ตอนที่ 30: อุ่นไอเสบียงยามพักศึก และการสมทบแห่งขุนพล
วิ้ง... ติ๊ด...
เสียงสัญญาณเตือนเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียม Aether Transmitter บนแผงคอนโซลชั้น 10 ผสานเข้ากับเสียงลมหายใจโรยราของน้ำมนต์และโมนา ภายในห้องควบคุมหลักที่สว่างไสวด้วยแสงสีฟ้าจากแกนคริสตัลมานา บรรยากาศแห่งความตึงเครียดตลอดหลายชั่วโมงค่อยๆ คลายลงชั่วคราว
กรู๊ด...
เสียงท้องร้องเบาๆ ดังกวนขึ้นจากร่างของโมนา หญิงสาวสวมชุดวอร์มฮู้ดเปรอะคราบเขม่าดำ ทรุดตัวลงนั่งพิงกับขอบเคาน์เตอร์โลหะ ใบหน้าใสที่เคยสดใสบัดนี้ซูบผอม ขอบตาคล้ำด้วยความเหนื่อยล้า เลือดกำเดาแห้งกรังอยู่ที่มุมจมูกจากการเค้นใช้พลังสปีด 50 เท่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ฮะๆ ... โทษทีนะน้ำมนต์" โมนาส่งยิ้มแหยๆ ให้เขา สองมือเอากุมท้องไว้ด้วยความอาย "กระติกน้ำกรองรังสีเราหมดเกลี้ยงตั้งแต่ป่าคอนกรีต... ร่างกายฉันเหมือนจะใช้พลังงานไปจนหมดแม็กแล้วจริงๆ"
น้ำมนต์ที่คุกเข่าปรับลมหายใจ อานาปานัสสติ อยู่ใกล้ๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีเข้มฉายแววเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง สภาพของเขาเองก็ไม่ได้ต่างกัน เสื้อยืดแขนกุดขาดวิ่น รอยไหม้สีดำจากไฟหมื่นโวลต์ของกอร์กอนไซเบอร์ยังทิ้งรอยแผลแสบพร่าไว้บนอกและแผ่นหลัง ผ้าดิบพันมือขวาเปียกชื้นไปด้วยคราบเลือดและเหงื่อ
"ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับโมนา..." น้ำมนต์พยุงกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขาสั่นระริกจากความหิวโหยและความอ่อนล้า "คนเราไม่ใช่หุ่นยนต์ ร่างกายกับจิตมันต้องอาศัยธาตุสี่ผสานกัน... ไม่ได้กินอะไรมาเป็นวันๆ จิตสมาธิผมเองก็เริ่มสั่นคลอนเหมือนกัน"
"เจ้าโฮสต์! ยัยหนู! มองมาทางนี้!" เสียงเอเต้ดังกังวานขึ้น วงกลมแสงสีฟ้าลอยไปหยุดอยู่หน้าตู้โลหะความปลอดภัยมุมห้อง "ฉันใช้อาคมสแกนโครงสร้างพบ 'ช่องตู้เสบียงทหารฉุกเฉิน (Emergency Survival Vault) ' ของสถาบันวิจัยนี้! มันถูกล็อกด้วยรหัส ศป.ม. ระดับ 2!"
โมนาฝืนยันกายลุกขึ้น ใช้ถุงมือนาโนที่ข้อมือสแกนปลดล็อกประตูตู้เหล็กทันที!
ครืน... วูบ!
ภายในตู้โลหะปรากฏแท่ง 'อาหารอัดแท่งโภชนาการสูง (MRE-Mana Bar) ' นับสิบกล่อง พร้อมกระป๋อง 'น้ำแร่นิวเคลียร์บริสุทธิ์ฉีดแร่ธาตุ' ที่ถูกซีลสุญญากาศไว้อย่างดี!
น้ำมนต์และโมนาหยิบอาหารอัดแท่งและกระป๋องน้ำมาเปิดทานร่วมกันข้างแกนคริสตัล รสชาติของอาหารอัดแท่งเนื้อละเอียดที่เค็มมันผสานกับน้ำแร่เย็นเจี๊ยบที่ไหลผ่านลำคอ ค่อยๆ ฟื้นฟูพละกำลัง คลื่นสารอาหารและน้ำชุ่มฉ่ำแทรกซึมเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดและกล้ามเนื้อที่อ่อนล้า
ความอุ่นไอจากอาหารและแสงสีส้มทองของแกนคริสตัล ทำให้บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองเต็มไปด้วยความสงบ นิ่ง และลึกซึ้ง โมนาเอียงศีรษะลงซบกับไหล่ของน้ำมนต์เบาๆ ขณะจิบน้ำ น้ำมนต์ไม่ได้ขยับหนี แต่กลับเอียงหัวเข้าหาเธอ สองมือประสานกุมกันไว้แน่นเพื่อส่งผ่านความอบอุ่น
"ถ้าเรากลับออกไปข้างนอกได้..." โมนาพึมพำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ฉันจะพานายไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือแถววัดป่าของนาย... ฉันเลี้ยงเอง"
น้ำมนต์ยิ้มบางๆ นัยน์ตาอบอุ่น "ตกลงครับโมนา... แต่ต้องเพิ่มแคปหมูพิเศษด้วยนะ"
ทั้งคู่หัวเราะเบาๆ ร่วมกัน รอยยิ้มแรกในรอบหลายวันฉาบทาบนใบหน้าท่ามกลางมิติต้องคำสาป
ในเวลาเดียวกัน... ณ ภูมิประเทศรอบนอกของหุบเขากลลวง...
เสียงก้าวเท้าอันหนักหน่วงและเสียงอาวุธกระทบกันดังก้องขึ้นท่ามกลางซากหินโลหะ ขบวนเดินทางของ ผู้กองเดช ทหารหน่วยรบพิเศษ ศป.ม. หกนาย และกลุ่มชาวบ้านอพยพอีกสามสิบชีวิต กำลังเดินเท้าอย่างระมัดระวัง
พวกเขามุ่งหน้าลัดเลาะไปตาม 'แนวสันเขาหินปูนรอบนอก' ซึ่งทอดตัวยาวอ้อมผ่านม่านหมอกสีม่วงของหุบเขากลลวง
"ผู้กองครับ..." ทหารยศจ่าคนหนึ่งกระชับปืนไมโครมานา พลางมองลงไปที่ม่านหมอกสีม่วงเข้มข้นเบื้องล่าง "ถ้าพวกเราไม่เดินอ้อมแนวหินปูนนี้... แต่เดินตัดผ่านหุบเขาตรงๆ เหมือนน้ำมนต์กับโมนา มีหวังได้คลั่งฆ่ากันเองตายยกค่ายแน่ๆ"
"ใช่..." ผู้กองเดชพูดเสียงต่ำ นัยน์ตาเพ่งมองเส้นทาง "หมอกมายานั่นมันกัดกร่อนจิตมนุษย์... มีแค่คนที่สมาธิฌานสูงส่งแบบน้ำมนต์ กับคนจิตแข็งแบบโมนาเท่านั้นที่ฝ่ามันไปได้ โชคดีที่พวกรอยแยกอสูรและสัตว์อสูรกลายพันธุ์เอง ก็หวาดกลัวคลื่นจิตประสาทในหมอกนั่น พวกมันเลยไม่กล้าบุกเข้าใกล้แนวขอบหินปูนนี้เหมือนกัน!"
การเดินอ้อมขอบนอกหุบเขาแม้จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นเท่าตัว และต้องไต่ซากหินโลหะสูงชันอย่างทรหด แต่เป็นเส้นทางปลอดภัยเดียวที่ทำให้ทหารและชาวบ้านรอดชีวิตมาได้จนถึงปากทางออกอีกฟาก!
และทันทีที่ขบวนเดินทางลัดอ้อมมาถึงลานกว้างหน้าสถาบันวิจัยวิศวกรรมมิติ...
ตู้มมมมมมมม!
ลำแสงคลื่นมานาสีส้มทองขนาดยักษ์ก็ยิงพุ่งทะลวงจากยอดตึกสถาบันวิจัยขึ้นสู่ท้องฟ้าพอดี! ลำแสงสีทองทำปฏิกิริยากับม่านอากาศ กระจายคลื่นความถี่ต้านมิติมืดไปทั่วบริเวณ!
"นั่นสัญญาณจากยอดตึก!" ผู้กองเดชเบิ่งตากว้างด้วยความตื่นเต้น "น้ำมนต์กับโมนาทำสำเร็จแล้ว! พวกเขากู้ระบบสถาบันวิจัยได้แล้ว!"
"ทหารทุกคน! นำชาวบ้านเข้าไปตั้งค่ายแนวรับในตึกสถาบันวิจัยด่วน!"
ครืนนนนนนน!
ประตูเหล็กกล้าหน้าสถาบันวิจัยเปิดออก น้ำมนต์และโมนาที่เพิ่งพักฟื้นพลังงานเต็มอิ่ม เดินลงมาจากลิฟต์ชั้น 10 เพื่อต้อนรับขบวนเดินทางของผู้กองเดช
ภาพการพบกันของคนทั้งหมดเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและโล่งอก! ชาวบ้านและเด็กๆ ร้องไห้ด้วยความดีใจเมื่อเห็นว่าข้างในสถาบันวิจัยมีทั้งระบบกรองอากาศ แสงสว่าง และความปลอดภัยจากบาเรีย
"พวกแกสองคน... สุดยอดจริงๆ" ผู้กองเดชเดินเข้ามากอดไหล่น้ำมนต์และโมนาด้วยความทึ่ง "พวกฉันเดินอ้อมขอบนอกหุบเขามา มองเห็นลำแสงสีทองยิงขึ้นฟ้า... รู้เลยว่าพวกแกทำได้!"
"ผู้กองครับ..." น้ำมนต์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "สถาบันวิจัยแห่งนี้คือหัวใจหลักในการส่งสัญญาณล็อกประตูมิติไว้... ข้างนอกเขารับสัญญาณเราได้แล้ว และตอนนี้ สถาบันนี้จะต้องกลายเป็น 'ศูนย์บัญชาการส่วนหน้า (FOB) ' ของเรา!"
"ถูกต้อง!" โมนาเสริมพลางฉายหน้าจอโฮโลแกรม "แต่ระบบส่งสัญญาณดาวเทียมนี้มันส่องออร่าสีทองสว่างจ้าไปทั่วทุกทิศทาง... อีกไม่นาน อสูรร้ายในมิติและคนของวิศรุต ต้องบุกมาถล่มสถาบันนี้เพื่อปิดสัญญาณแน่ค่ะ!"
ผู้กองเดชกระชับปืนไมโครมานา นัยน์ตาทอดมองทหารและซากป้อมปืนเตือนภัยรอบตึกด้วยความมุ่งมั่น "ไม่ต้องห่วงยัยหนู! กองกำลัง ศป.ม. ของฉันจะช่วยตั้งแนวรับ คุมอาวุธป้อมปืนอัตโนมัติของสถาบัน และรักษาฐานที่มั่นนี้ไว้ด้วยชีวิต! ส่วนพวกแกสองคน... เตรียมตัวรับกองหนุนที่จะข้ามมาจากโลกมนุษย์ได้เลย!"
ท่ามกลางมื้ออาหารเติมพลัง ความอบอุ่นแห่งพันธมิตร และการจัดตั้งแนวรับปราการสถาบันวิจัย... ศึกใหญ่ในการป้องกันฐานทัพและยุทธการบุกหอคอยแกนกลาง กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ!