แสงอรุณทอประกายผ่านแนวร่องฟ้าสว่างไสวขึ้นทีละน้อย หลินเหยียนสะพายตะกร้าสานไม้ไผ่ที่กระชับสายปะชุนหนานุ่มไว้บน่บ่า ก้าวเดินออกจากประตูรั้วไม้ไผ่เตี้ยท้ายหมู่บ้านชิงซีมาตามทางเดินดินที่ถูกถมทับด้วยผืนหิมะขาวโพลน
เสียงฝีเท้าย่ำลงบนพื้นหิมะดัง ‘กรวบ... กรวบ...’ สม่ำเสมอเป็จังหวะ คลอไปกับเสียงกระแสน้ำไหลเอื่อยของลำธารใสครามที่ทอดยาวเลาะขนานไปกับตัวหมู่บ้าน ลมหนาวโชยพัดผ่านใบหน้าหอบเอาไอเย็นและกลิ่นสะอาดของหิมะละลายจาง ๆ มาปะทะ ทว่าหัวใจของเด็กหนุ่มในยามนี้ กลับเปี่ยมด้วยความอบอุ่นและมีชีวิตชีวายิ่งนัก
เมื่อก้าวพ้นขอบเขตของแนวป่าไผ่เชิงเขาอันเงียบสงบ ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปทีละน้อย จากทางเดินดินเปลี่ยวขยายกว้างออกเป็ถนนสายหลักของชุมชน ยามนี้หมู่บ้านชิงซีอันเรียบง่ายกำลังตื่นจากราตรีกาลอันยาวนาน บนหลังคาของกระท่อมดินทุกหลังคาเรือน ควันไฟสีเทาอ่อนเริ่มลอยพวยพุ่งขึ้นช้า ๆ ม้วนตัวเอื่อยเฉื่อยตามแรงลมก่อนจะกระจายหายไปในหมู่เมฆยามเช้า บ่งบอกว่าผู้คนเบื้องล่างเริ่มจุดเตาก่อไฟหุงหาอาหารกันแล้ว
หิมะใหม่ที่เพิ่งตกหนักไปเมื่อค่ำคืนก่อนเริ่มละลายหยดลงมาจากชายคาดินเผา ส่งเสียง ‘ติ๋ง... ติ๋ง...’ กระทบพื้นศิลาเบื้องล่างดุจเสียงพิณสัญจร สวนทางกับผู้คนในหมู่บ้านที่เริ่มเปิดประตูบ้านสลักดาลก้าวออกมาทำมาหากินกันด้วยรอยยิ้มแจ่มใส จากตรอกซอกซอยอันเงียบเชียบ เสียงสนทนาพาทีและเสียงะโทักทายของชาวบ้านเริ่มดังแว่วมาเป็ระลอก พรานป่าแบกสัตว์ป่าที่ล่าได้ย่ำหิมะสวนทางมา ชาวนาจูงกระบือแก่ ๆ มุ่งหน้าไปทางฝายกั้นน้ำ ตลาดนัดริมน้ำของหมู่บ้านชิงซียามเช้าตรู่เช่นนี้เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอันเป็ธรรมชาติ ไร้ซึ่งความรีบร้อนแก่งแย่งชิงดีดั่งที่ปรากฎในพงศาวดารเมืองใหญ่ มีเพียงกลิ่นอายแห่งครรลองชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและมั่นคงเท่านั้น
หลินเหยียนเดินก้าวเข้าสู่ใจกลางตลาดนัดริมน้ำที่สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงร้านค้ามุงหลังคาจากหญ้าคาเรียบง่าย ทันใดนั้น กลิ่นหอมละมุนสายหนึ่งก็ลอยโชยมาปะทะจมูกอย่างจัง มันเป็กลิ่นน้ำเต้าหู้ร้อน ๆ ต้มจนเดือดพล่าน และไอความร้อนอันหอมนุ่มจากหม้อดินเผาใบโตเหนือเตาไฟ
“อ้าว อาเหยียน! มาส่งสมุนไพรแต่เช้าเชียวนะ”
เสียงทักทายแจ่มใสดังมาจากแผงค้าข้างทาง ‘ป้าหวัง’ หญิงร่างท้วมผู้มีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มใจดี กำลังใช้ทัพพีไม้กวนน้ำเต้าหู้ในหม้อดินพัดควันสีขาวลอยกรุ่น ช่วยไล่ไอหนาวรอบข้างให้จางลง นางเห็นหลินเหยียนสะพายตะกร้าเดินผ่านมาจึงรีบร้องเรียก “มากินเต้าหู้ร้อน ๆ สักชามก่อนสิ ลมเช้ามันหนาวนัก ดื่มน้ำเต้าหู้ข้น ๆ เข้าไปจะได้ช่วยคลายหนาว จะได้มีเรี่ยวแรงทำงาน”
หลินเหยียนหยุดฝีเท้าแล้วค้อมศีรษะลงเล็กน้อยด้วยความนอบน้อมดั่งเช่นทุกครา เขายิ้มบาง ๆ พลางส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเกรงใจ “ขอบคุณป้าหวังมากขอรับ ข้าเพิ่งกินข้าวต้มมาจากบ้านจนอิ่ม อีกอย่างวันนี้ต้องรีบเอาสมุนไพรไปส่งที่โรงหมอด้วย ขืนชักช้าประเดี๋ยวท่านปู่หลิวจะรอนาน”
ป้าหวังได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น ั์ตาทอประกายเอ็นดูระคนดุเบา ๆ ดั่งสตรีผู้เป็ญาติผู้ใหญ่ “เ้าเด็กคนนี้ เกรงใจไม่เข้าเื่! โรงหมอของท่านหมอหลิวอยู่ห่างไปแค่นี้เอง จะรีบร้อนไปใย กินน้ำเต้าหู้สักชามมันจะใช้เวลาสักกี่มากน้อยกัน เช็ดหน้าเช็ดตาแล้วมานั่งผิงไฟซักประเดี๋ยวเถิด”
พูดจบ นางก็ไม่ฟังเสียงทัดทานของเด็กหนุ่ม คว้าชามดินเผาใบโตตักน้ำเต้าหู้ร้อน ๆ จนปริ่มชาม แถมยังแอบตักเนื้อเต้าฮวยนุ่มละมุนเพิ่มลงไปให้มากกว่าปกติจนล้นชามส่งให้หลินเหยียน “เอ้า ดื่มให้หมด! คนเรายิ่งยากจนยิ่งต้องดูแลร่างกายให้แข็งแรง หากเ้าล้มป่วยลงไปอีกคน มารดาของเ้าจะพึ่งพาผู้ใดอีก แล้วนี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลโคมไฟแล้ว อย่ามัวแต่ดั้นด้นขึ้นเขาเสียจนลืมทำโคมไฟของตนเองเล่า”
หลินเหยียนรับชามดินเผาที่แผ่ความอบอุ่นซ่านผ่านฝ่ามือ ช่วยไล่ความชาหนึบออกจากปลายนิ้วใต้ถุงมือผ้าดิบขาด ๆ เขาซาบซึ้งใจในความโอบอ้อมอารีอันบริสุทธิ์นี้ยิ่งนัก จึงนั่งลงบนม้านั่งไม้เตี้ยข้างเตาไฟ ค่อย ๆ จิบน้ำเต้าหู้รสหวานละมุนละไมเข้าไปทีละคำ ท่ามกลางเสียงพูดคุยหัวเราะหยอกล้ออันแสนอบอุ่นในแผงร้านเต้าหู้ยามเช้า
หลังจากเอ่ยขอบคุณป้าหวังและคืนชามดินเผาเรียบร้อย หลินเหยียนก็ออกเดินต่อตามเส้นทางตลาดริมลำธาร ถัดไปไม่ไกลคือแผงขายปลาสดของลุงกู้ชาวประมงเฒ่าประจำหมู่บ้าน เสียงสับมีดลงบนเขียงไม้หนาดัง ‘ปึก... ปึก...’ สะท้อนไปตามสายลม ตาเฒ่ากู้กำลังง่วนอยู่กับการขอดเกล็ดปลาน้ำจืดตัวอ้วนพีที่เพิ่งทอดแหจับมาจากลำธารชิงซีเมื่อเช้ามืด เกล็ดปลาสีเงินยวนล้อประกายแสงแดดอ่อนยามเช้ากระจายร่วงหล่นลงบนพื้นหิมะ ข้าง ๆ กันมีถังไม้ใบโตบรรจุน้ำเย็นจัดที่โกยเศษหิมะรอบข้างมาทับถมไว้ คอยแช่ปลาสดให้เนื้อยังคงแน่นน่ากิน
ลุงกู้เงยหน้าขึ้นเห็นเด็กหนุ่มสะพายตะกร้าเดินผ่านมา จึงวางมีดขอดเกล็ดลงแล้วหยิบผ้าฝ้ายผืนเก่าขึ้นมาเช็ดคราบน้ำ พลางเอ่ยปากร้องทักด้วยน้ำเสียงทุ้มห้าวแกมหยอกล้อตามประสาชาวประมง “อ้าว อาเหยียน! วันนี้ตะกร้าหนักเชียวนะ ได้สมุนไพรดี ๆ มาเยอะล่ะสิ ขยันขันแข็งปานนี้ วันหน้าเติบใหญ่ขึ้นมา เ้ามีความฝันอยากจะไปเข้าสำนักใหญ่ บำเพ็ญเพียรเหินกระบี่ทะยานผ่านชั้นฟ้าเป็ท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่ดั่งในเื่เล่าปรัมปราบ้างหรือไม่เล่า?”
พวกชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าในบริเวณใกล้เคียงเมื่อได้ยินคำถามหยอกล้อนั้น ต่างก็พากันหยุดมือแล้วหันมามองดูเด็กหนุ่มตัวผอมในชุดผ้าฝ้ายปะชุนด้วยสายตาสนุกสนานระคนเอ็นดู
หลินเหยียนได้ยินคำถามนั้นก็ไม่ได้ตื่นตระหนกหรือขัดเขิน เขากลับหัวเราะเบา ๆ ด้วยท่าทีแจ่มใส ดวงตากลมโตทอประกายซื่อตรง “ท่านลุงกู้ เื่วิชาเซียนหรือเหินกระบี่อะไรนั่น ข้าไม่รู้เื่ด้วยหรอกขอรับ ทุกวันนี้แค่ขึ้นเขาขุดสมุนไพร กลับมาดูแลท่านแม่ให้สุขสบาย ข้าก็พอใจแล้ว เื่เดินเหินเป็เซียนบนฟ้าเ่าั้ ปล่อยให้เป็เื่ของพวกคนในเมืองใหญ่เขาเถิดขอรับ”
คำตอบอันเรียบง่ายทว่าเปี่ยมไปด้วยความกตัญญูของเด็กหนุ่ม ทำให้ลุงกู้และชาวบ้านร้านตลาดรอบข้างต่างพากันหัวเราะร่าด้วยความเอ็นดู เสียงหัวเราะอันครื้นเครงนั้นช่วยขับไล่ไอหนาวรอบกายให้จางลง พรานเฒ่าหลี่ที่เดินผ่านมาแวะขยิบตาให้พลางเอ่ยเสริม “พูดได้ดี! เป็ลูกผู้ชายต้องรู้จักหน้าที่ของตน เื่อื่นช่างมันเถิด” เสียงหัวเราะอันอบอุ่นนี้ทำให้ตรอกตลาดริมน้ำเต็มไปด้วยพลังชีวิตอันละมุนละไมอย่างยิ่ง
เมื่อเดินตัดผ่านหัวโค้งของตรอกตลาด เสียงเหล็กกระทบเหล็กก็ดังกังวานแว่วมาตามลม ‘เคร้ง... เคร้ง... เคร้ง...’ เป็จังหวะหนักแน่นสม่ำเสมอไร้ซึ่งความแปรปรวน
เบื้องหน้าของหลินเหยียนคือโรงตีเหล็กเก่าแก่ท้ายตลาด ไอความร้อนระอุแผ่ซ่านออกมาจากเตาหลอมดินเผาใบโต ถ่านหินสีเข้มใจกลางเตาคุกรุ่นจนเปลวไฟสีส้มประกายทองพวยพุ่ง ทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน ย่อมมีประกายไฟสาดระยิบระยับออกมาดุจหิ่งห้อยยามราตรี
ที่มุมหนึ่งของโรงตีเหล็ก มีเศษซากและโครงไม้ไผ่เหลากองสุมอยู่เป็จำนวนมาก ยามนี้เด็ก ๆ หลายคนในหมู่บ้านต่างพากันมาจับจอง นำพวกมันมาฝากให้ช่างตงช่วยดัดเป็โครงโคมไฟรูปทรงต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานเทศกาลโคมไฟที่กำลังจะมาถึง
ช่างตง ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่กำยำ ผิวพรรณถูกครำความร้อนจนเป็สีทองแดงเข้ม เขากำลังเหวี่ยงค้อนเหล็กหนักอึ้งลงบนแผ่นเหล็กเผาไฟสีแดงชาด มัดกล้ามแขนท่อนโตที่เต็มไปด้วยเส้นเืปูดโปนขยับเขยื้อนเป็จังหวะตามแรงสะท้อน เม็ดเหงื่อไหลซึมตามแผ่นหลังและใบหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบเขม่าดำ ทว่าดวงตากลับนิ่งสนิทดุจยอดฝีมือ
เมื่อช่างตงละสายตาจากทั่งเหล็กเห็นหลินเหยียนเดินผ่านมา เขาจึงหยุดค้อนปัดเหงื่อบนหน้าผากพลางร้องเรียกเสียงดังก้อง “อาเหยียน! หยุดรอก่อนสิ”
ช่างตงก้าวฉับ ๆ ตรงไปยังตั่งไม้ข้างเตาหลอม หยิบเอาสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ห่อด้วยผ้าดิบหนาโยนส่งมาให้เด็กหนุ่มอย่างแม่นยำ หลินเหยียนรีบยื่นมือออกไปรับห่อผ้านั้นไว้ด้วยความฉงน เมื่อแกะห่อผ้าออกดู ก็พบว่าเป็มีดเดินป่าเล่มเล็กสั้นเล่มเก่าของตน ทว่าบัดนี้รอยบิ่นบนใบมีดถูกตีซ่อมจนเรียบเนียน ทั้งยังลับจนคมกริบส่องประกายสีเงินยวนตา ด้ามจับไม้ไผ่ถูกพันเชือกป่านเส้นหนาไว้อย่างแ่ากระชับมือ
“มีดเล่มเก่าของเ้าที่เคยให้ข้าดูวันก่อน ใบมีดมันบิ่นจนทื่อหมดแล้ว ข้าฉวยเวลาว่าง่ค่ำคืนคราก่อนซ่อมแซมและตีแต่งคมให้ใหม่ เ้าต้องเข้าป่าลึกขุดสมุนไพรอยู่ทุกวัน หากไม่มีมีดคม ๆ พกติดตัวไว้ข้างเอวเพื่อถางเส้นทางหรือป้องกันตัว ข้าผู้เป็ลุงย่อมไม่อาจวางใจได้” ช่างตงกล่าวด้วยน้ำเสียงห้าวทว่าแฝงความห่วงใยลึกซึ้ง
หลินเหยียนรีบจับมีดเล่มเล็กนั้นไว้แน่น ท่าทางของเขาดูละล้าละลังด้วยความเกรงใจ “ท่านอาตง มีดเล่มนี้ซ่อมได้งดงามเหลือเกินขอรับ... ทว่าวันนี้ข้ายังไม่มีเงินติดตัวมาจ่ายค่าซ่อมให้ท่านเลย”
ช่างตงหัวเราะฮ่า ๆ เสียงดังราวฟ้าคำรามพลางโบกมือปัดอย่างไม่สนใจ “เงินทองอันใดกัน! ข้าบอกว่าคิดเงินเ้าเมื่อใดกันเล่า ข้าตีเหล็กซ่อมมีดให้เ้าเพราะเห็นแก่ความขยันกตัญญูของเ้าต่างหาก เอาไปใช้เสียเถิด! วันหน้าเมื่อเ้าเติบใหญ่ขึ้นมา มีเงินทองมากมายไหลเข้าถุงเงินดังกรุ๊งกริ๊ง ๆ แล้วค่อยกลับมาจ่ายค่าเหล็กให้ข้าก็ยังไม่สาย”
พูดจบ ช่างตงก็หันหลังกลับไปยกค้อนเหล็กขึ้นหวดลงบนแผ่นเหล็กเนื้อร้อนแดงต่อ ส่งเสียง ‘เคร้ง... เคร้ง... เคร้ง...’ สนั่นหวั่นไหวจนผืนหิมะรอบข้างสั่นกราว โดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มปฏิเสธ หลินเหยียนทำได้เพียงผูกมีดเล่มเล็กนั้นไว้ตรงเอวด้วยหัวใจที่ซาบซึ้งระคนอบอุ่นในไมตรีอันบริสุทธิ์ของช่างเหล็กผู้ใจดี
เมื่อเดินต่อมาถึงลานโล่งใจกลางตลาดอันเป็จุดตัดของตรอกดิน ทัศนียภาพรอบตัวก็แปรเปลี่ยนเป็ความสดใสสนุกสนานของเด็กเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน กลุ่มเด็กชายหญิงอายุราวเจ็ดถึงสิบขวบจำนวนห้าหกคนในชุดผ้าฝ้ายหนาเตอะจนตัวกลมป้อม กำลังวิ่งเล่นไล่จับ ปั้นตุ๊กตาหิมะ และก้มลงกวาดเอาปุยหิมะขาวโพลนมาปั้นเป็ก้อนกลมปาใส่กันหัวเราะร่าดังก้องลานตลาด เสียงหัวเราะอันไร้เดียงสานั้นราวกับจะเติมแต่งให้วันอันหนาวเหน็บมีสีสันอบอุ่นขึ้นมา
“พี่อาเหยียน! พี่อาเหยียนมาแล้ว!”
เด็กชายตัวน้อยแก้มแดงเพราะความหนาวคนหนึ่งเหลือบเห็นหลินเหยียนเดินสะพายตะกร้าผ่านมา จึงร้องะโขึ้นด้วยความดีใจทันที กลุ่มเด็ก ๆ ทั้งหมดพากันละมือจากตุ๊กตาหิมะ แล้ววิ่งกรูเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังเด็กหนุ่มไว้ “พี่อาเหยียน ช่วยพวกเราด้วยขอรับ! ตุ๊กตาหิมะตัวนี้หัวของมันใหญ่เกินไปจนหลุดร่วงลงมาตลอดเลย พี่อาเหยียนช่วยพวกเราทำหน่อยนะขอรับ!”
หลินเหยียนมองดูใบหน้ากลมป้อมที่เปรอะเปื้อนละอองหิมะและแววตารอคอยของเด็ก ๆ แล้วก็ได้แต่ยิ้มกว้างจนดวงตาทอประกายระยับ แม้เขาจะมีธุระต้องไปโรงหมอ ทว่าไมตรีอันน่ารักของเด็ก ๆ เหล่านี้ยากจะปฏิเสธได้ลง เขาจึงวางตะกร้าสมุนไพรไม้ไผ่ไว้ข้างตอไม้อย่างระมัดระวัง แล้วย่อกายลงไปช่วยพวกเขากวาดหิมะใหม่มาพอกเสริมฐานตุ๊กตาหิมะให้แ่า
“พวกเราอุตส่าห์ปักท่อนไม้ไผ่ไว้บนตัวมัน ตั้งใจจะใช้แขวนโคมไฟกระต่ายของข้าแท้ ๆ!” เด็กชายคนเดิมเอ่ยเจื้อยแจ้วพลางชี้ให้ดูไม้ไผ่ท่อนยาวที่ปักคาอยู่บนกองหิมะอย่างทุลักทุเล
“โคมปลาหลีฮื้อของข้าต่างหากเล่า! โคมกระต่ายของเ้าตัวเล็กนิดเดียว แขวนแล้วไม่สวยหรอก!” เด็กหญิงตัวน้อยอีกคนรีบเถียงขัดขึ้นมาทันควัน ท่าทางตื่นเต้นแกมจริงจังยามพูดถึงเทศกาลโคมไฟที่กำลังจะมาถึง ทำเอาเด็กคนอื่น ๆ พากันส่งเสียงจ้อกแจ้กแย่งกันอวดโคมไฟของตนเองข้ามหัวหลินเหยียนไปมา
แต่แล้วในตอนที่เขาไม่ทันระวัง ก้อนหิมะกลมเกลี้ยงก้อนหนึ่งจากมือเด็กชายตัวแสบก็ปลิวหวืดเข้ากระทบแก้มขวาของเขาอย่างจัง ‘แปะ!’ ปุยหิมะเย็นเฉียบกระจายเปื้อนเต็มแก้มซูบของเด็กหนุ่ม
“ฮ่า ๆ ๆ พี่อาเหยียนโดนปาแล้ว!” เสียงเด็ก ๆ หัวเราะร่าอย่างชอบใจพร้อมะโโลดเต้นไปมาบนพื้นหิมะ หลินเหยียนสะดุ้งโหยงพลางถูหิมะออกจากใบหน้า เขาแสร้งทำสีหน้าดุดันระคนขบขัน “โอ้! พวกเ้ากล้ารุมแกล้งข้าหรือ เช่นนั้นต้องเจอนี่!”
พูดจบ เด็กหนุ่มก็ก้มลงคว้าหิมะมาปั้นเป็ก้อนกลมปาสวนกลับไปเบา ๆ เกิดเป็ศึกปาหิมะขนาดย่อมท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักสนุกสนานอันแสนสุขสันต์และอบอุ่นใจ ชวนให้ชาวบ้านร้านตลาดที่เดินผ่านไปมาต่างพากันอมยิ้มตามด้วยความเอ็นดูในความผูกพันอันเรียบง่ายของเด็ก ๆหมู่บ้านชิงซี
หลังจากร่ำลาและปัดเศษหิมะออกจากเสื้อผ้าฝ้ายจนเรียบร้อย หลินเหยียนก็สะพายตะกร้าออกเดินต่อเข้าสู่ตรอกขายของชำท้ายตลาด ในบริเวณนี้ อากาศกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานอมมันที่ชวนให้ท้องส่งเสียงร้องแ่เบา มันเป็กลิ่นของเม็ดงาขาวงาดำคั่วจนสุกงอม กลิ่นน้ำตาลเคี่ยวในกระทะเหล็กจนเป็สีน้ำตาลไหม้ และกลิ่นถั่วคั่วหอมฟุ้งลอยละล่องเกาะตามตรอกดิน
ตาเฒ่าจาง ชายชราผมสีดอกเลาหลังค่อมเล็กน้อยกำลังยืนง่วนอยู่กับการใช้ไม้พายกวนขนมงาตัดในถาดไม้หน้าแผงค้าเล็กๆของตน แสงแดดสีทองส่องจับแผ่นขนมงาจนทอประกายระยิบระยับน่ากิน เมื่อตาเฒ่าเงยหน้าขึ้นเห็นหลินเหยียนเดินผ่านมา ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นก็ทอประกายอบอุ่นทันที เขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มคนนี้กตัญญูและยากจนเพียงใด
“เ้าหนูเหยียน มานี่เร็วเข้า” ตาเฒ่าจางร้องเรียกพลางใช้กระดาษน้ำมันห่อขนมงาตัดชิ้นหนาสามสี่ชิ้นอย่างคล่องแคล่ว แล้วยัดใส่มือของเด็กหนุ่ม “เอาขนมงาหวาน ๆ นี่กลับไปฝากมารดาของเ้าที่บ้านเถิด อากาศหนาวเยี่ยงนี้ ดื่มน้ำชาร้อน ๆ พร้อมขนมงารสหวาน ย่อมช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและบำรุงกำลังได้ดีนัก”
หลินเหยียนรีบหดมือหนีขยับถอยหลังพลางส่ายหน้าพัลวันด้วยความเกรงใจเป็ที่สุด “ไม่ได้หรอกขอรับท่านตาจาง ข้าจะรับไว้เปล่า ๆ ได้อย่างไร ขนมงาเหล่านี้ท่านต้องลงทุนลงแรงคั่วถั่วเคี่ยวน้ำตาลอย่างยากลำบากเพื่อหาเลี้ยงชีพ ข้าไม่ได้พกเงินมาซื้อ ข้าไม่อาจรับไว้ได้จริง ๆ ขอรับ”
ตาเฒ่าจางได้ยินเช่นนั้นก็ทำสีหน้าขุ่นเคืองแสร้งทำเป็โมโหขยับไม้พายขู่เบา ๆ “เ้าเด็กดื้อคนนี้! ข้าบอกว่าขายให้เ้าเมื่อใดกัน ข้าตื่นขึ้นมาเคี่ยวน้ำตาลแต่เช้าตรู่ ขนมพวกนี้เป็ชิ้นส่วนเกินที่ข้าทำเผื่อไว้ตั้งใจจะมอบให้มารดาของเ้าต่างหาก หากเ้าไม่รับไว้ ถือว่าไม่ไว้หน้าคนแก่อย่างข้าใช่หรือไม่!” พูดจบ ชายชราหลังค่อมก็ก้าวเดินเข้ามาคว้าข้อมือบางของหลินเหยียนแล้วยัดห่อขนมงาใส่มือเด็กหนุ่ม พร้อมกับกุมมือของเขาให้กำไว้แน่น ไม่เปิดช่องว่างให้ปฏิเสธได้อีก
หลินเหยียนกุมห่อขนมงาอุ่น ๆ ไว้ในฝ่ามือ กลิ่นหอมละมุนของงาคั่วซึมลึกอุ่นซ่านไปถึงหัวใจ เขาค้อมศีรษะลงต่ำกล่าวด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณท่านตาจางมากขอรับ ข้าจะนำกลับไปให้ท่านแม่กินกับน้ำชาร้อนยามเย็นนี้แน่นอนขอรับ”
ชายชราได้ยินเช่นนั้นก็คลี่ยิ้มกว้างจนรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าย่นหยักตาม พยักหน้าไล่ให้เด็กหนุ่มออกเดินต่อด้วยแววตาเปี่ยมความเมตตา
หลินเหยียนก้าวเดินไปตามเส้นทางสายหลักของตลาดชิงซีอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง ตลอดสองข้างทางเดินที่ถูกหิมะกลบ ทุกย่างก้าวที่เขาผ่านพ้นล้วนเต็มไปด้วยเสียงทักทายและน้ำใจไมตรีอันอบอุ่นจากผู้คนรอบตัว ลุงพรานป่าขยับหมวกขนสัตว์ส่งยิ้มให้ ป้าแม่ค้าขายผักดองร้องถามถึงอาการไอของมารดา ยายเฒ่าที่นั่งปั่นด้ายหน้าบ้านกวักมือทักทายด้วยความเอ็นดู แม้แต่คนส่งฟืนที่แบกมัดไม้สนหนักอึ้งผ่านมาก็ยังหยุดยืนหลีกทางให้เด็กหนุ่มพร้อมเอ่ยปากชมในความขยัน
ทุกคนในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ล้วนรู้จักและรักใคร่ในตัวของหลินเหยียน ไม่ใช่เพราะเขาเป็อัจฉริยะผู้มีพร์วิเศษ ไม่ใช่เพราะเขาเป็ลูกหลานตระกูลร่ำรวยผู้มีอำนาจ ทว่าเกิดจากความดีงามอันเรียบง่ายในเนื้อแท้ของเด็กหนุ่มเอง เขาเป็เด็กดี ขยันตรากตรำหมั่นเพียร อดทนต่อความยากลำบาก มีความกตัญญูต่อมารดาอย่างลึกซึ้ง และไม่เคยสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้แก่ผู้ใดแม้แต่น้อย ความยากจนไม่ได้ทำให้จิตใจของเขาหรือผู้คนในหมู่บ้านเเข็งกระด้าง ตรงกันข้าม มันกลับหล่อหลอมให้ทุกคนพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือเกื้อกูลกันท่ามกลางลมหนาวอันยาวนานดุจดั่งรังนกอันอบอุ่นที่โอบอุ้มทุกชีวิตไว้ด้วยกัน
สำหรับหลินเหยียนแล้ว หมู่บ้านชิงซีและผู้คนธรรมดาเหล่านี้คือสิ่งที่งดงามและโอบอุ้มชีวิตของเขาไว้ ภาพความอบอุ่นและเสียงหัวเราะที่ดำเนินไปในครรลองชีวิตประจำวันนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยคุณค่าอันละมุนละไมลึกซึ้งยิ่ง
เมื่อเวลาสายล่วงเลยผ่านไป แสงแดดสีทองเริ่มสาดส่องไอความอบอุ่นขับไล่หมอกจางให้บางตาลง ผู้คนในลานตลาดเริ่มกระจายตัวแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน หลินเหยียนเลี้ยวแยกออกจากถนนสายหลัก ก้าวเข้าสู่ตรอกเล็กแคบอันเงียบสงบสายหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ท้ายตลาด
ที่ปลายสุดของตรอกดิน มีอาคารไม้เก่าแก่สองชั้นหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างนิ่งสงบดุจผ่านโลกมาเนิ่นนาน ตัวอาคารสร้างจากไม้เนื้อแข็งสีเข้มอันคร่ำคร่าตามกาลเวลา ป้ายไม้โบราณที่แขวนอยู่หน้าประตูแกว่งไกวไปมาตามแรงลมหนาวส่งเสียงดัง ‘เอี๊ยด... แอด...’ แ่เบา กลิ่นอายอันคุ้นเคยของสมุนไพรแห้งนับร้อยชนิด กลิ่นรากไม้ต้มเคี่ยว และกลิ่นโสมป่าลอยโชยออกมาจากบานประตูตลบอบอวลไปทั่วทั้งตรอก เหนือกรอบประตูไม้สลักเสลาด้วยอักษรจีนโบราณสีหมึกจาง ที่เปี่ยมไปด้วยเส้นสายอันสุขุมสง่างาม จารึกคำว่า
“โรงหมอหลิว”
หลินเหยียนหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าบันไดไม้เก่า เขายกมือขึ้นลูบหน้าอกััถึงแผ่นศิลาสีดำใต้ร่มผ้าฝ้ายเพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อโรงหมออันคุ้นเคยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังใต้แสงตะวันยามสาย เขาใช้สองมือกุมกระชับสายตะกร้าสานไม้ไผ่บนบ่าให้มั่นคงขึ้นอีกครา สูดลมหายใจเข้าลึกพ่นไอขาวกระจายหายไปในอากาศ ก่อนจะยกเท้าก้าวขึ้นสู่บันไดไม้ขั้นแรกทันที
“ตึง...”
เสียงฝีเท้าย่ำลงบนแผ่นไม้เก่าดังกังวานสะท้อนท่ามกลางความเงียบสงบ
...
ขอบคุณทุกท่านที่เดินทางมาถึงตอนนี้ครับ ( ╹▽╹ )
^_^ ในตอนนี้ ทุกท่านชอบความอบอุ่นจากตัวละครคนไหนมากที่สุดครับ?
เเละหากชื่นชอบเื่นี้ ฝากกดติดตาม เพิ่มเข้าชั้นหนังสือ หรือแวะมาพูดคุยกันในคอมเมนต์ด้วยนะครับ ทุกกำลังใจมีความหมายสำหรับผู้เขียนมากๆครับ