ตงกู่เซียนลุกขึ้นสำรวจร่างกายของตนเองอย่างตื่นเต้น ในเวลานี้นางรู้สึกปลอดโปร่งอย่างถึงที่สุดราวกับได้เกิดใหม่อย่างไรอย่างนั้น หญิงงามพลันมองไปที่เฟยหรงด้วยดวงตาเป็นประกาย หากไม่ได้เขานางจะได้รับโชคเช่นนี้ได้อย่างไร ส่วนทางด้านเฟยหรงเขาแค่ยกยิ้มให้นางเพียงเท่านั้นก่อนที่จะเอ๋ยถึงขั้นตอนต่อไป
"ต่อไปเจ้าต้องมีทักาะบ่มเพาะใหม่เสียก่อน ซึ่งข้าเลือกไว้ให้เจ้าแล้ว"เฟยหรงใช้นิ้วชี้จรดไปที่หน้าผากของตงกู่เซียน พร้อมกับถ่ายทอดทักาะบ่มเพาะใหม่ให้นางเสีย การที่จะให้เส้นลมปราณเก้าหยางมาใช้ทักษะบ่มเพาะระดับจักรพรรดิดังเดิมมันก็ไม่ใช่เรื่อง สำหรับเขาแล้วมันช่างน่าเสียดายยิ่งนัก
"ทักษะนี้มีชื่อว่า อัคคีผลาญสวรรค์ เป็นทักษะบ่มเพาะระดับสวรรค์ที่ข้าได้รับมาโดยบังเอิญจากมิติเร้น ข้าให้เวลาหนึ่งสัปดาห์ศึกษามันให้ดี เมื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วเราถึงจะเริ่มขั้นตอนต่อไป"เนื่องจากเวลามันมีจำกัดเฟยหรงจึงต้องกดดันอีกฝ่ายเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นให้นางได้ก้าวหน้า และพัฒนาต่อไป
หญิงงามที่ได้ยินถึงกับหน้าซีดในทันใด วิชานี้แม้จะไม่ได้อยากเกินความเข้าใจแต่นางจะต้องทะลวงจุดลมปราณทั้งร้อยแปดจุดทั่วร่างและนั่นมันก็ยากเอามากๆสำหรับการใช้ลมปราณเพื่อทะลวง
"หืม ทักษะนี้มันใช้เปิดจุดลมปรานทั้งร้อยแปดจุดแล้วโคจรพลังปราณไปตามลำดับจุดนั้นๆ แต่ตอนนี้จุดลมปราณของข้าเหมือนจะเปิดเพียงสี่สิบจุดเท่านั้นแล้วข้าจะบรรลุได้อย่างไร การทะลวงจุดลมปราณหาได้ง่ายดายปานนั้น ทั้งความรู้ของข้าก็น้อยนิด"ตงกู่เซียนถอนหายใจ แม้จะใช้ความรู้ทั้งหมดที่นางได้ร่ำเรียนมาก็ไม่สามารถที่จะทะลวงจุดลมปราณได้
เฟยหรงเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจเช่นกันดูเหมือนว่าความรู้ที่นี่จะล้าหลังกว่าโลกปิดผลึกของเขาเสียอีก "เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้าเปิดจุดลมปราณทั้งร้อยแปดให้ส่วนเจ้าก็คอยชักนำพลังปราณตามที่ข้ามาก็แล้วกัน"
ตงกู่เซียนพยักหน้าเชิงตกลง เฟยหรงเดินไปใกล้นางมือของเขายกขึ้นและวางทาบไปที่ส่วนกลางของลำตัวของนางในทันที ในเวลานี้ทั้งหลินเอ๋อและตงกู่เซียนพากันหน้าแดงยกใหญ่ ชายคนนี้อยู่ดีๆก็ทาบมือมาได้นางยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ
"ตั้งใจให้ดีข้าจะเริ่มกระจายลมปราณตามพลังของข้ามา เฟยหรงกล่าวขึ้นพลังวิญญานธาตุเปลวเพลิงของเขาค่อยๆแผ่กระจายไปช้าๆทางด้านตงกู่เซียนก็ชักนำพลังปราณตามชายหนุ่มไปอย่างไม่ลดละ
สาเหตุที่เฟยหรงใช้พลังวิญญานในการทะลวงจุดลมปราณนั้นเป็นเพราะเส้นลมปราณของนางมีความเป็นหยางสูง ถ้าใช้ลมปราณวารีของเขาก็เกรงว่ามันจะไม่เหมาะสม แต่ถ้าหากใช้ลมปราณมังกรมันก็รุ่นเเรงเกิดไป ดังนั้นพลังวิญญานจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เขามอยู่
เวลาผ่านไปอีกสามชั่วยาม เฟยหรงค่อยๆชักมือออกจากใจกลางลำตัวของนางช้าๆปล่อยให้นางโคจรพลังได้ตามอิสระตามลำดับที่เขาจุดลมปราณที่เขาชักนำเอาไว้
เฟยหรงเมื่อในเวลานี้ทำได้เพียงแค่มองดูเท่านั้น ส่วนทางด้านหลินเอ๋อก็จับจ้องไปที่ผู้เป็นนายของนางอย่างไม่วางตา ยิ่งได้เห็นองค์หญิงของนางแข็งแกร่งขึ้นเช่นนี้ความยินดีในใจก็พลันเกิดขึ้นมาไม่ขาดสาย
"พี่สาวต่อไปก็ตาท่านแล้ว"เฟยหรงจับจ้องไปทางหลินเอ๋อพร้อมกล่าว
"ข้าหรือ!!"หลินเอ๋อกล่าวอย่างประหลาดใจไม่คิดว่าเฟยหรงจะหมายถึงนาง
"ก็ใช่น่ะสิจะให้ข้าหมายถึงใครกัน นี่เม็ดยาล้างไขกระดูกระหว่างที่เจ้าหญิงของท่านกำลังฝึกฝนอยู่ก็ใช้มันเสีย เพราะท่านจะต้องเคียงบ่าเคียงไหล่กับนางในตอนที่นางแก้แค้น
"เข้าใจแล้ว"หลินเอ๋อกล่าวเพียงสั้นๆและหาที่เหมาะนั่งลงในทันทีก่อนที่จะกลืนเม็ดยาล้างไขกระดูกเข้าไป แน่นอนเฟยหรงนั้นก็ใช้ปราณวารีของเขาในการกระจายฤทธิ์ยาให้ ไม่นานนางก็แสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาและเหตุการที่คล้ายกับตงกู่เวียนข้างต้นก็หวนมาอีกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นพิธีเขาก็ให้ทักษะบ่มเพาะเดียวกับเจ้าหญิงของนางให้กับนางในทันที พร้อมทั้งช่วยเปิดจุดลมปราณให้
เฟยหรงหลังจากทำทุกอย่างจนเสร็จสิ้นก็นั่งดูพวกนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ นี่มันเป็นเรื่องบังเอิญงั้นหรือที่ทำให้เขาได้มาพบเจอกับคนที่มีเส้นลมปราณเก้าหยาง ณ ที่แห่งนี้ เรื่องทั้งหมดมันราวกับใครจัดฉากหรืออะไรดลใจก็ไม่ปาน
หลังจากนั้นผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์ด้วยกันพวกนางก็ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับสัญลักษณ์เปลวเพลิงสีแดงที่ปรากฏอยู่บริเวณหน้าผาก จะมีแค่ตงกู่เซียนเท่านั้นที่มีสัญลักษณ์หยางบนหลังมือด้วยอีกหนึ่งจุด
"อืม ดีมาก จะพักเลยหรือจะไปขั้นตอนต่อไป"เฟยหรงลุกขึ้นพร้อมกล่าวถาม
"เหลือเวลาอีกไม่มาก ไปขั้นตอนต่อไปเลย"ตงกู่เวียนกล่าวอย่างมุ่งมั่น เฟยหรงพลันยกยิ้มให้ดูเหมือนต่อให้ไม่ต้องกระตุ้นนางก็มีความตั้งใจมากพอที่จะบ่มเพาะพลังให้แข้งแกร่ง และไม่ใช่หญิงงามที่เอาแต่ร้องไห้อีกต่อไป
"เช่นนั้นก็ดี งั้นมาต่อกันเลย"เฟยหรงกล่าว มงกุฏสีแดงเพลิงปรากฏอยู่บนหัวของชายหนุ่ม ทันใดนั้นเปลวเพลิงที่สีทองและสีดำพลันลอยอยู่ตรงหน้าของเฟยหรง ความร้อนที่แผ่ออกมาราวกับว่าจะแผดเผาห้วงอากาศได้อย่างไรอย่างนั้น ทั้งหลินเอ๋อและตงกู่เซียนแม้จะเป็นผู้ฝึกตนเปลวเพลิงแต่ก็อดไม่ได้ที่จะถอยหลังเมื่อพบเข้ากับความร้อนแรงขนาดนี้
ใช่!มันคือเปลวเพลิงสวรรค์ ทั้งคุณภาพของเปลวเพลิงสวรรค์ที่เฟยหรงนำออกมานี้ต่างก็มีคุณภาพสูงด้วยกัน แน่นอนว่าเขาได้มันว่าจากศึกที่ตระกูลเฟิงเมื่อครั้งอยู่ที่โลกเก่า
"เปลวเพลิงเทพสวรรค์บรรดาล เปลวเพลิงมารแก่นโลก ทั้งสองเปลวเพลิงนี้เหมาะกับพวกเจ้าที่สุด"เฟยหรงกล่าวขึ้นพร้อมบังคับให้เปลวเพลิงลอยไปตรงหน้าของพวกนางในทันที
เปลวเพลิงเทพสวรรค์บาลดาลนั้นอยู่หน้าของตงกู่เซียน และเปลวเพลิงมารแก่นโลกอยู่ที่หลินเอ๋อ สาเหตุที่เขามอบให้พวกนั้นง่ายดายยิ่ง ตงกู่เซียนนั้นไม่มีข้อกังขานางสามารถรับได้ถึงเก้าเปลวเพลิงหากมีพลังมากพอ
ส่วนทางด้านหลินเอ๋อนั้นเนื่องจากตบะของนางยังอยู่แค่นิพพานเปลวเพลิงมารแก่นโลกที่สามารถกลืนพลังปราณธรรมชาติให้เป็นพลังงานของตนเองได้จึงเหมาะสมและมีประโยชน์กับนางมากกว่า
"นี่!!"หญิงงามทั้งสองนางถึงกับนิ่งอึ้งจนพุดไม่ออก ไม่คิดว่าเฟยหรงจะมอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้ ลำพังแค่เม็ดยาล้างไขกระดูกและทักษะบ่มเพาะที่เขาให้มาแล้วยังจะมีเปลวเพลิงสวรรค์อีก บุญคุณครั้งนี้ต่อให้ตายสิบชาติยังไม่รู้จะชดใช้คืนหมดหรือไม่
"อย่ามัวแต่อึ้งรีบนั่งลงและดูดซับมันซะ"เฟยหรงกล่าวด้วยเสียงจริงจังในเวลานี้กอดไม้ของเขารวมไปถึงสมุนไพรเริ่มเหี่ยวเฉาจากคล่ืนความร้อนของมันแล้ว
"ตะ ตกลง"ตงกู่เซียนและหลินเอ๋อกล่าวพร้อมกัลและนั่งลงชักนำเปลวเพลิงสวรรค์เข้าสู่ร่างกายในทันที หลินเอ๋อนั้นมีท่าทีเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัดผิดกับตงกู่เวียนที่รับมือได้อย่างสบายๆนี่คือประโยชน์ของเส้นลมปราณเก้าหยางอย่างแท้จริง
"นั่นแหละดี ในเดือนแรกพวกเจ้าจะต้องฝึกเช่นนี้ ส่วนอีกเดือนพวกเจ้าจะต้องฝึกทักษะยุทธรวมไปถึงอาวุธด้วย"เฟยหรงกล่าวขึ้น เขาได้มอบโชควาสนาให้พวกนางไปแล้ว ในตอนนี้ไม่อาจช่วยอะไรได้ ชายหนุ่มเชื่ออย่างสุดใจด้วยความอดทนของพวกนางย่อมผ่านการผสานเปลวเพลิงสวรรค์ไปได้อย่างแน่นอน
อีกทั้งในเวลานี้ยังเป็นนิมิตหมายอันดีเปลวเพลิงสีทองเริ่มก่อตัวเป็นปีกนกคล้ายกับปีกของทูตสวรรค์ปรากฏอยู่ด้านหลังของตงกู่เซียนส่วนทางด้านหลินเอ๋อนั้นเป็นปีกคล้ายกับปีกปีศาจสีดำ แสดงให้เห็นว่าพวกนางทั้งสองนั้นเข้ากับเปลวเพลิงสวรรค์ทั้งสองได้อย่างดีมาก