“เจ้านี่น้า...” ไป๋เซียงจู๋ไม่รีรอ ดึงกริชออกมาเฉือนนิ้วของตนเองโลหิตสีแดงสดไหลออกมาทันที
หนึ่งหยด สองหยด
ริมฝีปากที่เดิมทีก็ซีดขาวจนแตกระแหงของตู้เจวียน จู่ๆก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม หยดเลือดที่มีกลิ่นคาวไหลลงไปในลำคอตู้เจวียนที่สับสนสัมผัสได้เพียงรสหวานล้ำในคอเท่านั้นจากนั้นความรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกพลันสลายหายไป
“คะ... คุณหนู มือของคุณหนู?”
ตู้เจวียนคว้ามือของไป๋เซียงจู๋มาดู นิ้วของนางมีเลือดติดอยู่มันส่งกลิ่นหอมประหลาด สาวรับใช้ตัวน้อยตื่นตกใจเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่เป็นไร อย่าได้เอะอะโวยวายไปต่อไปเจ้าจงอย่าจับสิ่งของต่างๆ มั่วซั่ว”ไป๋เซียงจู๋ใส่ยาห้ามเลือดลงบนนิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเก็บขวดกระเบื้องสีขาวขึ้นมาพิษเหล่านี้ล้วนเป็นพิษร้ายแรง หากว่าร่างทั้งร่างของนางมิใช่โอสถชั้นดีและเลือดตนเองเป็นยาแก้พิษ นางคงไม่กล้าศึกษาเช่นนี้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตู้เจวียนเตือนนางว่านางควรเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้ใครก็ตามกินหรือดมกลิ่นโดยมิได้ตั้งใจ
ไม่อย่างนั้นเขาหรือนางอาจจะเสียชีวิตได้
และยาพิษเหล่านี้ นางไม่มีทางเลือกจึงต้องทำมันขึ้นมาทว่านางมิอาจใช้ได้ตามอำเภอใจ ผลที่ตามมานั้นอันตรายเกินไปนอกเสียจากว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ไร้หนทางแล้ว นางถึงจะใช้มัน
นอกจากนี้ แม้ขวดยาจะเล็กเช่นนี้ทว่าส่วนผสมสมุนไพรนั้นกลับหายากเป็นอย่างยิ่งปกติพวกมันทำขึ้นเพื่อรักษาอาการท้องเสียหรือเป็นยาระบายที่ทำให้ผู้คนรู้สึกแย่น้อยลงเท่านั้น
สตรีผู้นี้ช่างโชคดีเหลือเกิน นางเลือกขวดที่มีฤทธิ์มากที่สุด
ไป๋เซียงจู๋พูดไม่ออกไม่รู้ว่านี่จะเรียกว่าโชคดีหรือว่าโชคร้ายกันแน่
“เพราะอันใดกัน...” ตู้เจวียนลังเลอึกอัก
เพราะอันใดกัน ทั้งๆที่นางรู้สึกอย่างชัดเจนว่าตนเองกำลังจะตายทว่าเลือดของคุณหนูสามารถช่วยชีวิตนางเอาไว้ได้?
"เลือดของข้าสามารถใช้เป็นยาพิษและยาถอนพิษได้หลายร้อยชนิด"
ไป๋เซียงจู๋ไม่ได้ปิดบัง ตู้เจวียนได้รับความไว้วางใจจากนางในขณะเดียวกันนางก็ต้องการทำให้ข้ารับใช้ตัวน้อยคนนี้รู้สึกสบายใจว่ายามนี้นางได้รับการถอนพิษแล้ว
หัวใจของตู้เจวียนสับสนอย่างหาใดเปรียบ คุณหนูทำร้ายตัวเองเพื่อล้างพิษให้นาง
การมองอย่างซาบซึ้งขอบคุณนี้ทำให้ไป๋เซียงจู๋ขมวดคิ้วความซาบซึ้งนี้มากเกินไปสำหรับนาง นางเป็นคนที่มีจิตใจเยือกเย็นไม่คุ้นเคยกับการถูกจดจ้องด้วยสายตาเช่นนี้ ทว่าอย่างไรเสียนางก็มิอาจปล่อยให้ตู้เจวียนตายโดยที่ไม่ลงมือทำอันใดเลยได้
“พอได้แล้ว ต่อไปห้องนี้จะถูกลงกลอนหากสามารถเข้ามาได้อย่างง่ายดาย ก็จะมีผู้คนเข้ามาได้ง่ายเกินไป”ไป๋เซียงจู๋เก็บข้าวของแล้วปิดประตู ก่อนจะลงกลอน
ตู้เจวียนพยักหน้าด้วยความหวาดกลัว นางเดินตามไป๋เซียงจู๋อย่างโง่เง่า
อีกสามวันจะเป็นเทศกาลล่าปาแล้ว หากพ้นเทศกาลไปอีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันฉลองปีใหม่แล้ว
พี่ใหญ่น่าจะกลับมาในเร็วๆ นี้ อีกทั้งจวินมู่ซีด้วย
นางยังคงอยากถามว่าเขาคิดเช่นไรในยามนี้พวกเขาต้องหมั้นหมายกันแล้ว ในชีวิตนี้นางสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตที่ต้องอภิเษกกับคนในราชวงศ์ได้ นางโล่งใจเป็นอย่างยิ่งอย่างน้อยนางก็ไม่ต้องเหนื่อยหนักถึงเพียงนั้นแล้ว
ข้างนอกหน้าต่างแสงแดดกำลังพอดีดังนั้นไป๋เซียงจู๋จึงขอให้ตู้เจวียนนำเก้าอี้มานอนเอนกายใต้ชายคาเรือนหญิงสาวห่มผ้าห่มและนอนบนเก้าอี้อย่างเงียบๆ อ่านหนังสือ ก่อนจะค่อยๆผล็อยหลับไปอย่างช้าๆ เมื่อคิดว่านางจะมีชีวิตที่สดใสเช่นนี้ในอนาคตแม้กระทั่งในความฝัน คิ้วปากของนางก็แฝงไปด้วยรอยยิ้มที่สดใส
เป็นเพียงชั่วขณะเดียวที่นางปล่อยให้ตนเองได้พักผ่อนหลังจากที่ฮ่องเต้เสด็จกลับเมืองหลวงแล้วก็จะมี ‘ศึกหนัก’ ให้ต้องสู้กันอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าคุณหนูนอนสบายไร้กังวลตู้เจวียนก็นั่งเฝ้าไป๋เซียงจู๋อยู่ข้างกายอย่างเชื่อฟังนางรู้สึกว่าคุณหนูของนางช่างลึกลับและพิเศษเป็นอย่างยิ่ง
ทักษะทางการแพทย์ที่ล้ำเลิศ เม็ดยาเหล่านี้ทั้งมีผลลัพธ์ยอดเยี่ยมและมีประสิทธิภาพอีกทั้งร่างกายที่เป็นโอสถ
นางรู้สึกว่าคุณหนูของตนเป็นดั่งเทพเซียนที่กลับชาติมาเกิดช่างน่าเคารพชื่นชมเหลือเกิน
และนางรู้สึกมากขึ้นทุกวันว่าตนเองนั้นช่างโชคดีจริงๆที่ได้อยู่กับเจ้านายเช่นนี้
“ตู้เจวียน ข้างนอกมีข่าวลือที่น่าสนใจหรือไม่”
หากลองนับวันดู ฮ่องเต้น่าจะใกล้กลับมาแล้วทว่าเหตุใดถึงไม่ได้ยินข่าวการกลับมาของพระองค์เลย
คนผู้นี้มักเป็นเช่นนี้อยู่เสมอไม่กี่วันก่อนยังหวังว่าฮ่องเต้จะทรงยังไม่กลับมาทว่ายามนี้กลับตั้งตารออย่างหาใดเปรียบ เงินที่นางลงทุนไปอาชาเหงื่อโลหิตเหล่านั้น น่าจะซื้อได้เกือบครบหมดแล้วกระมัง
ยามนี้ลองมาคิดดูแล้ว หากนางกับจวินมู่ซีสามารถเกี่ยวดองกันได้จริงๆแล้วล่ะก็ สามีและภรรยาจะทำธุรกิจกันทั้งด้านสว่างและด้านมืดเพื่อหาเงิน
มุมปากของนางเหยียดยกทำให้เกิดรอยยิ้มแปลกประหลาดขึ้นทว่าความงดงามนั้นกลับเปล่งประกายสดใสกว่าแสงจากดวงอาทิตย์
ตู้เจวียนเหม่อลอย ใช้เวลานานกว่าจะตอบโต้นางเริ่มพูดถึงเรื่องสองเรื่องที่คนคุยกันมากที่สุดข้างนอกเวลานี้
ที่แท้แล้วเรื่องที่หนึ่งนั้นเกี่ยวข้องกับนาง นั่นก็คือผู้ใดกันแน่ที่เป็น ‘หมอวิเศษ’ ผู้นั่งอยู่ในโรงหมอชั้นหนึ่งเขาแต่งงานแล้วหรือยัง มีพื้นเพครอบครัวเป็นเช่นไร...
ทันทีที่ไป๋เซียงจู๋ได้ยินสิ่งนี้ นางก็หัวเราะจนไม่อาจยืดตัวให้ตรงได้
ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องซุบซิบเช่นใดกันนี่กำลังจะบอกนางว่ามีคุณหนูท่านใดพึงตาต้องใจนางเข้าแล้วหรือ?
“คุณหนู ท่านอย่าได้หัวเราะไปเลยเจ้าค่ะยามที่ท่านปลอมตัวเป็นบุรุษ ท่านมีเสน่ห์ชั่วร้ายกว่าคุณชายใหญ่เสียอีกคุณหนูที่สนใจในตัวท่านมีไม่น้อยเลยทีเดียว”
ใบหน้าของตู้เจวียนแดงก่ำยามที่นางเอ่ยนึกถึงคุณหนูของตนยามที่นางสวมเสื้อผ้าของคุณชายใหญ่สามารถเรียกได้ว่าโดดเด่นงามสง่าเลยทีเดียว
“โอ้ ตั้งแต่เมื่อใดหรือ” ไป๋เซียงจู๋เลิกคิ้วท่าทีนี้เป็นท่าทีที่นางชอบทำยามที่แต่งตัวเป็นบุรุษ เสน่ห์เย้ายวนเต็มเปี่ยมล่อลวงสตรีได้มากมายนับไม่ถ้วน
ตู้เจวียนหน้าแดงก่ำ นางก้มหัวลงคุณหนูช่างแกล้งโง่ได้เก่งเหลือเกิน นางโปรยเสน่ห์อยู่ข้างหน้าตนเองเดินอยู่ข้างหลัง ท่ามกลางผ้าปักลายที่ปลิดปลิวไปทั่วท้องฟ้าเพื่อทอดสะพานคุณหนูของนางอีกทั้งคนส่วนใหญ่ที่อ้างว่ามารับการรักษาล้วนเป็นสตรีทั้งนั้นมิใช่หรือ
เมื่อเห็นว่าข้ารับใช้ตัวน้อยอับอาย ไป๋เซียงจู๋ก็หยุดล้อเลียนนางและเปลี่ยนเรื่อง"เรื่องที่สองคือเรื่องอันใด บอกข้าที"
จู่ๆ ตู้เจวียนก็มีพลังขึ้นมา นางกล่าวในทันทีว่า“เรื่องที่สองย่อมเป็นเรื่องที่ฮ่องเต้ทรงหลบหนีจากความยากลำบากได้สำเร็จและชายสูงศักดิ์ที่พระองค์ทรงพบเข้าคือผู้ใดเจ้าค่ะ”
ดวงตาของตู้เจวียนเป็นประกาย ปากของนางเต็มไปด้วยฟองหญิงสาวยังมีส่วนร่วมในการคาดเดาด้วยนางเอ่ยชื่อตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงออกมาทั้งหมด
ไป๋เซียงจู๋มีรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากเมื่อได้ยินสิ่งที่ตู้เจวียนเอ่ย ไป๋เซียงจู๋ก็อยากจะหัวเราะออกมาเล็กน้อยทุกคนต้องการประจบสอพลอผู้สูงศักดิ์คนนี้ล่วงหน้า เมื่อรู้ว่าเขามีครอบครัวอยู่ในเมืองหลวงเดามาเดาไป เมืองหลวงและชายแดนอยู่ไกลจากกัน ไม่สะดวกในการส่งสารผู้ใดกันแน่ที่เป็นผู้มีพระคุณของฮ่องเต้ ข่าวสารนี้ยังคงไม่ชัดเจนคนในเมืองหลวงจึงพากันระดมสมองในการคาดเดาว่าบุคคลนั้นน่าจะเป็นใครมากที่สุดและมาจากตระกูลขุนนางใดเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์
ว่ากันว่าตระกูลผู้สูงศักดิ์นี้ไม่โดดเด่นนักดังนั้นขุนนางเหล่านี้จึงเริ่มให้ความสนใจกับตระกูลขุนนางที่แรกเริ่มเดิมทีไม่อยู่ในสายตา
ท่าทีทั้งหลายเหล่านั้น เทียบเชิญทั้งหลายเหล่านั้นโบยบินไปทั่วทั้งท้องฟ้าบุญคุณอันยิ่งใหญ่ในการช่วยฮ่องเต้ แม้จะเป็นเพียงตระกูลที่ไม่โดดเด่นทว่าเมื่อได้รับเกียรตินี้แล้วยังต้องกังวลว่าจะไม่สามารถขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดและยกระดับวงศ์ตระกูลได้อีกหรือดังนั้นช่วงเวลานี้ในเมืองหลวงจึงเรียกได้ว่าคึกคักกันอย่างผิดปกติ
ตระกูลผู้สูงศักดิ์เริ่มถ่อมตนมากขึ้น ตระกูลเล็กๆเริ่มหยิ่งผยอง ทุกคนที่เดินสวนกันไปมาล้วนมีรอยยิ้มบนใบหน้า
ไป๋เซียงจู๋ยิ้มกว้างขึ้นเหตุใดถึงไม่มีผู้ใดสงสัยท่านลุงสามและท่านพี่ของนางเลยเล่า
อันที่จริงไป๋เซียงจู๋ไม่รู้ทว่าแท้จริงแล้วตระกูลไป๋เองก็ได้รับเทียบเชิญเช่นกันแต่พวกเขาไม่ได้คิดว่าครอบครัวของตนจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้มีพระคุณเป็นความจริงที่ว่าตระกูลไป๋เป็นเพียงพ่อค้าของราชวงศ์สองปีที่ผ่านมามีเพียงไป๋ฉางอวิ๋นที่เป็นที่ยอมรับ และคนอื่นๆในตระกูลไป๋ก็เป็นเพียงพ่อค้าที่มีชื่อเสียงก็เท่านั้น นอกจากนี้ครั้งสุดท้ายที่เข้าไปที่วัง ไป๋เซียงจู๋ได้ก่อเรื่องล่วงเกินสนมรักขององค์ฮ่องเต้เข้านอกเหนือจากเรื่องเหล่านี้ ก็ไม่มีผู้ใดที่รู้อีก
พ่อค้าจะเข้าไปพัวพันกับชายลึกลับผู้มีบุญคุณได้อย่างไร