มหาศาสตรากู้แผ่นดิน

    ตอนที่ 29 งานบวชพันผา

    ตอนที่29 งานบวชพันผา

     

    รุ่งเช้าวันต่อมาเวลาเก้าโมงเช้าณ บริเวณลานหน้าวัดท่าเสด็จ.........

     

    หลังจากที่หลวงตาเสาร์ได้ให้ผู้ใหญ่ไปบอกผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านมาปลงผมให้กับพันผาในเช้าวันนี้และเมื่อถึงเวลาเก้าโมงเช้าตามที่นัดหมายและทุกคนมาครบแล้ว หลวงตาเสาร์ก็ได้หยิบเอากรรไกรขึ้นมาเพื่อตัดเอาผมของพันผาเป็นคนแรกให้เป็นศิริมงคล ในขณะที่พันผานั่งอยู่บนเก่าอี้พร้อมกับถือใบบัวเอาไว้อยู่ในมือในท่าประนมมือก่อนที่ท่านจะเชิญคนอื่นให้มาปลงผมพันผาต่อไป........

     

    อุอุ อุ!

     

    “เชิญผู้ใหญ่ผู้เฒ่า ผู้แก่ และทุกๆคนเขามาปลงผมให้กับนาคผากันเถอะ!เมื่อเสร็จแล้วจักได้เริ่มทำพิธีต่อไปกัน” หลังจากที่หลวงตาเสาร์ได้ตัดปลงผมให้กับพันผาแล้วท่านก็ได้ส่งต่อกรรไกลให้กับผู้ใหญ่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่และทุกคนในหมู่บ้านที่มา เพื่อตัดผมให้กับนาคผาต่อ........

     

    หนึ่งชั่วโมงผ่านไป.......

     

    หลังจากที่ทุกคนได้ปลงผมให้กับนาคผากันหมดแล้วหลวงตาเสาร์ก็ได้เข้ามาโกนผมของนาคผาที่ยังเหลืออยู่ออกให้จนหมด จนกระทั่งหัวโล้นไม่มีผมสักเส้นซึ่งถือว่าพิธีปลงผมนาคในวันนี้ก็ได้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว........

     

    อ๊ะเอาละ!

     

    “ดูดีขึ้นเยอะเลยนะนาคผาเอ้ย!” หลังจากที่หลวงตาเสาร์ได้เทน้ำรดไปบนหัวของนาคผา เพื่อที่จะทำความสะอาดเส้นผมที่ยังติดอยู่บนหัวออกให้หมดแล้วหลวงตาก็ได้กล่าวชมนาคผาโดยใช้คำพูดที่แฝงความในเอาไว้ว่าพันผาดูดีและเหมาะสมเมื่อปลงผมแล้ว.......

     

    “หลวงตาเจ้าค่ะก่อนหน้านี้พ่อนาคก็ดูดีอยู่แล้วนะเจ้าค่ะ! ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่มีผมแล้วก็เถอะยังไงพ่อนาคก็เป็นขวัญใจของสาวๆในหมู่บ้านอยู่ดีว่าแต่เมื่อไหร่หลวงตาจะสึกล่ะเจ้าค่ะ?” หญิงสูงอายุคนหนึ่งที่นั่งดูอยู่ไม่ไกลนักได้พูดขึ้นด้วยท่าทางหยอกล้อ หลังจากที่หลวงตาเสาร์ได้พูดชมนาคผาเสร็จซึ่งหญิงสูงอายุคนนี้ดูท่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับหลวงตาเลย.........  

     

    อแฮ่ม!

     

    “เย็นนี้ก็ให้ทุกคนไปทำพิธีสู่ขวัญนาคผาที่บ้านของผู้ใหญ่สุขก็แล้วกันและวันพรุ่งนี้ตีห้าก็ให้พากันเข้ามาแห่นาครอบพระอุโบสถสักสามรอบก่อนนะ แล้วก็อย่าให้เกินละเดี๋ยวมันจะไม่งาม เมื่อเสร็จแล้วก็จะได้ส่งตัวเขาโบสแล้วทำพิธีการสำคัญต่อไป!”หลวงตาเสาร์ได้สั่งงานกับชาวบ้าน ให้จัดการพิธีการในเย็นวันนี้ให้เสร็จรวมถึงบอกพิธีการในงานวันพรุ่งนี้ด้วย ก่อนที่จะให้ทุกคนได้แยกยายกันกลับไปทำหน้าที่ของแต่ละคนเมื่อเข้าใจกันแล้ว.........

     

    เจ้าค่ะ/ขอรับหลวงตา!

     

    “งั้นก็เอาตามนี้นะทุกคน! หกโมงเย็นก็ขอเชิญมาร่วมพิธีสู่ขวัญนาคที่บ้านของข้ากันนะ ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ที่ต้องมาทำพาขวัญนาคให้กับนาคผาก็ให้พากันมาเสียก่อนเวลาละ!” ผู้ใหญ่สุขลุกยืนขึ้นหลังจากที่ตอบรับหลวงตาเสาร์แล้วก่อนจะหันหน้าไปบอกกับลูกบ้านทุกๆคน ให้มาช่วยและร่วมงานสู่ขวัญนาคในเย็นวันนี้........

     

    ขอรับ/จ้าผู้ใหญ่!

     

    หกชั่วโมงครึ่งผ่านไปณ บ้านของผู้ใหญ่บ้าน........

     

    หลังจากที่ถึงเวลาหกโมงเย็นตามที่นัดหมายกันแล้วทุกคนก็ได้เข้ามาร่วมพิธีสู่ขวัญนาคที่บ้านของผู้ใหญ่สุขจนเกือบจะครบแล้วขาดก็เพียงแต่หนุ่มๆสาวๆบางคนที่ยังไม่มา ซึ่งในเวลานั้นหมอสูตรขวัญก็ได้ทำหน้าที่ของตนเองทันทีเพราะมันได้เวลาตามที่กำหนดแล้ว……..

     

    อีกครึ่งชั่วโมงผ่านไป........

     

    หลังจากที่หมอสูตรขวัญทำพิธีเสร็จแล้วพวกผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านและทุกคนที่เข้ามาร่วมงาน ก็ได้พากันถยอยเข้าไปผูกแขนให้แก่นาคผาตามประเพณีแต่โบราณนานมาก่อนจะพากันออกมาร่วมกินข้าวเย็นที่ทางผู้ใหญ่บ้านได้ตระเตรียมเอาไว้ แล้วค่อยแยกย้ายกันกลับบ้านของใครของมัน.......

     

    เช้าวันถัดมา......

     

    เวลาตีสี่ห้าสิบณ พระอุโบสถวัดบ้านท่าเสด็จ..........

     

    โฮ่ฮี่ โฮ่ ฮี่ โฮ่ ฮี่ โหยยย! ฮี้ววววววว! (สามครั้ง)

     

    ม่งม่ง ม่ง ม่งฉึ่งม่ง ม่งฉึ่งม่ง ม่งฉึ่งม่ง ฉึ่งม่ง ฉึ่งม่ง!

     

    เสียงโฮ่ร้องด้วยความสนุกสนานของชาวบ้านท่าเสด็จที่มาร่วมแห่นาคผาและเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่สามารถหาได้เช่น ฆ้อง ฉิ่งและกรับก็ได้ดังขึ้นไปพร้อมๆกันในขณะที่เดินเวียนรอบพระอุโบสถจนกว่าจะครบสามรอบตามประเพณีบวชพระซึ่งชาวบ้านท่าเสด็จทุกคนต่างก็พากันยิ้มแย้มแจ่มใสที่ได้มาร่วมแห่นาคกันในวันนี้……

     

    ซึ่งนานมากแล้วที่ไม่ได้มีผู้ใดในหมู่บ้านนี้เลยที่บวชพระเพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาศึกสงครามที่วุ่นวายเลยทำให้หนุ่มๆที่ถึงเวลาบวชไม่ได้บวชเนื่องจากต้องค่อยดูแลหมู่บ้านยามเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีใครมาบวชเลยจนกระทั่งพันผามาบวช ชาวบ้านเลยถือว่าเป็นบุญใหญ่ของทุกคนในบ้านท่าเสด็จ.........

     

    สามสิบนาทีผ่านไป.......

     

    “พ่อนาค!ลงจากหลังของไอ้โอ่ง แล้วมาล้างเท้าก่อนเข้าพระอุโบสถเถิด!”เสียงของผู้ใหญ่บ้านได้ดังขึ้น เพื่อบอกให้นาคผามาล้างเท้าก่อนแล้วจะได้เข้าไปทำพิธีต่อในพระอุโบสถ.......

     

    อื้ม!

     

    ซ่าซ่า ซ่า!

     

    “เสร็จแล้วก็ขอเชิญพอนาคเข้าพระอุโบสถได้แล้วและก็อย่าลืมให้ก้าวข้ามเข้าไป โดยมิให้เหยียบพระแม่ธรณีประตูด้วยนะ!” ไอ้ทิตที่ยืนอยู่หน้าประตูพระอุโบสถได้พูดขึ้นบอกนาคผาให้ก้าวข้ามเข้าไปในพระอุโบสถ และระวังไม่ให้ไปเหยียบที่พระแม่ธรณีประตูเป็นอันขาดเพราะตามประเพณีแต่โบราณที่มีมานั้น เชื่อกันว่าจะมีพระแม่ธรณีคุ้มครองที่ประตูของพระอุโบสถของทุกๆวัด........

     

    อื้ม!

     

    ตุบ!

     

    หลังจากที่ทุกคนส่งนาคผาเข้าพระอุโบสถเป็นที่เรียบร้อยแล้วเสียงสวดของพระภิกษุสงค์ที่อยู่ในพระอุโบสถก่อนหน้านี้แล้วก็ได้ดังขึ้นมาเพื่อเป็นการบอกว่าพิธีบวชได้เริ่มแล้ว........

     

    สองชั่วโมงผ่านไป.........

     

    แก้ก!

     

    แอ้ดดดดด!

     

    “นั้น!พระผาออกมาแล้วพวกเรา!”

     

    “สาธุสาธุ สาธุ อนุโมทามิ!

     

    หลังจากที่พระรูปหนึ่งได้เปิดประตูของพระอุโบสถพระผาก็ก้าวออกมาจากข้างหลังประตูของพระอุโบสถ ซึ่งในตอนนี้พันผาได้เปลี่ยนเป็นพระผาที่แล้วและได้นุ่งห่มจีวรคลุมทั่วร่างจนทำให้ทุกคนที่เห็นรู้สึกน่าเลื่อมใสและเป็นสง่าอย่างมาก………

     

    และในที่สุดพระผาก้าวเดินออกมาเสียงของชาวบ้านท่าเสด็จก็ได้ดังกึกก้องไปจนทั่วบริเวณวัดด้วยคำว่าสาธุบางคนก็ก้มลงกราบอย่างไม่รู้ตัวราวกับว่าตนได้เห็นเกจิอาจารย์ชื่อดังที่บวชมาหลายสิบพรรษาแล้วซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นพระผาก็ได้ส่งสายตามาดูกล้วยที่กำลังยืนประนมมืออยู่ข้างล่างของพระอุโบสถด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข........

     

     “พระท่านพ่อขอรับ!” กล้วยอุทานขึ้นมาเบาๆหลังจากที่เขาได้เห็นพระพันผาจากด้านล่างซึ่งเขาได้แสดงสีหน้ายิ้มแย้มออกมาอย่างมีความสุขและปลื้มปิติที่ได้เห็น.......

     

    ในขณะนั้นเองคณะสงฆ์ทั้งหมดซึ่งนำโดยหลวงตาเสาร์เจ้าอาวาสก็ได้เดินลงจากพระอุโบสถวัดบ้านท่าเสด็จ และมุ่งหน้าสู่ศาลาการเปรียญเพื่อฉันข้าวเช้าซึ่งชาวบ้านท่าเสด็จทั้งหมดได้จัดเตรียมสำรับอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เมื่อพระภิกษุทั้งหมดที่เชิญมารวมถึงหลวงตาเสาร์และพระใหม่อย่างพันผาไปถึงศาลาการเปรียญจะได้ฉันเลย.........

     

    สามชั่วโมงผ่านไปเป็นเวลาประมาณเก้าโมงเช้า ณ พระอุโบสถวัดบ้านท่าเสด็จ..........

     

    หลังจากที่คณะสงฆ์ฉันข้าวเช้าเสร็จแล้วท่านทั้งหลายก็พากันแยกย้ายกลับไปยังวัดของตนเองโดยมีพรานหนุ่มนำทางไปส่ง ส่วนหลวงตาเสาร์เจ้าอาวาสวัดบ้านท่าเสด็จก็ได้พาพระผาเข้าไปเพื่อสวดมนต์ทำวัตรเช้าซึ่งก็จะมีการให้เจริญกรรมฐานแก่พระใหม่ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นการให้โอวาทแก่พระที่บวชใหม่ในการถือครองสมณะเพศนั่นเอง..........

     

    โยโสภัควา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ!

     

    ซึ่งการทำวัตรนั้นถือเป็นกิจวัตรประจำวันของพระภิกษุสงฆ์ที่จะต้องเข้ามาปฏิบัติกันในทุกๆเช้า หากวัดที่เคร่งหน่อยก็จะสวดมนต์ถึงสามเวลาคือตีสีครึ่ง แปดโมงครึ่ง และหกโมงเย็น หรือวัดที่ไม่เคร่งมากเขาก็จะไม่สวดกันเลยแล้วแต่ว่าใครจะสวดเวลาใดตามสะดวก……

     

    นอกจากการทำวัตรแล้วก็ยังมีการเข้าพรรษาด้วย ซึ่งในช่วงเข้าพรรษานั้น เหล่าพระภิกษุก็จะใช้เวลาในช่วงนี้เพื่อเรียนรู้ศาสตร์วิชาต่างๆเพราะไม่ต้องออกไปบิณฑบาต จึงมีเวลามากยิ่งขึ้นให้ศึกษาวิชาเหล่านั้นแต่หากเป็นสมัยนี้คงต้องไปเข้าเรียนนักธรรมชั้น ตรี โท และเอก ให้จบตามลำดับชั้นขึ้นไปและก็ยังมีการโปรดเทศสนาแก่ชาวบ้านในยามเช้าของวันพระ รวมถึงงานประเพณีทอดกฐิน.........

     

    ครึ่งชั่วโมงผ่านไป……

     

    หลังจากที่ทั้งสามทำสมาธิอยู่ในพระอุโบสถไปได้หลายชั่วโมงหลวงตาเสาร์ก็ได้ลืมตาขึ้นมา แล้วท่านจึงได้พูดอบรมสั่งสอน ทั้งพระผาและเจ้ากล้วยที่ตามมาทีหลังให้ประพฤติตนอยู่ในทำนองครองธรรมไม่ไปก่อกรรมทำเข็น ให้มุ่งมั่นกระทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ซึ่งทั้งสองก็ได้ประนมมือพยักหน้าฟังด้วยความตั้งใจ...........

     

    “หากวันใดที่หลวงตาไม่อยู่แล้วหรือเกินเหตุอันใดขึ้นในภายภาคหน้า คงจักต้องเป็นธุระของพวกเอ็งทั้งสองคนแล้วกระมัง!”หลังจากที่หลวงตาเสาร์พูดให้โอวาททั้งสองเสร็จแล้ว ท่านก็ได้พูดบางอย่างที่ดูเหมือนจะบอกเป็นความในไม่ต่างกับคำสั่งเสีย..........

     

    “หลวงตาจักไปไหนขอรับกระผมคงเหงาแย่ถ้าหลวงตาไม่อยู่เสียหลายวัน!?” กล้วยรู้ดี่ว่าหลวงตาเสาร์ต้องการจะสื่อถึงอะไรแต่เขาก็ยังถามออกไปด้วยท่าทางที่ไร่เดียงสาตามประสาของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเพื่อที่จะไม่ให้บรรยากาศมันดูตรึงเครียดไป.........

     

    “หลวงตาเองก็อยากจักไปเที่ยวบ้างไม่ได้หรือเจ้าหนูกล้วย”หลวงตาเสาร์ได้ยิ้มและพูดตอบกล้วยกลับไป ซึ่งท่านคิดว่ากล้วยคงไม่รู้ความหมายที่ตนจะสื่อ……

     

    “ไปเที่ยวไหนหรือขอรับหลวงตาให้กล้วยไปด้วยคนได้ไหมขอรับ กล้วยจะได้อยู่รับใช้หลวงตาไงขอรับ ไม่ดีหรือ?!”กล้วยยังคงแสดงละครต่อไป พร้อมทั้งยิ้มด้วยใบหน้าที่สดใส…….

     

    “ไม่ได้ดอก! ครั้งนี้หลวงตาจะไปผู้เดียวจะมิเอาเอ็งไปด้วยดอกเจ้ากล้วย ฮา ฮา ฮา!” หลวงตาเสาร์เองก็ยังคงทำสีหน้ายิ้มแย้มเอาไว้เพราะท่านเห็นว่ากล้วยยังดูไม่รู้ความแต่ทว่าภายในใจของท่านนั้นเศร้าและเสียใจมากที่ต้องจากไปทั้งอย่างนี้เพราะท่านจะไม่ได้เห็นสีหน้าที่ใสซื่อของกล้วยอีกต่อไปแล้วเมื่อตนสิ้นอายุขัย.........

     

    “ไม่ได้งั้นหรือขอรับหลวงตาหลวงตาจะไม่ให้กระผมไปด้วยจริงๆหรือขอรับ?!” กล้วยเริ่มเปลี่ยนสีหน้าของเขาไปเล็กน้อยจากเดิมที่ยังยิ้มกว้างอยู่ก็เริ่มที่จะหุบลงเพราะไม่อาจที่จะทำใจยอมรับเรื่องนี้ได้เขาอยากที่จะพูดและยื้อเวลาให้มากกว่านี้ แต่ก็พูดอะไม่ออกเลย.........

     

    “เอาละวันนี้พอแค่นี้กันก่อน พวกเจ้าทั้งสองพากันไปพักกันเถอะ พระผา! กุฏิของท่านอยู่ติดกับกุฏิของหลวงตานั้นแหละพากันไปดูเสียสิ!” เมื่อหลวงตาเสาร์เห็นสีหน้าของกล้วยที่เปลี่ยนไปท่านจึงไม่อยากที่จะพูดถึงเรื่องนี้ต่อไป เลยเปลี่ยนเรื่องไปบอกให้พระผากับกล้วยไปพักผ่อนพร้อมกับบอกว่ากุฏิใหม่ของพระผาอยู่ตรงไหนด้วย แล้วให้ทั้งสองเดินไปดูกุฏิใหม่เอาเอง.........

     

    “ขอรับหลวงตา!”

     

    ตุบตุบ ตุบ

     

    หลังจากที่หลวงตาเสาร์พูดจบพระผากับกล้วยก็ได้กราบลา พร้อมกับลุกขึ้นเดินออกมาจากพระอุโบสถทันที............

     

    บ่ายสามโมงเย็น.........

     

    แคว้กแคว้ก แคว้ก

     

    ตุบตุบ ตุบ

     

    “มีไม้กวาดอีกไหมขอรับหลวงตากระผมอยากช่วย!” พระผาเดินเข้าไปถามหาไม้กวาดจากหลวงตาเสาร์ เพราะอยากจะช่วยกวาดใบไม้ตามบริเวณวัดด้วยคน......... 

     

    “เอ้อ!ดีเลย ดีเลย ไม้กวาดวางอยู่ใต้ต้นไม้นั่นแหละพระผา เลือกเอาอันที่ชอบเลยนะแต่ดูให้ดีๆละ เพราะบางอันก็บานหมดแล้ว!” หลวงตาเสาร์บอกตำแหน่งของไม้กวาดว่าอยู่ตรงไหนก่อนจะชี้นิ้วไปทางโคนต้นไม้ที่อยู่หางออกไปไม่ไกลนัก........

     

    ขอรับหลวงตากระผมจะเลือกให้ดี!

     

    สองชั่วโมงผ่านไป........

     

    ตุบตุบ ตุบ

     

    หลังจากที่พระผาได้กวาดลานวัดช่วยหลวงตาเสาร์เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ได้เอาไม้กวาดไปเก็บไว้ที่เดิม ก่อนจะเดินเขามานั่งที่ไต้ต้นไม้กับหลวงตาเสาร์.......

     

    “พระผา! ช่วงเวลาบ่ายสามโมงเย็นนี่แหละเป็นเวลาที่ดีที่จะออกมากวาดวัด หากเราไม่ติดภารกิจอันใดหรือมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำก็ลงมากวาดลานวัดหรือที่ไหนในวัดที่เราเห็นว่ามันรกไม่สะอาดตาก็ให้ทำความสะอาดได้เลยพวกชาวบ้านจะได้ไม่หาว่าเราเป็นพระจำพวกฉันเช้าแล้วเอน ฉันเพลแล้วนอน อีกอย่าง!การกวาดทำความสะอาดนี้ยังช่วยทำให้จิตใจเราสงบด้วยนะ”

     

    ในขณะที่พระผาได้นั่งลงไม่นานหลวงตาเสาร์ก็ได้พูดขึ้นมาว่าเวลาในช่วงบ่ายสามโมงนั้นเป็นเวลาที่ดีเหมาะแก่การออกมากวาดวัด เพราะในเวลานี้ใบไม้แห้งมักจะล่วงหล่นจนเกือบหมดแล้วหากกวาดเช้าก็ต้องมากวาดเย็นอีก ดังนั้นจึงให้รอเวลาที่เหมาะสมแล้วค่อยมากวาดทีเดียว.......

     

    “ขอรับหลวงตากระผมจะออกมาทำความสะอาดวัดทุกๆวันในช่วงบ่ายสามโมงเลยขอรับ!” พระผาได้พยักหน้าตอบรับอย่างเข้าใจในสิ่งที่หลวงตาเสาร์ได้บอกแก่ตน........

     

    ดีมากพระผา!