พวกเผ่ยหยางที่ถูกขับไล่ออกไปรู้สึกอับอายอย่างมากตั้งแต่เผ่ากลืนกินเก็บตัวเงียบวังโลหิตที่เป็นหนึ่งในวังของวังสวรรค์ก็เริ่มที่จะมีอำนาจมากในวังสวรรค์จนแม้แต่วังอื่นๆยังเทียบไม่ติดทำให้พวกเขายโสโอหังขึ้นทุกวัน
“บัดซบเอ้ยพวกเจ้าคอยดูได้เลยเมื่อพวกเจ้าออกมาข้างนอกข้าจะเล่นงานพวกเจ้าให้หมด” เผ่ยหยางคำราม
“เรื่องนั้นเป็นเรื่องรองแต่ตอนนี้ภูติแห่งชีวิตปรากฏขึ้นมาแล้วจำเป็นต้องรีบรายงานท่านเจ้าวังเสียก่อน”ระดับพระเจ้าเผยสีหน้าจริงจังออกมาเป็นได้ชัดว่าทูตสวรรค์คิดจะปกป้องภูติแห่งชีวิตอย่างสุดความสามารถ
ส่วนฉางเฟิงหลังจากออกห้องประชุมก็ให้เฟยชิงเอ๋อพามายังหอสมบัติสาขาในโลกแห่งแสงและได้ติดต่อโยวจีผ่านค่ายกลของหอสมบัติหลังจากที่แจ้งถึงสถานการณ์คร่าวๆให้กับโยวจีรู้ฉางเฟิงก็กลับที่พักของตนเองเพราะตอนนี้ฉางเฟิงยังออกไปใหนไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าพวกเผ่ยหยางจะรอดักซุ่มโจมตีอยู่หรือเปล่า
“เจ้าในตอนนี้ยังอ่อนแอมากไม่สู้เก็บตัวฝึกฝนอยู่ที่นี่สักหลายปีเมื่อเจ้ากลายเป็นระดับเทพแล้วค่อยออกไปท่องโลกกว้าง” เฟยชิงเอ๋อกล่าว
แน่นอนว่านางไม่ได้อยากจะรั้งฉางเฟิงนางแค่แนะนำเท่านั้นถึงอย่างไรฉางเฟิงก็ยังอ่อนแอเกินไปที่จะเดินทางท่องจักรวาลคนเดียว
“ข้ารู้ตัวดี”ฉางเฟิงกล่าว
หลังจากกลับมาถึงที่พักก็เห็นเฟยหมิงนั่งดื่มชาอยู่ก่อนแล้วเห็นได้ชัดว่าการประชุมเสร็จสิ้นไปแล้ว
“ผู้อาวุโสมีธุระอะไรกับข้างั้นเหรอ”ฉางเฟิงกล่าว
“แน่นอนว่ามาทำตามสัญญานี่คือทรัพยากรที่ข้าสัญญาว่าจะมอบให้กับเจ้า” เฟยหมิงโบกมือสมุนไพรเทพ ยาเทพ ศิลาเทพจำนวนมากลวนถูกกองอยู่ตรงหน้าฉางเฟิง
“ขอบคุณผู้อาวุโส”ฉางเฟิงยิ้มและรับมาด้วยความยินดี
“อีก2 ปี จะแดนลับของโลกแห่งแสงจะปรากฏ และทุกครั้งอัจฉริยะของเผ่าข้าจะเข้าไปได้แค่100 คน ในครั้งนี้ข้าจะให้เจ้าเข้าไปด้วย” เฟยหมิงกล่าว
“แดนลับไม่ใช่ว่ามันเหมาะสมกับทูตสวรรค์งั้นเหรอ” ฉางเฟิงกล่าว
“ไม่ผิดแต่ว่าในแดนลับมันมีพื้นที่ฝึกฝนพลังจิตอยู่ ปกติแล้วจะมีทูตสวรรค์ไม่กี่คนที่สนใจไปฝึกฝนที่นั่นดังนั้นพลังที่สะสมอยู่ในพื้นที่แห่งนั้นจึงมากกว่าพื้นที่ฝึกฝนพลังปรารหลายเท่าข้าคิดว่าพรสวรรค์ด้านพลังจิตของเจ้านั้นสูงกว่าการบ่มเพาะของเจ้ามากทำไมเจ้าไม่สนใจไปที่พลังจิตของเจ้าก่อนละ”เฟยหมิงกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นเวลาที่เหลือข้าจะฝึกฝนพลังปราณเป็นหลักก็แล้วกัน”ฉางเฟิงกล่าว
“เอ่อ.....นั่นก็แล้วแต่เจ้าเถอะ”เฟยหมิงได้แต่ยิ้ม
ตอนแรกเฟยหมิงคิดจะให้ฉางเฟิงฝึกพลังจิตเป็นหลักเสียก่อนจากนั้นค่อยฝึกพลังปราณที่หลังแต่ในเมื่อฉางเฟิงแน่วแน่ว่าจะฝึกสองอย่างไปพร้อมๆกันแล้วเขาก็ไม่คิดจะห้ามแต่เฟยหมิงไม่รู้ว่าฉางเฟิงฝึกสามอย่างพร้อมๆกันอยู่
เวลาต่อมานอกจากการฝึกฝนแล้วฉางเฟิงก็ได้รับคำชี้แนะจากเฟยหมิงบ้างแต่ส่วนใหญ่ฉางเฟิงได้รับความรู้จากพระเจ้าสูงสุดทั้งห้ามาแล้วจึงมีเพียงแค่บางเรื่องที่ได้รับคำชี้แนะจากเฟยหมิงอย่างเช่นขุมอำนาจต่างๆในจักรวาลศักดิ์สิทธิ์และสหายของซีรั่วหยานที่ตอนนี้ยังไว้ใจได้ฉางเฟิงต้องการข้อมูลเหล่านี้เพื่อวางแผนสร้างพันธมิตรในอนาคต
แน่นอนจากที่เฟยหมิงแนะนำการจะทำแบบนั้นได้ฉางเฟิงต้องแสดงคุณค่าของตัวเองออกมาเสียก่อนจำเป็นต้องทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะร่วมมือกับฉางเฟิง
นอกจากฝึกฝนการบ่มเพาะฉางเฟิงก็ได้ออกเที่ยวชมพื้นที่ต่างๆของเผ่าทูตสวรรค์ในโลกแห่งแสงไม่มีเผ่าอื่นเลยนอกจากเผ่าทูตสวรรค์ ในช่วงแรกฉางเฟิงถูกมองมาไม่คู่ควรต่อเฟยชิงเอ๋อและถูกชายหนุ่มที่หลงรักเฟยชิงเอ๋อเข้ามาก่อกวนแต่หลังจากที่ถูกฉางเฟิงอัดเข้าไปหลายครั้งคนเหล่านั้นก็เริ่มหายไปและไม่กล้าก่อกวนฉางเฟิงอีก
บนน้ำตกที่งดงามร่างของฉางเฟิงดูดกลืนพลังปราณจากศิลาเทพอย่างต่อเนื่องพร้อมๆกันนั้นร่างแยกพลังจิต10 ร่างได้ถูกสร้างขึ้นมาและศึกษาเต๋าแต่ละอย่างไปพร้อมๆกัน
“เวลาผ่านไปแล้วครึ่งปีพลังของเขามาถึงระดับจักรพรรดิเซียนขั้นที่5 มันไม่เร็วเกินไปหน่อยงั้นเหรอ” ผู้อาวุโสสามกล่าวด้วยสีหน้าตกใจ
“นั่นเพราะรากฐานของเขามันมากพอมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วต่อจากนี้แหละจะเริ่มช้าลงแล้ว”เฟยหมิงกล่าว
“เป็นไปได้ไหมว่าเขาจงใจกดพลังของตัวเองมาโดยตลอด”
“ก็ไม่เชิงมันเหมือนกับว่าเขาไม่มีโอกาสที่จะฝึกฝนอย่างจริงจังมากกว่า” เฟยหมิงยิ้ม
“วิ้ง!!!!!!!!!”
ในตอนนั้นเองกลิ่นอายของเต๋าดาบ หอก มีดสิ้นและหมัดก็ปะทุออกมา เห็นได้ชัดว่าเต๋าของพวกดาบได้เข้าสู้ขั้นเซียนกลายเป็นเซียนดาบแล้วหลายปีก่อนฉางเฟิงไม่มีเวลาฝึกฝนเต๋าเหล่านี้มากนักและฉางเฟิงก็ฝึกฝนเต๋ากระบี่เป็นหลักแต่ตอนนี้ด้วยความรู้เรื่องเต๋าดาบจากพระเจ้าว่างเปล่าและเต๋าหมัดจากบิดาของตนเองทำให้เต๋าทั้งหมดพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ต่อไปก็เป็นเต๋าเปลวเพลิงได้เวลาหลอมยาเทพแล้ว” ฉางเฟิงโบกมือสมุนไพรจำนวนหนึ่งปรากฎออกมามืออีกข้างของฉางเฟิงยื่นออกไปเตามังกรโบราณที่เป็นอาวุธระดับเทพก็ปรากฎเตานี้ฉางเฟิงยึดมาจากสามนิกายใหญ่ในแดนเซียน นอกจากเป็นอาวุธแล้วมันยังเป็นเตาปรุงยาชั้นยอดอีกด้วย
“เขาเป็นนักปรุงยาด้วยงั้นเหรอ”ผู้อาวุโสสามตกใจ
“ไม่แปลกที่เขาแยกร่างพลังจิตออกมามากขนาดนี้กลายเป็นว่าเขาฝึกฝนหลายเต๋าพร้อมๆกัน”
“แบบนั้นมันจะไม่ทำให้การบ่มเพาะของเขาช้าลงงั้นเหรอ”ผู้อาวุโสสามกล่าว
“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วเพียงแต่ในระดับเดียวกันก็จะไม่มีใครสู้เขาได้ไม่สิต่อให้แข็งแกร่งกว่าเล็กน้อยก็สู้เขาไม่ได้อยู่ดี”เฟยหมิงเข้าใจความคิดของฉางเฟิงทันที
ร่างแยกหนึ่งหลอมยาอีกร่างแยกก็เริ่มสร้างค่ายกลออกมา ค่ายกลนี้ฉางเฟิงอนุมานขึ้นมาด้วยตัวเองแม้มันจะพึ่งกลายเป็นรูปร่างแต่กลิ่นอายของค่ายกลก็ทรงพลังมาก
ส่วนอีกร่างแยกหลังจากทบทวนความเข้าใจแล้วก็เริ่มหลอมระเบิดเพลิงสังหารขึ้นมาจำนวนหนึ่ง
“บ้าไปแล้วค่ายกล หลอมอุปกรณ์ นักปรุงยา นี่เขาทำได้ทั้งหมดเลยงั้นเหรอแถมยังมาถึงระดับเทพทั้งหมด มันเหนือกว่าระดับบ่มเพาะของเขาไปแล้ว” ผู้อาวุโสสามอ้าปากค้าง
“สหายคนนี้สั่งสอนลูกหลานมาแบบใหนกันถึงทำได้ขนาดนี้”เฟยหมิงถึงกับถอนหายใจ เห็นได้ชัดว่าฉางเฟิงมีพรสวรรค์เหนือว่าเฟยชิงเอ๋อเสียอีก