อีกด้านหนึ่งที่อาณาจักรนาดาเชียองค์ชายกับเพื่อนร่วมชั้นต่างพากันดีใจที่ขับไล่รูริไปได้สำเร็จ
“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือของเ้ามาก”
“หามิได้เพคะ”
เพื่อนร่วมชั้นหญิงทาบมือกับอกพร้อมกับก้มหัวลง
นักศึกษาวัยรุ่นเช่นพวกเธอไม่รู้วิธีวางตัวต่อราชวงศ์แม้แต่น้อยหากหลังจากต้องอยู่ที่นี่ก็ได้เรียนรู้มารยาทขั้นพื้นฐานมาบ้างเพราะโดนสั่งสอนมาว่าพวกเธอไม่เหมือนอาซาฮิที่เป็ท่านหญิงมิโกะมีอะไรผิดพลาดก็จะถูกลงโทษ จึงต้องคอยระวังท่าทีและคำพูดให้ดี
“ไม่รู้หรอกว่าเป็เพื่อนสมัยเด็กแล้วยังไงแต่นังนั่นเกะกะสายตาเหลือเกิน ป่านนี้คงไปอยู่ในกระเพาะสัตว์แล้ว ต้องไปบอกท่านหญิงมิโกะด้วยว่าเพื่อนนางนั้นหนีไปแล้วข้าจะเป็คนปลอบใจท่านเอง”
องค์ชายหัวเราะชอบใจแล้วเดินผละไป
“นี่คิดว่าอย่างนี้ดีแล้วจริงๆ หรอ”
หนึ่งในกลุ่มเพื่อนชายรำพึงอย่างไม่สบายใจ
“เพิ่งมากลัวอะไรป่านนี้กันเธอเองก็บอกว่ายัยนั่นเกะกะใช่ไหมล่ะ”
ตอนรูริถูกทหารลากตัวไปก็ยังะโด่าอย่างสะใจอยู่แท้ๆตอนนี้กลับจะมาทำหน้าเป็คนดี ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มหันมาขึงตาใส่ด้วยความโกรธ
“ไม่ใช่อย่างนั้นแต่นั่นไง ฆ่าทิ้งนี่มันเกินไปหรือเปล่า”
“ไม่ได้ฆ่าเสียหน่อยแค่เอาไปทิ้งกลางป่าต่างหาก”
“มันก็เท่ากับฆ่านั่นแหละ?ก็องค์ชายเป็คนบอกเองนี่ว่าป่านนี้คงไปอยู่ในกระเพาะสัตว์แล้ว เท่ากับว่าพวกเราช่วยกันส่งเขาไปที่อันตรายแบบนั้นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจน่ะสิ...?”
ความเงียบคลุมตัวลงมาชั่วขณะ
“ว่าแต่ทำไมพวกเราถึงต้องเกลียดเขาขนาดนี้ด้วยล่ะ”
เมื่อออกปากถามดูก็ไม่มีใครตอบได้ต่างคนต่างพยายามแหวกม่านหมอกที่ครอบงำความคิดเพื่อหาคำตอบหากก็ไม่มีใครสามารถคว้าไว้สำเร็จจึงได้แต่สลัดความหงุดหงิดใจทิ้งไปด้วยการพยายามทำให้ตัวเองถูก
“พูดมากอยู่ได้! ยัยนั่นไม่เหมือนพวกเราถึงต้องกำจัดไปไง ทั้งหมดนี่ก็เพื่อคุณอาซาฮิไงละ!”
“นั่น...สินะยัยนั่นไม่เหมือนกับพวกเรา”
“จะจริงด้วย”
ความแคลงใจกระจายตัวเป็วงคลื่นอยู่ในใจพวกเขาหากก็ไม่มีใครสามารถก้าวข้ามมันไปได้
ห้าวันแล้วที่รูริถูกทิ้งไว้ในป่า
เธอยังคงเอาชีวิตรอดอยู่ได้
นอกจากเวทไฟจะช่วยได้มากแล้วตาของรูริเคยเป็ทหารและเป็พวกบ้าวิชาเดินป่า ั้แ่ตอนยังเด็กเธอถูกพาขึ้นเขาเข้าป่าเพื่อเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดในป่าจนจำติดตัวมาจนบัดนี้
คงจะเป็สิ่งนั้นเองที่ฝึกให้เธอมีใจเข้มแข็งด้วย
“ไม่ว่าจะต้องตกไปอยู่ในสถานการณ์อันตรายแบบไหนเราต้องเตรียมพร้อมเพื่อจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้ทุกเมื่อ!” เป็คำพูดติดปากของตาตอนนั้นเธอเคยด่าในใจไปว่าประเทศญี่ปุ่นสงบสุขปานนี้จะไปมีโอกาสพรรค์นั้นเมื่อไหร่กัน ตาแก่นี่! ถึงเวลานี้เธอก็อยากจะขอโทษจากใจ
ใครเลยจะรู้ว่าชีวิตข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่
“ถึงคุณตาที่เคารพด้วยคำสั่งสอนของคุณ รูริจึงยังมีชีวิตรอดอยู่ค่ะหนูน่าจะพกเครื่องมือเดินป่าติดตัวอย่างคุณตาจริงๆ นะ...”
หากรอดกลับไปได้สาบานว่าเธอจะไปโขกหัวขอขมาผู้เป็ตาแน่นอน
“...ถ้ากลับไปได้ละก็นะ”
พูดตามตรงว่าเธอยังนึกความเป็ไปได้นั้นไม่ออกเลยแต่รูริก็อดหวังลมๆ แล้งๆไม่ได้ว่าหากไปถึงประเทศอื่นแล้วอาจจะพอมีหนทางอะไรบ้างก็ได้และความหวังนั้นเองที่ช่วยค้ำจุนใจเธอเอาไว้
เสียงกระดิ่งดังขึ้นมาอีก
เธอได้ยินเสียงนี้มาหลายครั้งแล้วั้แ่วันแรกเมื่อเดินตามเสียงไปก็จะได้พบแหล่งน้ำหรืออาหารเช่นผลไม้ทุกครั้ง
ตอนแรกเธอก็รู้สึกขนลุกเพราะเหมือนมีคนจับตามองอยู่แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เธอไม่อดตาย
แต่ถ้าจะสามารถเอาแต่ใจตัวเองได้สักนิดเธอก็อยากได้เสื้อผ้าให้เปลี่ยน กับอาหารที่มีรสชาติบ้างเหมือนกัน
พอได้ยินเสียงกระดิ่งดังมาหญิงสาวก็เหลียวมองรอบๆ ว่าอาจจะมีเสบียงอาหารอยู่ แต่คราวนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้ง
มันดังระรัว
เสียงดังถี่แรงราวกับพยายามจะบอกอะไรสักอย่างซ้ำยังใกล้มาก
มันดังสนั่นราวกับะเิอยู่ข้างหูจนเธอแทบจะะโออกไปว่าหนวกหูแล้วตอนนั้นเองพงหญ้าข้างหลังก็ดังแซกๆ เหมือนมีอะไรขยับอยู่
เธอหันไปโดยไม่ได้คิดอะไรก่อนจะพบสิ่งมีชีวิตประหลาดสูงกว่าสามเมตรที่เหมือนเอาหมูป่าหมีและแมงป่องมาผสมรวมกัน
มันหายใจฟืดฟาดอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อเล็งสายตามายังรูริแล้วก็ส่งเสียงร้องประหลาด “เบียงงงงงงงง”พร้อมกับพุ่งตัวเข้ามา
“กรี๊ดดดดอะไรเนี่ย อะไรเนี่ย!?”
เธอหันหลังให้สัตว์ร้ายที่ไม่รู้ว่าเป็ตัวอะไรปากกรีดร้องพลางวิ่งสุดชีวิต
ป่ารกทึบไปด้วยต้นไม้เขียวขจีเธอได้แต่วิ่งฝ่าดงไม้ไปไม่รู้เหนือรู้ใต้
“ตายตายแน่ๆ”
กิ่งไม้กับใบหญ้าฟาดผ่านตัวไปทิ้งรอยแผลถลอกเพิ่มขึ้นทีละน้อยหากเธอก็วิ่งต่อไปโดยไม่สนใจ เมื่อเหลียวมองข้างหลังสัตว์ประหลาดตัวนั้นก็ยังคงไล่ตามมาไม่ลดละ
เธอเกร็งสีหน้าก่อนจะหันกลับไปวิ่งหน้าตั้งให้เร็วยิ่งขึ้น
หญิงสาวพยายามอ้อมต้นไม้บ้างลอดใต้พงไม้บ้าง เพื่อหาทางทิ้งระยะห่างแต่สัตว์ร้ายก็เพียงพุ่งชนผ่านสิ่งกีดขวางอย่างไม่แยแสเป็เส้นตรงมายังรูริเท่านั้นเอง
“ฉันว่าฉันทำลายสถิติกรีฑาได้แน่ๆเลย...แฮกๆ จะตื๊อไปถึงไหน ฉันไม่อร่อยหรอกนะ!!”
ยิ่งตั้งหน้าตั้งตาหนีกิ่งไม้ที่ฟาดผ่านไปก็ยิ่งทำร้ายและขัดขวางเธอ ความเหน็ดเหนื่อยมีแต่จะสะสมขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ไหวแล้ว...
พอคิดดังนั้นเธอก็รู้สึกเหมือนวิ่งทะลุผ่านบางสิ่งที่เป็ม่านบางๆมันทำให้เธอใเสียจนสะดุดขาตัวเองล้มลงไป
ใจลนลานว่าไม่ได้การแล้วรีบลุกขึ้นหันกลับหลังสัตว์ร้ายที่เคยนึกว่าจะพุ่งมาถึงตัวแล้วนั้นกลับยืนชะงักอยู่ในระยะที่แทบจะจ่อจมูกและมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทีงุนงง
แล้วราวกับว่าที่มันวิ่งไล่มาอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อครู่นั้นเป็แค่เื่โกหกสัตว์ประหลาดหมดความสนใจต่อรูริที่อยู่ตรงหน้า แล้วหันตัวเดินไปในทิศทางอื่น
“...รอดไปที...แต่นี่มันเพราะอะไรกันน่ะ”
เธอถอนใจยาวเมื่อกวาดสายตาไปก็ต้องเบิกตาโต
“...บ้าน?ทำไมกัน เมื่อกี้ไม่มีอะไรอยู่ตรงนี้แท้ๆ...”
บ้านหลังใหญ่ที่โผล่ขึ้นมากลางป่าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ต่อให้วิ่งหนีเอาเป็เอาตายแค่ไหนก็เป็ไปไม่ได้เลยที่จะมองไม่เห็นบ้านหลังใหญ่ปานนี้
หญิงสาวนึกประหลาดใจพลางเดินเข้าไปใกล้จนมองเห็นควันลอยขึ้นมาตามปล่องควัน
“มีใครอยู่ด้วย...”
มนุษย์คนแรกที่เธอได้พบั้แ่ถูกเอาตัวมาปล่อยในป่า
สัตว์ร้ายเมื่อครู่หายไปจากสมองเธอในทันทีสีหน้าค่อยคลายลงด้วยความโล่งใจ
“ขอให้เป็คนดีด้วยเถอะ!”
ในหัวตอนนี้มีแต่เื่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และอาหารอุ่นๆ สักมื้อ
หลังจากยกมือขอพรให้เ้าของบ้านมีใจเมตตาเผื่อแผ่สักหน่อยเถิดแล้วเธอก็ลากสังขารอันเหนื่อยโทรมตรงไปยังบ้าน
“นังเด็กตรงนั้นน่ะนี่เ้าเข้ามาจากทางไหน”
เสียงนั้นทักมาอย่างกะทันหันจนเธอสะดุ้งโหยง
พอหันไปยังต้นเสียงก็เห็นหญิงชรามีเืเปรอะไปทั้งตัวราวกับเพิ่งไปชโลมเืใครมาจากที่ไหนในมือนั้นถือมีดเล่มใหญ่
“กรี๊ดดดดดดดดผียายแก่!!”
“ใครเป็ยายแก่กัน!!”
โดยไม่มีโอกาสจะแย้งกลับว่านั่นใช่ประเด็นที่ควรโกรธรึความเหนื่อยจากการวิ่งไล่จับกับสัตว์ประหลาดและความแตกตื่นกับภาพสยองตรงหน้าก็ทำให้สติของรูริดับวูบลงในที่สุด
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/2Gbylei