รุ่งอรุณแรกแห่งวันใหม่ เสียงวุ่นวายในห้องแต่งตัวเจ้าสาวภายในตำหนักอากาศก็ดังขึ้นอย่าโกลาหล ราชินีภูติ ผู้เป็นแม่ของเจ้าบ่าวในบทบาทของแม่เจ้าสาวดูจะกังวลกว่าผู้ใด “นี่เจ้ามาเย็บชุดสะใภ้ใหญ่ข้า ช่วงเอวให้เข้ารูปอีกหน่อย แบบนี้ดูหลวมไปจะไม่งาม”
“สะใภ้ใหญ่… คนไหนหรือเพคะ” นางข้าหลวงจากกองงานพิธีการคนหนึ่งเอ่ยถาม
เมื่อเห็นองค์ราชินีทำนัยน์ตาดุใส่ เพื่อนอีกคนจึงช่วยตอบ “เจ้านี่ช่างซื่อจริงสะใภ้ใหญ่ก็ย่อมหมายถึง นายหญิงเทพีน้ำค้างเหมันต์นะสิ”
“เสด็จแม่ทรงอย่าได้กังวล หม่อมฉันสองคนใส่แบบใดก็ได้ ไม่ต้องลำบากพวกพี่ๆในกองงาน ที่เสด็จแม่จัดเตรียมให้ทุกอย่างหม่อมฉันรู้สึกเกรงใจมากแล้ว” เทพีน้ำค้างเหมันต์กล่าว
“จริงอยู่ ด้วยความงามของเจ้าทั้งสอง จะแต่งเช่นไรก็งดงาม แต่แม่อยากให้พวกเจ้าดูดีที่สุดในงานที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของสตรี… อย่างพวกเรา” นางเอื้อมมือไปลูบศรีษะสะใภ้ทั้งสองด้วยนึกเอ็นดู “เจ้าทั้งสองไม่มีแม่คอยดูแลในสิ่งเหล่านี้ให้ วันนี้แม่จึงขออาสามาทำหน้าที่แม่ของพวกเจ้า เพื่อให้ลูกสาวทั้งสองของแม่งดงามที่สุดในงานวันนี้”
เสียงฆ้อง กลอง ฉาบ และปี่ ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งสำนักเทพอัสนีย์ ผู้คนในเผ่าเทพต่างมาร่วมแสดงความยินดี จนเบียดเสียดกันคับคั่งตั้งแต่เชิงเขาเทพอัสนีย์จนถึงด้านในสำนัก ล้วนคราคร่ำไปด้วยผู้คนในเผ่าเทพทุกเพศ ทุกวัย
เจ้าวายุปรากฏกายในอาภรณ์เจ้าบ่าว ชุดแดงขลิบทอง สง่างาม เขายืดอกตรงนั่งอยู่บนหลังม้าสีขาว นำหน้าขบวนเกี้ยวมารับเจ้าสาวที่หน้าตำหนักอากาศ
เจ้าสาวทั้งสองสวมชุดสีแดงเข้มปักดิ้นทอง อาภรณ์พลิ้วไหวดุจเปลวไฟ ผ้าคลุมหน้าสีแดงบางเบาพริ้วไหวยามก้าวเดิน แสงแดดยามเช้าส่องลงมากระทบชุดของทั้งสองนาง เกิดประกายวิบวับประหนึ่งนางฟ้าจำแลง นางทั้งสองเดินออกจากตำหนัก พลางส่งมือให้เจ้าบ่าวที่ยืนรออยู่แล้ว เขาจูงนางขึ้นเกี้ยวทีละคนอย่างทะนุถนอม
เมื่อเจ้าบ่าว-เจ้าสาวพร้อมแล้ว ขบวนเกี้ยวก็เริ่มเคลื่อนขบวนจากตำหนักอากาศ ดนตรีบรรเลงประสานเสียงกันอีกครั้ง ประทัดถูกจุดเสียงดังสนั่นไปตลอดเส้นทาง กลีบดอกไม้ถูกโปรยปรายมากับผลึกหินวิเศษเล็กๆที่ถูกห่อหุ้มด้วยกระดาษหลากสีสัน ผู้คนทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างวิ่งกรูไปแย่งกันเก็บหินมีค่านี้อย่างสนุกสนาน
ขบวนผ่านกลางลานหน้าสำนัก และซอยเล็กๆอีกสองซอย ในที่สุดก็มาหยุดเกี้ยวหน้าเรือนรับรองแขกของสำนัก ซึ่งบัดนี้ถูกพระราชินีนำมาดัดแปลงเป็นตำหนักของลูกชาย นางให้กองงานพิธีการปรับปรุงและตกแต่งสถานที่ให้ดูงดงามเหมาะสมกับฐานะ และติดตั้งป้ายชื่ออาคารนี้ว่า “ตำหนักวายุน้ำค้าง”
เจ้าบ่าวลงจากม้าเดินไปจูงมือเจ้าสาวทั้งสองลงจากเกี้ยว แล้วเดินจูงมือกันผ่านไปยังช่องทางตรงกลางที่มีทหารภูติและปรมาจารย์เผ่าเทพตั้งแถวยืนเรียงรายเป็นขบวนอยู่ทั้งสองฝั่ง เกิดเป็นภาพอันสง่างามยิ่งนัก
ราชาภูติหมอกเงินและพระชายาประทับบนแท่นพิธีสูง ส่งสายตาอิ่มเอิบด้วยความสุขและความภาคภูมิ
พิธีกรเฒ่ากล่าวเสียงกังวาน “บัดนี้ดวงชะตาสามดวงมีวาสนาต่อกัน จะผูกรวมเป็นหนึ่ง มิใช่ด้วยโซ่ตรวนแห่งโลกีย์ หากด้วยพันธะแห่งหัวใจที่ทั้งสามร่วมสร้างกันมา”
เสียงดนตรีบรรเลงดังก้องแข่งกับเสียงประทัด เจ้าวายุก้าวไปเบื้องหน้าทั้งสองสาว ก่อนเอื้อมมือไปจับมือพวกนางอย่างอ่อนโยน พลางกล่าวถ้อยคำแฝงความหมายอันชัดเจน “ตั้งแต่นี้พี่จะมิปล่อยมือจากเจ้าทั้งสองไปตลอดกาล”
ราชินีภูติเดินลงมาประกอบพิธี คล้องด้ายแดงผูกบุพเพ รอบข้อมือทั้งสามคนทีละคน ปานจะหลอมประสานดวงจิตทั้งสามไว้ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
น้ำเสียงอบอุ่นของพระราชินีภูติกล่าวคำอวยพรดังก้อง “จงรักกัน อยู่เคียงข้างกัน และคุ้มครองกันดุจดังท้องฟ้าที่โอบกอดผืนแผ่นดินไว้ไม่รู้จักเสื่อมคลาย”
ราชาภูติยิ้มร่าเริง “ดูสิแม่เจ้าชิงผูกด้ายแดงก่อนพ่ออีกแล้ว นางช่างเห่อลูกสะใภ้เอามากๆเลยนะ” คำพูดนี้ทำเอาทั้งงานหัวเราะตาม “จงมั่นคงในรักไม่หูเบาดุจดังขุนเขาไม่สั่นสะเทือนด้วยแรงลม”
เสียงโห่ร้องแซ่ซ้องกึกก้อง บทเพลงอวยพรจากเหล่าภูติและเทพดังขึ้นพร้อมกัน ท้องฟ้าเบื้องบนพลันปรากฏสายรุ้งโดยมิได้นัดหมาย ราวกับประกาศให้ทั้งผืนพิภพได้ประจักษ์ถึงการสมรสศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้
ฉับพลันเจ้าสมุทรก็ปรากฏกายขึ้น ทั้งงานพลันเงียบกริบ “เจ้าน้องชาย แต่งงานทั้งที ไม่เชิญพี่ใหญ่เลยสักคำ” องค์ชายใหญ่กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“บังเอิญเหตุการณ์กระชั้นชิด แม่ก็ลืมนึกถึงเจ้าไป” ราชินีภูติออกตัวปกป้ององค์ชายรอง
“ไม่เป็นไร เสด็จแม่มิควรกังวล ลูกมาเพื่อกล่าวคำอวยพรกับพวกเขาแล้วลูกก็จะไป” เขาหันไปกล่าวกับราชินีภูติ
องค์ชายใหญ่เดินไปหยิบด้ายแดงผูกบุพเพขึ้นมาจากภาชนะที่กองงานพิธีการจัดเตรียมไว้ แล้วนำมาผูกข้อมือน้องชาย “เจ้าสาวทั้งสองของเจ้าน่ารักดี พี่ชายเห็นครั้งแรกยังแทบจะอดใจไว้มิได้ รักษาไว้ให้ดีนะน้องชาย”
จากนั้นเขาก็ผูกด้ายแดงอีกเส้นให้กับเทพีน้ำค้างเหมันต์ “น้องสะใภ้ทั้งสวยและน่ารักแบบนี้ เจ้าอย่าได้ใจอ่อนให้ชายใดล่วงเกินเชียวนะ ตระกูลข้าจะเสียหาย แต่ถ้าเผลอใจกับข้าย่อมไม่เป็นไร ยังไงซะเราก็ตระกูลเดียวกัน”
“จะมากเกินไปแล้วนะ!!” พระราชินีตวาดจนเสียงสั่น
“เบาๆหน่อยน้องหญิง นี่พิธีมงคลนะ อย่าทำสิ่งไม่ดี จะเสียฤกษ์เปล่าๆ” ราชาภูติกล่าวเตือน
“เสด็จแม่ทรงอดทนอีกนิด เดี๋ยวลูกก็ไปแล้ว” องค์ชายใหญ่กล่าวจบก็หันไปผูกด้ายแดงที่ข้อมือเทพฟ้าดิน “คืนนี้ส่งตัวสามคนถ้าน้องชายข้ารับมือไม่ไหวเรียกข้าได้นะ ข้ายินดีช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ”
“หุบปาก!!” เทพีเอวาทนไม่ไหวตวาดเสียงลั่นอย่างไม่หวั่นเกรงต่อผู้ใด
เจ้าสมุทรหันไปทางต้นเสียงทางด้านหลังก็พบกับสตรีคนที่เขาตกหลุมรัก กำลังโกรธจัดจนนัยน์ตาเดงก่ำ “มาปรากฏตัวซะทีนะ ถ้าพี่ไม่ทำเช่นนี้ เจ้าก็จะหลบหน้าพี่ต่อไปใช่หรือไม่ เจ้าคงคำนวณไว้แล้วสินะว่าพี่จะมาปรากฏกายในวันนี้จึงหลีกเร้นมิให้พี่ได้เห็นแม้เพียงใบหน้าเจ้า”
“ใครพี่! ข้าไม่เคยมีพี่น้องนิสัยไม่ดีเช่นเจ้า จงออกไปจากงานนี้ซะ” เอวากล่าว
“ได้… ในเมื่อเจ้าไล่พี่ วันนี้พี่มาเพื่อได้เห็นหน้าเจ้า ในเมื่อสมประสงค์แล้วพี่ก็พร้อมที่จะไป” กล่าวจบร่างเขาก็พลันเลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงร่างของเทพีเอวาที่โกรธจัดจนหายใจหอบ จนเจ้าสาวทั้งสองต้องโผเข้ามากอดปลอบใจนาง