“ข้ารู้มาว่ามีขันทีหลายคนในวังที่หลงเชื่อความคิดบ้าๆ นั่นแล้วลงมือทำเื่เ่าั้จริงๆ พวกเขาใช้เงินว่าจ้างนางกำนัลหรือหญิงสาวชาวบ้านให้มาช่วย พิสูจน์ ว่าพวกเขายังมีความเป็บุรุษอยู่บ้าง แม้มันจะไม่เหลืออะไรแล้วก็ตาม"
กล่าวจบเสี่ยวผิงก็ดูดเม็ดข้าวที่ติดนิ้วเสียงดังจ๊วบ ทำให้สหายทุกคนรู้สึกโหวงเหวงที่หว่างขา
เหอซือหานรู้สึกคอแห้งผาก ในใจเขาไม่ได้รู้สึกขำเลยสักนิด มันน่าเศร้ามากกว่าที่บางคนต้องพยายามยืดโยงความเป็คนเอาไว้ด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ
“ถ้าอย่างนั้น..พวกเราจะมีชีวิตต่อไปกันอย่างไร? ข้าไม่บ้าไปด้วยหรอกนะ ข้าต้องส่งเงินให้น้องไหนจะต้องเก็บไว้ไถ่เ้าตัวเล็กอีก ข้าไม่หาเงินไปจ่ายให้กับสตรีด้วยเื่ไร้สาระแบบนี้เป็แน่!”
“เ้าทำอย่างกับมันเป็เื่ใหญ่เลยนะซือหาน!! ถ้าเื่นี้มันเป็เื่คอขาดบาดตาย เช่นนั้นบุรุษที่ไม่ได้แต่งงานหรือขันทีครึ่งวังก็คงมีชีวิตต่อไม่ได้แล้วกระมัง!!” เสี่ยวผิงหัวเราะ
หลี่เอินยักไหล่ขึ้นข้างหนึ่ง “ข้าก็ไม่รู้ว่ามันสำคัญไหม ข้าแค่อยากมีข้าวกินอิ่มทุกวัน และมีเสื้ออุ่นๆ ไว้ใส่ในหน้าหนาว หาเงินไปเลี้ยงเมียงั้นหรือ..เปลืองตายชัก!”
“ข้าก็จะไม่กลายเป็คนแบบนั้นเช่นกัน" เสี่ยวผิงตอบ
อาเฟยลืมตาตื่นขึ้นมาถามเขาเสียงงัวเงีย “คนแบบไหนเหรอที่เ้าว่าน่ะเสี่ยวผิง ต้องทำงานหนักไปเลี้ยงดูเมีย ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอนั่นมันหน้าที่ของหัวหน้าครอบครัวนี่”
เสี่ยวผิงไม่ได้กล่าวอะไรแต่เขากลับส่งสายตาโยนคำถามนั้นไปให้เหอซือหานตอบแทน
“แบบที่ใช้ความทุกข์ของผู้อื่นมากลบเกลื่อนความเศร้าของตนเองอย่างไรเล่า..เ้าคิดว่าพวกนางอยากมีสามีเป็บุรุษก็ไม่ใช่สตรีก็ไม่เชิงอย่างพวกเราหรือ ข้าจะไม่ทำร้ายผู้หญิง ไม่ว่าข้าจะมีหรือไม่มีเ้าตัวเล็กข้าก็จะยังเป็คนอยู่เหมือนเดิม”
คำพูดของเหอซือหานทำให้เพื่อนๆ เงียบไปพักใหญ่ ก่อนที่เสี่ยวผิงจะพยักหน้าแล้วหัวเราะเบาๆ
“พูดได้ดี! ถึงแม้ว่าข้าจะยังอยากขัดโถส้วมให้สนมเอกอยู่ก็ตาม”
“ห๋า!! เื่มีเมียมันเกี่ยวอะไรกันการขัดส้วมด้วยเล่าเสี่ยวผิง!!” อาเฟยร้องเสียงหลง
เสียงหัวเราะกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงหัวเราะของเด็กที่เพิ่งเข้าวัง หากแต่เป็เสียงหัวเราะของคนที่เริ่มเรียนรู้ว่าชีวิตอาจไม่ง่าย แต่พวกเขาก็ยังสามารถเลือกทางเดินของตนเองได้
……….
สามวันต่อมาเหอซือหานลืมตาตื่นขึ้นด้วยเสียงกระดิ่งจากตำหนักกลางเหมือนเช่นทุกวัน ในที่สุดงานตากหนังสือของพวกเขาก็เสร็จสิ้น แต่กลิ่นฝุ่นผงกับกลิ่นราอับชื้นจากกองหนังสือที่ตำหนักบรรณสารยังคงติดอยู่ในรูจมูกทำให้เขาจามออกมาอย่างช่วยไม่ได้
เขาลุกขึ้นช้าๆ ขยับร่างกายที่แม้จะโตเป็หนุ่มแล้วแต่ก็ยังไม่คุ้นชินกับการนอนบนเตียงกระดานไม้แข็งๆ ที่เรือนพักขันทีชั้นต่ำนี่เลยสักนิด
“หลี่เอินลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! เ้าฝันถึงเป็ดพะโล้อยู่หรือไร!” เขาส่งเสียงเรียกสหายที่นอนขดเป็กุ้งอยู่ใกล้ๆ
หลี่เอินลืมตาปรือ ขยี้ตาอย่างไม่เต็มใจ “ข้าฝันว่าแม่ข้าเอาขาเป็ดมาให้กิน..ตื่นมาแล้วทำไมรู้สึกหิวหนักกว่าเดิมอีกแหะ”
เสียงหัวเราะเบาๆ ของเสี่ยวผิงที่อยู่มุมห้องดังขึ้น “พวกเ้าอย่าเอาแต่ฝันกันอยู่เลย วันนี้พวกเราต้องไปช่วยงานที่ตำหนักเยว่ฮวานะ ขันทีาุโที่นั่นว่ากันว่าน่ากลัวไม่น้อย รีบไปกันเถิด!”
เหอซือหานยิ้มรับพลางกระชับผ้าคาดเอวให้แน่น หัวใจของเขานิ่งสงบเพราะรู้ดีว่าในวังหลวง มีทั้งคนใจดีและคนใจร้ายที่คอยจะกดขี่ขันทีรุ่นใหม่อย่างพวกเขาอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ยังมีสหายที่พร้อมจะร่วมสุขร่วมทุกข์เดินทางไปด้วยกันอยู่เสมอ
ตำหนักเยว่ฮวาเป็ตำหนักของพระสนมเอกเยว่ฮวา หญิงงามผู้ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มากที่สุดในเวลานี้ โปรดปรานระดับไหนน่ะหรือ? ก็ถึงขั้นทำให้ฮ่องเต้เปลี่ยนชื่อตำหนักเหนือแห่งนี้เป็ตำหนักเยว่ฮวาตามชื่อของนางได้ก็แล้วกัน!
เหอซือหานและสหายถูกส่งให้มาทำงานรับใช้จิปาถะเล็กๆ น้อยๆ เช่นจัดของในเรือนข้าง ล้างภาชนะจัดแจกันหรือช่วยยกของย้ายที่ หน้าที่เล็กน้อยก็จริงแต่พวกเขากลับได้เห็นโลกอีกมุมหนึ่งของวังหลวงที่พวกเขาไม่เคยได้ััมาก่อน
ขันทีาุโในตำหนักเยว่ฮวามีชื่อว่า กุ้ยฟาง เขาเป็ชายร่างเตี้ย ผิวขาวซีด ดวงตาแหลมคมจนน่าขนลุก ทุกย่างก้าวของกุ้ยฟางเต็มไปด้วยอำนาจจนแม้แต่นางกำนัลชั้นสูงในตำหนักยังต้องก้มศีรษะให้
โดยปกติแล้วขันทีผู้น้อยก็มักจะเรียกขันทีชั้นผู้ใหญ่หรือขันทีาุโว่ากงกง แต่สำหรับกุ้ยฟางกลับแตกต่างออกไป ไม่รู้ว่าใครเป็คนเริ่มเรียกขานเขาว่าท่านกุ้ยฟางหรือบางครั้งก็จะเรียกกันสั้นๆว่าท่านกุ้ยเป็คนแรก แต่มันก็กลายเป็คำเรียกเฉพาะที่มีเขาเพียงคนเดียวในวังหลวงที่ได้รับความพิเศษนี้
“อย่าทำให้พื้นตำหนักแปดเปื้อนแม้แต่นิด น้ำต้องใสเหมือนหยาดฝน ฟืนต้องวางตรงเท่ากันดุจไม้บรรทัดจาก์” คำพูดห้วนๆ ลอยๆ ลักษณะนี้มักจะหลุดออกมาจากปากของขันทีาุโกุ้ยฟางอยู่เป็ประจำ
พวกเขาไม่รู้ว่ากุ้ยฟางกำลังมองหรือพูดกับผู้ใดกันแน่ แม้จะเป็เพียงคำพูดลอยๆ ที่ไม่ได้ออกคำสั่งเฉพาะเจาะจงกับผู้ใด แต่ก็ไม่มีขันทีชั้นต่ำคนไหนกล้าละเลย
กุ้ยฟางมีอำนาจไม่น้อยในหมู่ขันทีด้วยกันจากการเป็ขันทีที่ใกล้ชิดพระสนมเอกเยว่ฮวา และชีวิตของเขาก็เปล่งประกายความมั่งคั่งออกมาอย่างเหลือล้น ทุกเช้าจะมีนางกำนัลชงชามาส่งให้เขานั่งจิบอยู่หน้ากระจกทองเหลืองอย่างผ่อนคลาย ไม่ต่างจากเ้านายของตำหนัก
“ข้าได้ยินมาว่าท่านกุ้ยเก็บเงินส่งให้น้องสาวของเขาซื้อที่ดินนอกเมืองหลวงเก็บไว้หลายร้อยหมู่ทีเดียวล่ะ” อาเฟยแอบกระซิบระหว่างพักกินข้าวเที่ยง
“แล้วก็ว่ากันว่าถ้าท่านกุ้ยอารมณ์ดี เขาจะให้เบี้ยเลี้ยงพิเศษกับขันทีที่ประจบถูกจังหวะด้วยนะ”
หลี่เอินตาเป็ประกาย “หากข้าทำดีให้เขาถูกใจบ้าง ข้าจะได้กินเนื้อปลากี่คำกันนะ..”
เหอซือหานไม่พูดอะไร เขาเพียงแต่แอบจ้องมองขันทีาุโที่นั่งอยู่หัวโต๊ะกินข้าวมื้อใหญ่ ในจานมีเนื้อปลาเกล็ดเงินทอดทั้งตัว ข้างจานมีถ้วยเหล้าส่งกลิ่นหอมกรุ่นโชยมาตลอดเวลา อยู่เงียบๆ
ใช่..มีเงิน มีอำนาจ มีอาหารดีๆ มีคนที่คอยเอาอกเอาใจ..แต่ไม่รู้ว่าสิ่งเ่าั้กุ้ยฟางต้องแลกกับอะไรมาบ้าง?
สามปีที่ล่วงผ่าน เขาเห็นขันทีสุจริตและทุจริตมาหลายรูปแบบ ขันทีบางคนเรียกรับเงินจากนางกำนัลชั้นต่ำแลกกับการเอ่ยปากชมนางสักครั้งต่อหน้าเ้านายผู้สูงศักดิ์ หรือบางคนก็รับจ้างขันทีด้วยกันเข้าเวรหรือทำหน้าที่แทนเพียงเพราะ้านำเงินเ่าั้ไปเลี้ยงดูสตรี!!
“กินไม่ลงแล้ว..” อยู่ดีๆ กุ้ยฟางก็เอ่ยออกมาทำให้เหอซือหานกลับมามีสติอีกครั้ง
เขาใแทบแย่เมื่อสบเข้ากับสายตาเ็าของกุ้ยฟางเข้าโดยบังเอิญ..หรือเป็เพราะเขาเผลอจ้องมองกุ้ยฟางนานเกินไปจนอีกฝ่ายรู้สึกตัว!!
โชคดีที่กุ้ยฟางมองเลยผ่านศีรษะของเขาไปด้านหลัง แววตาไม่เห็นหัวผู้ใดเช่นเคย
“ที่เหลือนี่ก็เอาไปแบ่งกันกินแล้วกัน" กุ้ยฟางกล่าวจบก็ลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารโดยมีขันทีอีกสองคนเดิมตามหลังเขาไปไม่ห่าง
หลี่เอินถลาไปถึงหัวโต๊ะเป็คนแรกในกลุ่ม เขามองไปที่ปลาเกล็ดเงินทอดที่เนื้อส่วนท้องปลาถูกคีบออกไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนอีกสองอย่างเป็ผัดผักใส่เนื้อหมูมันเยิ้มน่ากินและบะหมี่เ็ามโตอีกหนึ่งชามที่ยังไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่น้อย
“เ้าสองคนเอาปลาทอดไป พวกเราจะเอาผัดผักกับบะหมี่เย็น” หลี่เอินตัดสินใจผลักจานปลาไปให้นางกำนัลสองคนที่ยังนั่งรอทำความสะอาดโต๊ะอยู่ใกล้ๆ
“ให้เราสองคน!?” นางกำนัลนางหนึ่งชี้มือเข้าหาตัว สีหน้าแปลกใจ
“พวกเ้าอย่างกไปหน่อยเลย พวกเรามีกันสี่คน พวกเ้ามีแค่สองคน ปลานั่นก็เป็อาหารที่ดีที่สุดบนโต๊ะแล้ว ก็แค่เนื้อหายไปคำเดียวเอง" หลี่เอินตัดพ้อ
“ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย..ปกติท่านกุ้ยก็จะใจดีกับพวกขันทีด้วยกันมากกว่านางกำนัลอย่างพวกเรานัก อาหารทั้งหมดนี้เขาไม่ได้มอบให้พวกเราหรอก พวกท่านเอาไปเถิด” นางกำนัลอีกคนรีบแก้ตัว
“เขาไม่ได้เอ่ยออกมาสักหน่อยว่าจะให้พวกเราสี่คนเท่านั้น พวกเ้าก็อยู่ที่นี่ด้วยพวกเ้าก็ต้องมีส่วนแบ่ง” เหอซือหานกล่าว
นางกำนัลสองคนฉีกยิ้มกว้างตาเป็ประกาย รีบหยิบจานปลาแยกออกมานั่งกินกันสองคนที่มุมหนึ่ง มีความรู้สึกดีกับขันทีใหม่สี่คนนี้ยิ่งนัก