เซียงจู๋พูดต่อไป “หากวันนี้ไม่สืบสวนเื่ราวให้ถี่ถ้วนเซียงจู๋เกรงว่าในอนาคตน้องรองรวมถึงคนอื่นๆ ในจวนจะถูกปรักปรำให้มีมลทินเช่นนี้เหมือนกันเซียงจู๋ไม่ได้รับความเป็ธรรมก็แล้วไป ทว่าน้องรองนั้นล้ำค่ายิ่งเป็แก้วตาดวงใจของท่านน้า เซียงจู๋มิอาจทนเห็นท่านน้าเสียใจในภายหลังได้...”
ฮูหยินเฒ่าไป๋ตัดบท “พอแล้วเ้าเองก็เป็คุณหนูใหญ่แห่งจวนไป๋ ล้ำค่าไม่ล้ำค่าอะไรกัน มานี่พาฟู่กุ้ยและแม่เฒ่าตู้ไปยังเรือนคุณชาย ข้าจะซักไซ้ไล่เลียงด้วยตนเอง!”
อวี๋ซื่อรีบแย้งด้วยความร้อนใจ “ท่านแม่...”
นายหญิงไป๋อธิบาย “เ้าอย่าเพิ่งกังวลไป หากนี่เป็การปรักปรำข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขาเดือดร้อนแน่นอน... เซียงจู๋ ไปกับยายเถอะ”
“เ้าค่ะท่านยาย” ไป๋เซียงจู๋คารวะอย่างนอบน้อมเดินตามหลังฮูหยินเฒ่าไป๋ ส่งสายตาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งไปยังอวี๋ซื่อที่กำลังขุ่นเคือง
อวี๋ซื่อใจสั่นครั่นคร้ามเกือบจะเกิดความรู้สึกผวาคล้ายโดนิญญาร้ายหลอกหลอน
ณ เรือนเหอเซียง
ฮูหยินเฒ่าไป๋นั่งตำแหน่งกิตติมศักดิ์อวี๋ซื่อ ไป๋เซียงจู๋และคนอื่นๆ ยืนอีกด้าน พวกเขาสามารถมองเห็นเงาร่างของลู่ชางหลงที่นอนคว่ำไม่ขยับเขยื้อนบนเตียงได้ผ่านม่านมุ้งแสนคลุมเครือ
“ท่านพี่ท่านน้ายืนยันว่าเซียงจู๋นัดพบกับท่านพี่เป็การส่วนตัวแต่เซียงจู๋ถือศีลกินผักอยู่ที่วัดต้าโฝนานหลายวันขนาดนั้นไม่เคยเห็นเคยเจอท่านพี่เลย หมายความว่าตาของเซียงจู๋จำท่านพี่ไม่ได้อย่างนั้นหรือ” ไป๋เซียงจู๋เดินเข้าไปตรงหน้ามุ้งบาง นางมิได้เปิดมุ้งนั้นออก ทว่าหยุดอยู่ตรงจุดที่ลู่ชางหลงเห็นนางได้อย่างชัดเจน
“เ้า...เ้ายังไม่ตาย...” เมื่อลู่ชางหลงพบกับดวงหน้างามล้ำล่มแผ่นดินของไป๋เซียงจู๋เขาไม่เหลือความตกตะลึงและหื่นกระหายอย่างในตอนแรกอีกแล้วมีแต่สีหน้าใกลัวถึงขีดสุด
“ท่านพี่นอนหลับนานจนเลอะเลือนหรือเ้าคะ เซียงจู๋ไหว้พระขอพรที่วัดต้าโฝอยู่ดีๆท่านพี่แช่งเซียงจู๋เช่นนี้ได้อย่างไร” ไป๋เซียงจู๋พูดไปในขณะที่คนอื่นไม่ได้สังเกต นางเผยเข็มเงินที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ เข็มนั้นสะท้อนแสงสว่างวาบทำให้ตาของลู่ชางหลงแทบบอดในเสี้ยววินาที
เ้าเข็มเงินนี่เป็เข็มเงินเล่มนี้ที่ทำให้เขาตกหลุมพรางของเด็กนี่ในวันนั้น อีกทั้ง... เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเกร็งบริเวณเหนือต้นขาทั้งสองข้างเงามืดและความสะพรึงกลัวในใจของเขาถูกขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเห็นแววตาเยือกเย็นของไป๋เซียงจู๋
“ท่านน้ายืนกรานบอกว่าข้าลักลอบพบกับท่านเซียงจู๋มีปากแต่มิอาจอธิบายชัดแจ้งได้ ท่านพี่จำได้หรือไม่” ไป๋เซียงจู๋คลี่ยิ้มพริ้มพรายถาม ทว่าในดวงตาที่เหมือนเหวลึกคู่นั้นมันทั้งสว่างไสวและเย็นเยือกจนทำให้ลู่ชางหลงต้องหดคอด้วยความหวาดกลัวหากเป็ไปได้เขาอยากไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้จริงๆ ไปให้ไกลแสนไกลจากผู้หญิงคนนี้
น่ากลัวเกินไปแล้วน่ากลัวเหลือเกิน
“เข้าใจผิด...เป็เื่เข้าใจผิด... ทั้งหมดเป็เพราะวันนั้นพี่ดื่มเหล้าเมามาย จึงถูกโจรขโมยทรัพย์ระหว่างทางแล้วจึงโดนทำร้ายจนาเ็สาหัส ทว่าตาลายเห็นสาวใช้คนหนึ่งเป็น้องวอนน้องอย่าถือโทษพี่เลย...” แค่กล่าวคำพูดเหล่านี้ลู่ชางหลงยังเอ่ยออกมาอย่างลำบากยากเย็น เขาััได้ว่าฟันของตนกำลังสั่นกระทบกัน
“ท่านพี่ท่านต้องคิดให้ดีนะ นี่คือท่านพี่เซียงจู๋!” ไป๋ชิงโหรวที่ยืนอยู่อีกด้านฟังถึงจุดนี้แล้วก็เริ่มหมดความอดทนไม่รั้งรอก้าวออกมาเอ่ยตักเตือนโดยพลัน
“เหลวไหล! หลงเอ๋อร์พูดเช่นนี้แล้ว เ้าเป็หลงเอ๋อร์หรืออย่างไร” ฮูหยินเฒ่าตวาดดุหน้าเขียว
ไป๋ชิงโหรวรีบถอยหลังกลับแววตาหลุกหลิกเล็กน้อย อวี๋ซื่อขยิบตาส่งสัญญาณให้นางและดึงตัวไปอีกทางลูกคนนี้หุนหันพลันแล่นเสียจริงๆ หากถูกจับพิรุธอะไรได้ขึ้นมาพวกนางก็จบสิ้นย่อยยับกันพอดี
อย่าคิดว่าทุกวันนี้ฮูหยินเฒ่าแก่แล้วแก่เลยจิตใจของนางยังตื่นรู้เบิกบานอยู่ หากไม่เฉลียวฉลาดมีกลเม็ดเด็ดพรายบ้างจะดูแลทั้งจวนไป๋ไม่ขาดตกบกพร่องได้อย่างไรแค่หลายปีมานี้นางหลงใหลในการสวดมนต์ภาวนาและละเว้นเนื้อสัตว์ จึงส่งมอบกิจการภายในให้อวี๋ซื่อจัดการก็เท่านั้น
เมื่อออกมาจากเรือนเหอเซียงไป๋เซียงจู๋ยกยิ้มที่มุมปาก
นางแน่ใจอยู่แล้วว่าลู่ชางหลงไม่กล้าพูดความจริงเพราะฉะนั้นนางจึงเลือกเล่นบทนี้ บัดนี้นางยังแสดงไม่จบเลย จะยุติง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร สิ่งแรกที่นางจัดการหลังกลับมาเกิดใหม่ย่อมต้องเป็การลงมือทำให้งดงามน่าดูชมสิ!
ไป๋ชิงโหรวมองอวี๋ซื่อด้วยอารมณ์เจ็บใจอวี๋ซื่อแอบใช้สีหน้าบอกบางอย่างแก่นางแล้วพยักหน้าน้อยๆ ไป๋ชิงโหรวไม่ยินดีนักถึงกระนั้นก็ยังเข้าไปกล่าวชักจูง “ท่านพี่ข้าเชื่ออยู่แล้วว่าท่านจะไม่ทำเื่พรรค์นั้น หลายวันมานี้ท่านพี่เหนื่อยยากแล้วห้องข้ามีขนมมาจากเซิ่งจิง [1] นิดหน่อยอร่อยเชียวล่ะ ท่านพี่ตามข้ากลับห้องไปลองชิมดีหรือไม่”
ไป๋ชิงโหรวฉีกยิ้มจนใบหน้าเป็ตะคริวพยายามจะเดินเข้าไปเพื่อจับมือของไป๋เซียงจู๋ด้วยความสนิทสนมรักใคร่ ไป๋เซียงจู๋กลับเบี่ยงกายเล็กน้อยมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้อย่างเฉยชา เมื่อเปรียบเทียบไป๋ชิงโหรวกับมู่จื่อรั่วแล้วความฉลาดของไป๋ชิงโหรวยังห่างไกลนักโดยเนื้อแท้ไป๋ชิงโหรวมิใช่คนประเภทที่เชี่ยวชาญในการเสแสร้ง นางเป็คนหุนหันพลันแล่นง่ายจองหองผยองหยิ่งจนเคยตัว หากมิใช่เพราะอวี๋ซื่อยังพอมีความหลักแหลมคอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆท่านยายคงรู้เจตนาของแม่ลูกคู่นี้ไปนานแล้วแต่มู่จื่อรั่วเป็เ้าของใบหน้าจริงใจไร้เดียงสาอีกทั้งมีความเอาใจใส่ผู้อื่นไม่รู้จบ ด้วยรูปลักษณ์เช่นนั้นหากตนในชาติก่อนไม่ได้ยินสิ่งที่นางพูดออกมากับหู ไป๋เซียงจู๋ไม่มีทางเชื่อแน่
บัดนี้ นางจะไม่มีวันลืมอดีตที่นางเคยโดนใบหน้านั่นลวงหลอกจนน่าอเนจอนาถเหลือทน!
เชิงอรรถ
[1]盛京 เซิ่งจิง คือชื่อในสมัยโบราณของเมืองเสิ่นหยาง ปัจจุบันเป็เมืองหลวงของมณฑลเหลียวหนิง