“ อาอู่เตะเปรี้ยงเข้าที่ก้านคอ หมาป่าตัวใหญ่กระเด็นไปไกล อาอู่หยิบเ้าเสือไฟโลหะออกมาบ้าง แล้วปล่อยให้มันเข้าไปจัดการ กับเ้าหมาป่าั์ตัวนี้
เสือไฟโลหะกลายร่างใหญ่เท่ากับหมาป่าั์ มันพุ่งทะยานเข้าไปขย้ำที่คอเ้าหมาป่าทันที หมาป่าเพิ่งลุกขึ้นมาได้ เห็นเสือไฟโลหะ ก็ผงะใ แต่ไม่ทันแล้วคมเขี้ยวโลหะ กัดเข้าไปที่ลำคอของหมาป่า แล้วก็กระชากออกมาจนหัวกระเด็นกลายเป็รูปปั้นดินเหนียว หัวขาดตกอยู่ที่ตรงหน้าพราหมณ์ชุดขาวที่ยืนหน้าซีดเป็ไก้ต้มทันที จากนั้น เสือไฟโลหะก็ะโขวางหน้าพราหมณ์ชุดขาวที่กำลังจะหนีไป พราหมณ์ชุดขาวรีบหันไปคุกเข้าขอชีวิตต่อหน้าอาอู่ทันที
“ ท่านผู้สูงศักดิ์ได้โปรดไว้ชีวิตด้วย พวกเราคงมีการเข้าใจผิดกัน อย่าให้ถึงกับฆ่าฟันกันเลย” เสียงสั่นๆ ของพราหมณ์คนนี้พูดออกมาด้วยความกลัวเสือไฟตัวนี้มาก
อย่างว่าแต่พราหมณ์คนนี้ที่กลัวเลย แม้แต่เหล่ารองแม่ทัพ และกลุ่มเพื่อนของอาอู่ที่ได้เห็นมันสำแดงเดชเป็ครั้งแรกยังหวาดกลัวเช่นเดียวกัน ไม่รวมศิษย์ทั้งหลายของอาจารย์พราหณ์ ต่างล้วนเข้ามาคุกเข่าข้างหลังอาจารย์กันหมดทุกคน
“ ครั้งนี้ข้าจะปล่อยพวกเ้าไป แต่อย่าให้ข้ารู้ว่าพวกเ้าคิดชั่ว ข่มแหงคนบริสุทธิ์อีก ข้าจะให้พวกเ้าได้เป็ผีเฝ้าูเาแห่งนี้ตลอดไป” พูดเสร็จอาอู่ก็เดินขึ้นเขาต่อไปโดยไม่สนใจกลุ่มศิษย์และอาจารย์เหล่านี้อีกเลย
เ้าเสือไฟโลหะก็ะโตามอาอู่ไปด้านข้าง อาอู่ยังไม่เสกให้มันเป็หุ่นเหมือนเดิม อยากให้มันมีความรู้สึกกับโลกใบนี้มากๆ หน่อยแล้วมันก็อยากที่จะอยู่แบบนี้มากกว่าด้วย แต่ทุกคนในกลุ่มอาอู่ต่างก็หวาดเกรงกลัวมันทุกคน จนสักพักก็เริ่มชินไปกับมัน เริ่มไม่ค่อยกลัวเสือไฟโลหะตัวนี้แล้ว
ในที่สุดทุกคนก็ก้าวขึ้นมาสู่ยอดเขาแรก ท่ามกลางูเาทั้งสามลูก แสงจันทร์ที่ส่องลงมากระทบกับเจดีย์โบราณ ที่ตั้งอยู่บนเขาที่สูงที่สุด มองจากยอดเขาที่กลุ่มอาอู่ยืนอยู่แล้วรู้สึกเหมือนมีมนต์ประหลาดให้ทุกคนหยุดมองไปอาจละสายตาออกไปได้
“ ที่นี่เป็ซากของเมืองโบราณ ไม่รู้สร้างสมัยไหน มียอดเขาสูงที่สุดมีเจดีย์ที่ยังพอเห็นได้ชัด ไม่มีใครกล้าเข้าไปดูด้านใน ส่วนอีกูเาอีกลูกนั้นก็เป็ซากของวังโบราณอีกหลังหนึ่งเช่นกัน ส่วนที่พวกเรายืนอยู่น่าจะเป็วังโบราณเพราะว่ามีเสาตั้งอยู่มาก แล้วพื้นที่ใหญ่กว่าูเาทั้งสองลูกมากนัก” ท่านรองแม่ทัพวายุรายงานออกมาเบาๆ ทำให้บรรยากาศเริ่มมีความน่ากลัวเข้าไปอีก
“ พี่เทพธิดา คำเล่าลือเื่เพชรส่องแสงไปทั่วเมืองนั้นท่านรู้เื่บ้างไหม”อาอู่ถามพี่เทพธิดาจะได้ไม่เหงา
“ ข้าไม่รู้ หากเ้าอยากรู้ก็ถามเขาเอง เขาอยู่ที่นี่มานานมากแล้ว” พี่เทพธิดาแนะนำ
“ ใคร ทำไมข้าััคนหรือิญญาอื่นไม่ได้เลย” อาอู่สงสัยยิ่งนัก
“ เ้าลองใช้สติของเ้าอีกครั้ง แล้วเ้าจะััเขาได้เอง” พี่เทพธิดาบอกให้ติดต่อเอาเอง
ทันใดนั้นเอง แสงเพชรก็แวววาวขึ้นมาจาก เจดีย์โบราณ พุ่งออกไปทั่วบริเวณูเาทั้งสามยอด สร้างความตื่นตะลึงให้กับกลุ่มของอาอู่ทั้งหมด
“แสงนี้มันออกมาจากด้านในเจดีย์ ได้อย่างไร ปกติมันจะอยู่ด้านนอกมิใช่หรือ”อาอู่ถามท่านรองแม่ทัพวายุ
“ ความจริงข้าก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน แต่ครั้งนี้เห็นจะจะเลยว่าแสงนี้มาจากข้างในเจดีย์แน่นอน” รองแม่ทัพวายุตอบด้วยความมั่นใจ
อาอู่รีบเดินไปที่เจดีย์แห่งนั้นทันที พอทุกคนมาถึงแสงที่ส่องออกมาก็หายไป ทุกคนต่างมองดูรอบๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ อาอู่เริ่มส่งจิตตรวจสอบ ก็รู้ทันทีว่าข้างในเจดีย์มีอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาเข้าหูอาอู่
“ ท่านผู้มีบุญในที่สุด ข้าก็ได้มีโอกาสพบท่านแล้ว” เสียงดังเข้ามาในหูของอาอู่
“ ที่แท้ท่านเป็ใครกันแน่” อาอู่ได้ยินแต่เสียงไม่ได้เห็นหน้า
“ ข้าคือเทพารักษ์แห่งยอดเขาคีรี์ แห่งนี้ ข้ามีหน้าที่ปกป้อง พระอัฐิของสมเด็จพระพุทธเ้า ที่ถูกบรรจุในเจดีย์แห่งนี้ ในทุกๆ วันที่พระจันทร์เต็มดวง
แสงจากอัฐิธาตุจะส่องประกายไปทั่วเมืองเพื่อรอให้ผู้มีบุญญาธิการ มาช่วยดูแลให้องค์พระอัฐิธาตุให้อยู่เป็มิ่งขวัญแก่ชาวเมืองพริบพรี แห่งนี้ ในที่สุดท่านก็มา”
“ มีอัฐิธาตุอยู่ในเจดีย์แห่งนี้ แล้วใครสร้างเอาไว้ทำไมถึงไม่ดูแลกัน”
“ พระธาตุแห่งนี่สร้างมาั้แ่ พันกว่าปีก่อน โดยสมณเ้าจากอินเดีย ได้นำอัฐิธาตุมาบรรจุไว้ที่นี่ ผู้สร้างสมัยนั้นคือ พระพนมทะเล หลังจากท่านสร้างเสร็จก็ไม่ค่อยมีใครมาดูแลรักษาสนใจ สุดท้ายก็มีสภาพอย่างที่ท่านเห็น” ท่านเทพารักษ์เอ่ยด้วยความเศร้าใจ
“ แล้วข่าวลือที่ว่าเพชรที่ส่องแสงไปทั่วนั่นมีจริงหรือไม่” อาอู่สงสัยอยากรู้
“ ไม่มีหรอก แสงที่ส่องไปทั่วเมืองเกิดจากแสงจากดวงจันทร์มากระทบกับหินบนูเายามหน้าแล้งต้นไม้ตายหมดไม่มีต้นไม้ปกคลุม อาจพอได้เห็นแสงสะท้อนออกไป แต่ในปัจจุบันนี้ต้นไม้ขึ้นปิดทับก้อนหินไปหมดแล้วไม่มีให้เห็นแสงอีกต่อไป ส่วนที่ท่านเห็นแสงจากเจดีย์นั้นเป็เพราะว่า ท่านเป็ผู้มีบุญญาธิการ จึงทำให้ท่านได้เห็นกันในวันนี้” อาอู่พยักหน้าอย่างเข้าใจทุกอย่าง
“ ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะบูรณะซ่อมแซมพระธาตุเจดีย์แห่งนี้ ข้าให้สัญญา” อาอู่ให้คำมั่นกับท่านเทพารักษ์แห่งเขาคีรี์แห่งนี้
อาอู่ลืมตาขึ้น ขณะที่ทุกคนก็เฝ้ามองที่อาอู่เป็จุดเดียว เพราะว่าพี่เดชบอกว่าอาอู่กำลังติดต่อกับใครบางคนอยู่ ทุกคนเลยได้แต่รอ
“ พวกเรากลับกันเถอะ “ อาอู่พูดเพียงเท่านี้ แล้วเดินนำลงจากยอดเขาคีรี์พอกลับถึงค่ายที่พักอาอู่เรียกทุกคนมาพบ แล้วบอกทุกคนว่า
“ ต่อไปนี้ข้าจะมอบหมายให้ที่ปรึกษาที่ 2 ท่านสุนัย กับรองแม่ทัพทั้งสี่ไปบูรณะซ่อมแซมเจดีย์โบราณบนยอดเขาคีรีสามยอด โดยทำทางขึ้นลงให้สะดวกกว่านี้ แล้วบอกชาวบ้านทุกคนว่าที่เจดีย์แห่งนี้เป็ที่บรรจุอัฐิธาตุของสมเด็จพระพุทธเ้า
ต่อไปสร้างเสร็จแล้ว ก็ให้เรียกชื่อใหม่ ว่า พระธาตุจอมเพชร ส่วนูเาคีรีสามยอด ก็ให้เรียกว่า ูเาคีรี์ ส่วนเื่ตำนานเพชรส่องแสงนั้น ความจริงแล้วเกิดมาจาก แสงจันทร์ได้มากระทบกับหินทีู่เา ทำให้เกิดแสงส่องไปทั่วเมืองแต่ว่าบัดนี้ ไม่มีแล้วต้นไม้ปกคลุมไปทั่ว “ หลังจากที่อาอู่สั่งการแล้วอาอู่ก็หยิบถุงทองที่ซ่งอี้ให้ไว้ก่อนเดินทางมามอบให้กับท่านสุนัย ไว้เป็ทุนในการบูรณะเจดีย์ในครั้งนี้ พอท่านสุนัยเปิดถุงออกดู ก็ใมาก เพราะมันเป็ทองคำ 1,000เหรียญ สามารถสร้างวัดยังได้เลย
จากนั้นอาอู่ก็นั่งเรือกลับเกาะเมืองสยาม โดยมีกองทหารอีก 500 ตามมาด้วยพร้อมกับท่านรองแม่ทัพวายุที่เป็หัวหน้าทหารในครั้งนี้
อาอู่มาถึงเกาะเมืองสยามได้พบกับซ่งอี้ ก็เลยให้ท่านช่วยจัดหาสถานที่เป็ที่พักให้กับพวกทหารเหล่านี้ด้วย แล้วยังจะมีอีก 1,500 คน กำลังทยอยมาสร้างความตกตะลึงให้กับซ่งอี้ยิ่งนัก แต่พอฟังอาอู่เล่าให้ฟัง ก็เข้าใจแล้วเห็นดีด้วย ท่านอาจารย์เมฆาแนะนำสถานที่ตั้ง ค่ายทหารให้ไปอยู่ที่ฝั่งเยื้องไปทางหน้าวัดพนัญเชิง ตรงนั้นเป็ที่ว่าง เรียกว่า หนองโสน สร้างตรงนั้นน่าจะเหมาะที่สุด ซ่งอี้ก็เห็นดีด้วย โดยเริ่มว่าจ้างคนให้ไปปรับพื้นที่ก่อสร้างอย่างเร่งด่วนเพื่อรองรับคนที่จะเข้ามาอีกมาก
“ ท่านพ่อ ข้าจะให้คนมาคุ้มครองในบ้านเราหลังนี้ 500 คน ท่านพ่อช่วยจัดสรรที่พักที่อยู่ที่กินให้พวกเขาด้วย แล้วอีก 300 คน ข้าจะให้พวกเขาไปคุ้มครองความปลอดภัยที่เขตการค้าของเรา ไว้ป้องกันพวกนักฆ่าจากจามปาหากมันมาอีก”อาอู่บอกกับซ่งอี้เพื่อความปลอดภัย
“ ก็ได้แล้วแต่เ้าเถอะ ส่วนเื่ที่อยู่ที่กิน พ่อจะจัดการให้พวกเขาทั้งหมด ที่ดินของเรามีอยู่มากมาย จะสร้างเมืองทั้งเมืองยังได้เลย แต่ว่าคนของเราก็มีกองกำลังอยู่อีก เกือบ สองพันคน เวลานี้ก็ทั้งเฝ้าบ้านและเขตการค้าของอีกหลายเมืองก็จ้างคนของเราไปเฝ้าดูแล ถ้าได้คนมาเพิ่มกว่านี้ พวกเราก็รับจ้างดูแลความปลอดภัยให้พวกเขาทั้งหมดเลยก็น่าจะดี ข้าว่า เ้าค่อยๆ คิดเื่นี้ แล้วรวมพวกเขาเป็กลุ่มเดียวกัน เวลาทำงานจะได้ไม่ทับซ้อนกัน” ซ่งอี้ให้อาอู่กลับไปคิดเื่นี้ด้วย อาอู่นึกบางอย่างขึ้นมาได้ แล้วรีบขอตัวไปหาท่านอาจารย์เมฆากับพวกทันที
“ เกือบหมื่นคนเชียวหรือ” อาจารย์เมฆาและคนอื่นๆใกับคำพูดของอาอู่ที่บอกว่าจะใช้กองกำลังนับหมื่นคน เพื่อปกป้องชาวต่างเมืองที่มาค้าขายที่เกาะเมืองสยาม
“ ใช่แล้วท่านอาจารย์ คนจากเขตการค้าทั้งหมด้าความปลอดภัย ไม่ว่าจะจากโจร ขโมยจี้ปล้น หรือกองกำลังอื่นๆ ที่ชอบมาไถเงินค่าคุ้มครอง พวกเขาเป็กลุ่มพ่อค้าเล็กๆไม่ใช่ เขตการค้าใหญ่ทั้งสาม ทุกวันนี้พ่อของข้าต้องรับจ้างคนเข้ามาอยู่ในสังกัด เกือบสองพันคัน แทบจะไม่มีปัญญาควบคุมได้แล้ว ข้าคิดจะนำผู้คนเหล่านี้มาฝึกเป็ทหารสังกัดของเราทั้งหมด แล้วรับคนเพิ่มขึ้นอีก โดยเราจะให้ค่าตอบแทนให้พวกเขา พร้อมให้ครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่เขตทหารของเรา”อาอู่เสนอออกไปทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย เพราะว่าดีกว่าไปเป็ทาสไม่มีรายได้คงมีผู้คนมาเข้าร่วมกับกองกำลังของเรามากขึ้น
“ องค์ชายน้อย ถ้าเพียงแค่คุ้มกันพวกทหารที่พริบพรีเราก็น่าจะทำได้ ปล่อยให้พวกเขาอยู่เฉย แก่ตายไปวันๆ พวกเขาไม่มีความสุขกันหรอก” รองแม่ทัพวายุเสนอ
อาอู่เห็นด้วยให้พวกเขาทยอยกันมา พอค่ายทหารที่หนองโสนสร้างเสร็จก็ย้ายครอบครัวเข้ามาที่แห่งนี้ได้เลย แต่ว่าทุกคนที่จะออกไปคุ้มครองต้องได้รับการฝึกฝนจากท่านอาจาย์เมฆาเสียก่อน
“ ต้องลำบากท่านอาจารย์อีกแล้ว” อาอู่เอ่ยขึ้นด้วยความเกรงใจ
“ ไม่เป็ไร อาจารย์ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ยังมีท่านสินธู กับรองแม่ทัพช่วยอีก เ้าอย่าได้ห่วงไปเลย” ท่านอาจารย์เมฆารู้สึกปลื้มใจ ที่อาอู่คงยังไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่เขาทำนั้น มันคือการซ่องสุมกำลังดีดี นี่เอง แต่ว่าทำในรูปแบบปกป้องชาวต่างเมืองซึ่งไม่มีใครกล้าสงสัยหรือว่าทำอะไรได้ แต่ว่าอำนาจสั่งการอยู่แค่เพียงคนเดียว หากว่าสั่งโจมตีเมืองเช่นละโว้แล้ว คาดว่า ไม่เกิน สามวัน ละโว้ต้องพินาศแน่..