่างกัน "หลินเอ๋อร์... ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์น้องของหานซี และมีความสามารถถึงเพียงนี้ ข้าในฐานะฮองเฮาก็ควรจะส่งเสริม เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม หากพระพันปีหลวงทรงมีพระอาการดีขึ้นจริง ข้าจะเรียกเจ้าเข้าพบที่ตำหนักคุนหนิงเพื่อหารือเรื่องการดูแลสุขภาพของเหล่าสนมในวังหลัง"

     

    หานซีที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ลอบยิ้มอย่างผู้ชนะ นางรู้ดีว่าบัดนี้หลินเฟิงได้ "ตก" ปลาตัวใหญ่ที่สุดในวังหลวงได้พร้อมกันถึงสองตัว แผนการเข้าวังที่ดูเหมือนความบังเอิญ บัดนี้ได้กลายเป็นใบเบิกทางสู่ใจกลางอำนาจอย่างสมบูรณ์แบบ

     

    หลินเอ๋อร์ก้มหน้าลงถวายบังคมอย่างนอบน้อม "หม่อมฉันน้อมรับพระบัญชาเพคะ จะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อถวายพระกรุณาธิคุณ"

     

    ภายใต้ใบหน้าที่ดูบริสุทธิ์และอ่อนน้อม หลินเฟิงกำลังคำนวณก้าวต่อไปในใจ บัดนี้เขามีทั้งฮองเฮาและกุ้ยเฟยที่เริ่ม "ติดกับ" ในมนตราแห่งความงามและกลิ่นหอมของเขาแล้ว ก้าวต่อไปคือการเข้าไปในตำหนักส่วนตัวของพวกนาง และใช้โอกาสนั้นในการ "เก็บแต้มความสุข" เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นจิ้งจอกเก้าหางที่สมบูรณ์แบบ

     

    พระพันปีหลวงทรงแย้มพระสรวลอย่างมีความสุข พระพักตร์ที่เคยเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าบัดนี้ดูสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ดี... ดีมาก วันนี้ข้ารู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน หานซี... เจ้าพาหลินเอ๋อร์ไปพักผ่อนเถอะ และอย่าลืมพานางมาหาข้าอีกนะ ข้าอยากจะได้รับการรักษาแบบนี้อีก"

     

    เมื่อหลินเอ๋อร์และหานซีเดินออกจากตำหนักฉือหนิง สายตาของเหล่านางกำนัลและขันทีที่เคยมองด้วยความสงสัย บัดนี้เปลี่ยนเป็นความเลื่อมใสและยำเกรง พวกนางได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าหมอหญิงผู้นี้สามารถทำให้พระพันปีหลวงทรงพระสำราญได้อย่างรวดเร็ว

     

    "ท่านหลินเอ๋อร์... ท่านช่างมีความสามารถที่น่าอัศจรรย์จริงๆ" นางกำนัลคนหนึ่งกระซิบด้วยความชื่นชม "ข้าไม่เคยเห็นพระพันปีหลวงทรงมีพระสรวลที่สดใสเท่านี้มานานแล้ว"

     

    ข่าวเรื่อง "หมอหญิงเทวะผู้มีกลิ่นหอมสยบวังหลวง" เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วทุกซอกทุกมุมของพระราชวังประหนึ่งไฟลามทุ่ง เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างนำข่าวนี้ไปเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟัง และเรื่องราวก็ถูกเติมแต่งและขยายความจนกลายเป็นตำนานที่น่าอัศจรรย์

     

    ในขณะที่เดินผ่านระเบียงยาวของพระราชวัง หานซีกระซิบกับหลินเอ๋อร์ "นายท่าน... ท่านทำได้ยอดเยี่ยมมาก บัดนี้ฮองเฮาและกุ้ยเฟยต่างติดกับดักของท่านแล้ว พวกนางจะไม่มีทางปล่อยให้ท่านหลุดมือไป"

     

    หลินเอ๋อร์ยิ้มอย่างลึกลับ "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หานซี การที่พวกนางมาหาเราเอง นั่นหมายความว่าเราจะมีอำนาจต่อรองที่สูงขึ้น และเมื่อเราเข้าไปในตำหนักส่วนตัวของพวกนาง... นั่นคือเวลาที่แผนการที่แท้จริงจะเริ่มต้น"

     

    หลังจากก้าวพ้นเขตตำหนักฉือหนิงมาได้ไม่นาน ในขณะที่หานซีและหลินเอ๋อร์กำลังเดินผ่านสวนอุทยานหลวงที่เต็มไปด้วยดอกโบตั๋นบานสะพรั่ง กลีบดอกสีชมพูและสีขาวกระจายอยู่บนพื้นหินอ่อนที่ขัดจนเงาวับ สร้างภาพที่งดงามประหนึ่งภาพวาดจากสวรรค์

     

    ทันใดนั้น นางกำนัลอาวุโสผู้หนึ่งในชุดสีม่วงเข้มที่ดูภูมิฐานก็ก้าวเข้ามาขวางทางไว้ด้วยกิริยาที่นอบน้อมแต่แฝงไปด้วยอำนาจ เครื่องประดับทองคำที่นางสวมใส่และลวดลายบนชุดของนางบ่งบอกถึงตำแหน่งที่สูงส่งในราชสำนัก

     

    "เรียนท่านหมอหลวงหานซี... พระชายารัชทายาททรงทราบว่าท่านเข้าวังมาถวายการรักษาพระพันปีหลวง จึงทรงมีพระบัญชาให้เชิญท่านและ 'ผู้ช่วย' ไปพบที่ตำหนักบูรพาเป็นการส่วนตัวเพคะ" น้ำเสียงของนางสุภาพแต่เต็มไปด้วยความเร่งด่วน

     

    หานซีและหลินเอ๋อร์สบตากันเพียงครู่เดียว ทั้งสองต่างรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ข่าวการปรากฏตัวของหมอหญิงลึกลับในวังได้แพร่สะพัดไปถึงหูของพระชายารัชทายาทแล้ว และนี่คือโอกาสทองที่จะขยายอิทธิพลไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

     

    หานซีพยักหน้าตอบรับ "นำทางไปเถอะ หม่อมฉันเป็นเกียรติที่จะได้เข้าเฝ้าพระชายา"

     

    เมื่อมาถึงตำหนักบูรพา บรรยากาศที่นี่ดูเงียบสงบและเป็นส่วนตัวมากกว่าตำหนักฉือหนิง ตำหนักแห่งนี้ตกแต่งด้วยสีสันที่อ่อนโยนและสง่างาม มีสวนหย่อมเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์และบ่อน้ำใสที่มีปลาทองว่ายเล่นอยู่

     

    ภายในห้องโถงรับรอง พระชายารัชทายาท ประทับอยู่บนตั่งไม้แกะสลักที่ประดับด้วยหยกและไข่มุก ทรงมีพระรูปร่างที่สง่างามและพระพักตร์ที่งดงาม แต่ดูมีความกังวลพาดผ่านพระเนตรอย่างเห็นได้ชัด

     

    เคียงข้างพระชายาคือ องค์หญิงฉางเล่อ ผู้เป็นพระขนิษฐาของรัชทายาท ทรงมีพระรูปร่างที่เรียวรีและพระพักตร์ที่ฉลาดเฉียบแหลม ดวงพระเนตรเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและการประเมินสถานการณ์

     

    ทั้งสองพระองค์กำลังสนทนากันด้วยสีหน้าที่ดูเคร่งเครียดเล็กน้อย เมื่อเห็นหานซีและหลินเอ๋อร์เข้ามา พระเนตรของทั้งสองพระองค์ต่างจับจ้องไปที่หลินเอ๋อร์ด้วยความสนใจอย่างยิ่ง

     

    "ถวายพระพรพระชายา... ถวายพระพรองค์หญิง" หานซีและหลินเอ๋อร์ทำความเคารพตามธรรมเนียม การกราบของหลินเอ๋อร์ดูสง่างามและไร้ที่ติ แสดงให้เห็นถึงการศึกษาและมารยาทที่ดีเยี่ยม

     

    องค์หญิงฉางเล่อจ้องมองหลินเอ๋อร์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางเพิ่งได้รับฟังเรื่องราวจาก อาจารย์หลินหลาน อาจารย์หญิงผู้สอนวิชาความรู้และมารยาทในวังหลวง ซึ่งองค์หญิงทรงให้ความเคารพรักอย่างยิ่ง โดยหลินหลานได้เล่าให้ฟัง (ตามแผนที่วางไว้) เกี่ยวกับ "ปาฏิหาริย์ความงาม" ของพี่น้องสกุลซุนที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนเพียงเพราะหมอหญิงลึกลับผู้นี้

     

    "หลินเอ๋อร์... ข้าได้ยินชื่อเจ้ามาจากอาจารย์หลินหลาน ท่านอาจารย์ชมเจ้าไม่ขาดปากว่าเจ้ามีหัตถ์เทวะที่สามารถเสกสรรความงามได้" องค์หญิงฉางเล่อเอ่ยขึ้นพลางยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม "แต่สิ่งที่ข้าและพระพี่สะใภ้สนใจในตอนนี้... อาจจะสำคัญยิ่งกว่าความงามภายนอกนัก"

     

    พระชายารัชทายาททรงถอนหายใจเบาๆ พระพักตร์ที่งดงามนั้นดูมีความกังวลพาดผ่าน "หานซี... เจ้าเป็นหมอหลวงที่ข้าไว้วางใจที่สุด ข้าจะไม่อ้อมค้อม รัชทายาทและข้าอภิเษกกันมาหลายปี แต่จนถึงบัดนี้... ครรภ์ของข้ายังคงว่างเปล่า ข้าได้ยินว่าศิษย์น้องของเจ้ามีความเชี่ยวชาญในศาสตร์เร้นลับ ข้าจึงอยากรู้ว่า... นางจะมีวิธีช่วยข้าได้หรือไม่?"

     

    หลินเอ๋อร์ (หลินเฟิง) ลอบยิ้มในใจ นี่คือโอกาสทองที่ระบบเคยบอกไว้ เรื่องการมีบุตรในวังหลวงคือเรื่องของความเป็นความตายและอำนาจวาสนา หากเขาสามารถช่วยให้พระชายารัชทายาทมีพระโอรสได้ นั่นจะเป็นการสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดในวังหลวง

     

    "ระบบ... สแกนร่างกายของพระชายารัชทายาท ตรวจสอบสาเหตุของการมีบุตรยาก" หลินเฟิงสั่งในใจ

     

    [ระบบ: เริ่มการสแกนระดับโมเลกุล... กำลังวิเคราะห์ระบบสืบพันธุ์และสมดุลฮอร์โมน...]

     

    [ผลการสแกน: ตรวจพบสภาวะ 'มดลูกเย็น' (Cold Uterus) และการอุดตันของเส้นลมปราณหยิน... สาเหตุหลัก: การได้รับยาพิษเรื้อรังในปริมาณน้อยเพื่อยับยั้งการปฏิสนธิ... แหล่งที่มา: น่าจะมาจากการวางยาพิษในอาหารหรือเครื่องดื่มโดยคู่แข่งในวังหลัง... คำนวณ: ใช้ 'ปราณจิ้งจอกมังกร' ในการทะลวงจุดและปรับสมดุลหยางเพื่อล้างพิษ... ความสำเร็จในการรักษา: 95%]

     

    หลินเอ๋อร์ก้าวเข้าไปใกล้พระชายาอย่างสำรวม ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเข้าใจและความเมตตา "ทูลพระชายา... ปัญหาเรื่องการมีบุตรนั้น บางครั้งไม่ได้เกิดจากร่างกายที่อ่อนแอ แต่เกิดจาก 'สิ่งแปลกปลอม' ที่ขัดขวางวาสนาเพคะ หากพระองค์ทรงอนุญาต หม่อมฉันขอประทานวโรกาสตรวจชีพจรอย่างละเอียด และอาจจะต้องใช้ศาสตร์ 'สัมผัสทิพย์' เพื่อเปิดทางให้พลังชีวิตไหลเวียนเพคะ"

     

    คำว่า "สิ่งแปลกปลอม" ทำให้พระชายาและองค์หญิงฉางเล่อถึงกับชะงัก พวกนางต่างรู้ดีว่าในวังหลวงมีการชิงดีชิงเด่นกันเพียงใด และการวางยาพิษเพื่อขัดขวางการมีบุตรของคู่แข่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง

     

    "เจ้าหมายความว่าอย่างไร? สิ่งแปลกปลอมงั้นหรือ?" องค์หญิงฉางเล่อถามด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น ดวงพระเนตรเฉียบแหลมจ้องมองหลินเอ๋อร์อย่างใกล้ชิด

     

    "หม่อมฉันมิกล้ากล่าวล่วงเพคะ แต่หากหม่อมฉันได้ทำการ 'นวดปรับสมดุล' และใช้เครื่องหอมสูตรพิเศษที่ช่วยกระตุ้นพลังหยางในมดลูก รวมถึงการใช้ 'ยาล้างพิษทิพย์' ที่จะขับสารพิษที่สะสมออกจากร่างกาย หม่อมฉันมั่นใจว่าภายในสามเดือน... ข่าวดีจะมาถึงตำหนักบูรพาอย่างแน่นอนเพคะ" หลินเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ แฝงไปด้วยมนตราจิ้งจอกที่ทำให้พระชายารู้สึกถึงความหวังที่เอ่อล้น

     

    พระชายารัชทายาทจ้องมองดวงตาของหลินเอ๋อร์ นางรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ดึงดูดและน่าเชื่อถืออย่างประหลาด ในดวงตาของหลินเอ๋อร์มีความจริงใจและความมั่นใจที่ทำให้นางรู้สึกว่าสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อาจจะเป็นไปได้

     

    "ดี... หากเจ้าทำได้จริง ข้าจะตบรางวัลเจ้าอย่างงามที่สุด และเจ้าจะเป็นแขกคนสำคัญของตำหนักบูรพาที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง" พระชายาตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง "ข้าจะให้เจ้ามีตำแหน่งเป็นหมอหญิงประจำตำหนัก และมีอำนาจในการเข้าออกวังได้อย่างอิสระ"

     

    องค์หญิงฉางเล่อเองก็เริ่มมองหลินเอ๋อร์ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป นางเริ่มรู้สึกถึงเสน่ห์ที่ลึกลับของสตรีผู้นี้ และเริ่มเข้าใจว่าทำไมข่าวลือเกี่ยวกับความสามารถของนางถึงได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง

     

    "หลินเอ๋อร์... ข้าจะคอยดูผลงานของเจ้า และถ้าเจ้าช่วยพระพี่สะใภ้ได้ ข้าเองก็มีเรื่อง 'ความงาม' อีกมากมายที่อยากจะปรึกษาเจ้าเป็นการส่วนตัว" องค์หญิงฉางเล่อตรัสด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความคาดหวัง "ข้าได้ยินว่าเจ้าสามารถทำให้ผิวพรรณเปล่งประกายและดูเยาว์วัยได้ นี่เป็นสิ่งที่ข้าสนใจอย่างยิ่ง"

     

    หลินเอ๋อร์ก้มหน้าลงรับคำ "หม่อมฉันจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพคะ จะไม่ทำให้พระองค์ทั้งสองผิดหวัง"

     

    หานซีที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกถึงความร้อนแรงของแผนการที่กำลังดำเนินไป บัดนี้หลินเฟิงไม่ได้เพียงแค่เข้าหาฮองเฮาและกุ้ยเฟย แต่ยังกุมจุดอ่อนของรัชทายาทผ่านทางพระชายาไว้ในมืออีกด้วย ทุกก้าวย่างในวังหลวงบัดนี้ถูกปูด้วยพรมแดงแห่งอำนาจและความปรารถนา

     

    "ทูลพระชายา หม่อมฉันขอเรียนว่า การรักษาครั้งนี้จะต้องใช้เวลาและความอดทน" หลินเอ๋อร์เริ่มอธิบายรายละเอียด "ขั้นตอนแรก หม่อมฉันจะต้องทำการ 'ล้างพิษภายใน' ด้วยการใช้สมุนไพรพิเศษและการนวดจุดสำคัญ จากนั้นจะเป็นการ 'ปรับสมดุลธาตุ' เพื่อให้ร่างกายของพระองค์เตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์"

     

    พระชายาทรงพยักพระพักตร์ด้วยความเข้าใจ "เจ้าต้องการอะไรบ้าง? ข้าจะจัดหาให้ครบถ้วน"

     

    "หม่อมฉันจะต้องมาตำหนักบูรพาเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละสามครั้ง เพื่อทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง และหม่อมฉันจะต้องเตรียมยาและเครื่องหอมพิเศษที่ใช้เฉพาะพระองค์เท่านั้น" หลินเอ๋อร์อธิบายต่อ "การรักษาแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณสองชั่วยาม และจะต้องทำในสถานที่ที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว"

     

    องค์หญิงฉางเล่อทรงยิ้ม "นั่นไม่ใช่ปัญหา ข้าจะจัดเตรียมห้องพิเศษในตำหนักบูรพาให้เจ้า และจะมีเฉพาะนางกำนัลที่ไว้วางใจที่สุดเท่านั้นที่จะรู้เรื่องนี้"

     

    ในขณะที่เดินออกจากตำหนักบูรพา หลินเฟิงในร่างหลินเอ๋อร์ลอบยิ้มอย่างเย็นเยียบ การ "นวดปรับสมดุล" ที่เขาอ้างถึงนั้น แท้จริงแล้วคือการใช้โอกาสในการสัมผัสร่างกายของพระชายาเพื่อดูดซับพลังหยินและส่งปราณจิ้งจอกเข้าไปควบคุมจิตใจทีละน้อย และเมื่อถึงเวลาที่เขาต้อง "รักษา" อย่างใกล้ชิด... แต้มความสุขมหาศาลจะไหลมาเทมาอย่างแน่นอน

     

    "นายท่าน... ท่านช่างร้ายกาจนนัก" หานซีกระซิบผ่านกระแสจิตเมื่อทั้งสองเดินพ้นเขตสายตาผู้คน "บัดนี้ท่านมีทั้งฮองเฮา กุ้ยเฟย และพระชายารัชทายาทในมือแล้ว"

     

    "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หานซี... วังหลวงแห่งนี้จะเป็นสวนสวรรค์ของข้า และสตรีทุกคนที่นี่... จะต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของบัลลังก์จิ้งจอกเก้าหางของข้า" หลินเฟิงตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

     

    คล้ายกับเรื่องจิ้งจอกเก้าหางข้ามภพ ระบบเติมแต้มสุขสม ที่คุณอ่าน