คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 118 : หนังสือ

     

            แม้หากเพ่งมองสามารถเดาออกได้ว่านางผู้นี้มีอายุกว่าสิบแปด แต่หากมองผิวเผินกลับคล้ายเด็กตัวน้อยอยู่หลายส่วน

     

            หนึ่งสตรีงาม หนึ่งบุรุษยืนจับจ้องปั้นหน้างุนงงมากคำถามอยู่นาน ทิ้งช่วงเกือบนาทีปากบางอมชมพูจึงขยับ

     

             “เฮ้ก้าส่งเจ้ามารึ”

     

             “...”

     

            เห็นชายหนุ่มตรงหน้าไม่กล่าวตอบ นางเลยเลื่อนสายตาสำรวจตั้งแต่ปลายผมจรดข้อเท้า จนพบเข้ากับป้ายสีเงินในมือ

     

            นี่คล้ายเรื่องบังเอิญไม่น้อย ด้วยความที่ชิลเคยเข้าไปอยู่ในหุบเขาจัตุรัสยักษาทำให้พอรู้ว่าแผ่นป้ายยืนยันสถานะส่วนมากผู้คนมักเหน็บไว้ข้างเอว เลยทำให้เขาเลือกไม่เก็บมันเข้าไปในเชือกสีดำดังเช่นชุดคลุม

     

             “งั้นรึ เจ้าคือคนที่สาม”

     

            ว่าแล้วนางก็ยกมือชี้ไปยังหน้าประตูตำหนัก

     

             “ฝั่งซ้ายเป็นส่วนของข้า ส่วนของเจ้าอยู่ด้านขวา ด้วยความที่ข้าอาศัยอยู่เพียงฝั่งซ้ายทำให้พื้นที่ด้านขวามีฝุ่นเกาะหนาชั้น โปรดทำความสะอาดให้ด้วย”

     

            สิ้นคำนางก็เดินผละหายเข้าไปในตำหนักอย่างเงียบงัน ระหว่างหมุนตัว กลิ่นกายอันสะอาดบริสุทธิ์พลันส่งผ่านสายลมกระจายทั่วทิศ ส่งให้ชิลอดไม่ได้ที่จักรู้สึกสดชื่นเมื่ออยู่ใกล้ 

     

            นัยน์ตาองุ่นมองตามร่างที่ส่วนสูงไม่ถึงร้อยห้าสิบเซนก้าวเท้าเนิบนาบด้วยท่วงท่าอันงดงาม กระนั้นพอเห็นนางกำลังเลี้ยวขวา ก็รู้สึกแปลกใจในคำพูดก่อนหน้าอยู่ไม่น้อย ทว่าจู่ๆร่างบางสตรีพลันหยุดชะงักอย่างรู้ตัว เลื่อนสายตาหันกลับมามองราวต้องการดูสีหน้าเด็กหนุ่ม ก่อนวาดเท้าเดินเข้าไปยังฝั่งซ้ายตามคำบอก

     

            ชิลหรี่ตาลงอย่างใคร่ครวญ เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง อย่างไรความคิดนั้นกลับอยู่เพียงครู่ ไม่นานร่างในชุดคลุมดำจึงตัดสินใจนั่งลงเหม่อมองบรรยากาศอันร่มรื่นโดยรอบต่อ พลางคิดในหัวว่าหากลาม่อนอยู่ที่นี่คงดีไม่น้อย เหตุเพราะตาแก่คออ่อนย่อมมีชาดีให้จิบขณะนั่งชมความงามจากธรรมชาติอยู่ร่ำไป

     

            ยามรุ่งมาพร้อมกับเสียงนกน้อยอันเป็นสัญญาของธรรมชาติแสนร่มรื่น ชิลยังคงนั่งหลับตาซึมซับพลังงานสวรรค์อยู่ที่เดิม แม้พลังงานสวรรค์ในที่แห่งนี้จักไม่ได้หนาแน่นเท่าบนเขา ทว่ากลับรู้สึกผ่อนคลายทุกครั้งที่รับอากาศหายใจ

     

            ไม่นานเวลากับผันผ่านหมุนเคลื่อน จากเช้าเป็นสาย จากสายเป็นเที่ยง จากเที่ยงเป็นบ่าย สุดท้ายก็ตกเย็น กระนั้นร่างบุรุษชุดคลุมดำกลับยังคงมิขยับเขยื้อน เช่นกันตั้งแต่สตรีชุดคลุมขาวหายเข้าไปในตำหนักฝั่งซ้าย นางก็มิปรากฏกายออกมาอีก

     

            แสงอาทิตย์ยามใกล้ค่ำส่องผ่านใบหน้าอันสง่างาม ชิลนั่งนิ่งอีกสักพัก เมื่อรู้สึกว่าตนซึมซับความสงบทางธรรมชาติมากพอแล้ว จึงตัดสินใจลืมตา ลุกขึ้น เดินเข้าไปยังตำหนักฝั่งขวา

     

            และสิ่งเขาพบก็ทำให้นัยน์ตาองุ่นต้องเบิกกว้าง

     

            ภายในนั้นประกอบด้วยห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ถูกแบ่งเป็นสี่ส่วนด้วยประตูบานเลื่อน โดยมีสิ่งที่เรียกว่าเบาะนอนพร้อมผ้าห่มอยู่ตรงห้องริมสุดขอบด้านบน ซึ่งถัดมาเป็นส่วนที่เรียกว่าห้องรับแขกอันถูกตั้งไว้ด้วยโต๊ะขนาดเล็กพ่วงเบาะรองนั่งสี่ทิศ หากแต่อีกสองส่วนที่เหลือเขาไม่สามารถมองออกว่าคือห้องอะไร

     

            เนื่องจากมันได้มีหนังสือนับพันเล่มวางทิ้งไว้เป็นกองพะเนิน ระเกะระกะจนรก พ่วงด้วยขยะจำนวนมาก ทั้งกระดาษ จานชาม รวมทั้งอาหารเน่าเสีย ถูกวางรวมอยู่ตรงกองหนังสือ แน่นอนที่ห้องนอนและห้องรับแขกเองก็เต็มไปด้วยสารพัดขยะและหนังสือวางทิ้งเรี่ยราดบนพื้นเช่นกัน

     

            หากบอกว่าที่แห่งนี้มิใช่ที่พักแต่เป็นโรงเก็บขยะ เขาก็ไม่รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด

     

             ‘หรือว่านาง’

     

            ทันทีชิลหันควับไปทางบานประตูปิดตายทางฝั่งซ้ายตำหนัก จดจ้องส่งคลื่นจิตวิญญาณกระจายจนกลายเป็นแรงกดดัน ก่อนหันกลับมามองห้องของตนที่เต็มไปด้วยกองขยะและหนังสือจำนวนมาก

     

            ไม่คิดไม่ฝันว่าสถานที่อันล้อมรอบไปด้วยบรรยากาศอันร่มรื่นใสสะอาด ภายในจะเน่าเฟะเช่นนี้ กระนั้นด้วยความเคยเป็นเด็กรับใช้ทำความสะอาดเรือนคุณหนูใหญ่มาก่อน ขยะมากมายเช่นนี้นับไม่ใช่ปัญหาอะไร ทว่าเขาก็มิคิดว่าตนผู้ได้รับชีวิตใหม่ในฐานะผู้สืบทอดจักรพรรดิแห่งความรู้ต้องมาทำอะไรดังอดีต

     

             ‘บางทีข้าควรจากไป’

     

            หรี่ตามองกองขยะตรงหน้า ชิลจึงส่ายหัวเบา ความจริงเขามิได้อยากอยู่ที่นี่นัก หากมิได้ติดสัญญาที่ให้ไว้กับลาม่อน ต้องบอกว่าถึงจะไม่ใช่คนดี ซ้ำปลิ้นปล้อนชอบโกหกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน แต่ก็มิใช่คนคิดผิดสัญญา ยิ่งกับผู้ซึ่งเคยช่วยเหลือตนเองด้วยแล้ว

     

             “ฟังอยู่หรือไม่”

     

            เขาเอ่ยเสียงเรียบ

     

             “ควรรู้ ข้ามาที่นี่เพราะสัญญาที่ให้ไว้กับลาม่อน มิใช่คนรับใช้ของผู้ใด”

     

            จบประโยค ร่างในเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนก็ผละหายเข้าไปในห้อง พร้อมปิดประตูเสียงดัง

     

            ทิ้งช่วงครู่ เสียงกระแอมไออันแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากฝั่งซ้ายของตำหนัก พร้อมบานประตูค่อยๆเลื่อนเปิดเป็นช่องเล็กอันมีความกว้างประมาณสิบห้าเซน 

     

            นัยน์ตาสีอำพันเผยผ่านช่องแคบกรอกซ้ายแลขวา เมื่อไม่พบร่างผู้ใด จึงเลื่อนบานประตูปิดดังเดิม

     

             “ชิ”

     

            .

     

            .

     

            หอสมุดตื่นปัญญา คือสถานที่อันถูกตั้งอยู่ใจกลางตำหนักหรืออาคารน้อยใหญ่ภายในสำนักหมื่นความคิด มักถูกใช้เป็นสถานที่พบปะแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้ใช้อาคม ทำให้ที่แห่งนี้ถูกสร้างด้วยพื้นที่กว้างขนาดใหญ่ ทั้งยังมีจำนวนชั้นมากกว่าเจ็ด

     

            โดยชั้นหนึ่งและสองจักเป็นพื้นที่สำหรับผู้ใช้อาคมทั่วไปหาตำราความรู้ ทว่าหากต้องใช้ห้องสลักอาคมปิดกั้นเสียง ก็จำต้องขึ้นไปบนชั้นสามและสี่ อย่างไรสำหรับชั้นห้าและหกผู้ที่สามารถขึ้นได้จำต้องมีความเข้าใจอาคมวงเวทในระดับลึกซึ้ง และสุดท้ายหากสามารถพบว่ามีผู้เข้าใจอาคมระดับแตกฉานประตูชั้นเจ็ดย่อมเปิดรับ

     

            ทั้งนี้ศิษย์ในสำนักหมื่นความคิดได้ถูกแบ่งเป็นสามกลุ่มใหญ่ หนึ่งคือชั้นความรู้ สองคือชั้นสำนึก สามคือชั้นดั่งปรารถนา

     

            ซึ่งศิษย์ชั้นความรู้จะเป็นผู้ใช้อาคมอันมีความเข้าใจในช่วงเริ่มต้นถึงเชี่ยวชาญ ทว่าชั้นสำนึกความเข้าใจอาคมจำต้องอยู่ในระดับลึกซึ้ง ส่วนชั้นดั่งปรารถนาต้องแก้ไขบทอาคมบรรพกาลบนกำแพงนักปราชญ์ให้ได้เกินสาม

     

            กระนั้นหากต้องการแบ่งชั้นศิษย์แต่ละคนด้วยตาเปล่าก็สามารถเข้าใจได้ตามสัญลักษณ์ที่ปักลงบนชุดคลุม ด้วยรูปพู่กันคือชั้นความรู้ รูปขีดไขว้คือชั้นสำนึก และรูปวงเวทคือชั้นดั่งปรารถนา

     

            ปัจจุบันได้มีบุรุษสามคนกำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่บนชั้นสี่ของหอสมุดตื่นปัญญา แน่นอนทั้งสามเป็นผู้ใช้อาคมระดับสูงสวมไว้ด้วยชุดคลุมดำปักลายพู่กันสีทอง แม้หน้าตาในสำนักหมื่นความคิดจักมิได้มีมากมาย ทว่าหากทั้งสามออกไปภายนอก เป็นต้องได้รับเชิดหน้าชูตาอย่างสูง เพราะทุกคนคือผู้ใช้อาคมระดับเชี่ยวชาญ

     

             “ดัมพีเจ้าเชื่อเรื่องวิญญาณหรือไม่”

     

            บุรุษหนุ่มนัยน์ตาดำสนิทกล่าว

     

             “เชื่อเพียงครึ่ง แล้วเจ้าล่ะนารัล เชื่อหรือไม่”

     

             “อืม.. สำหรับข้า แน่นอนว่าเชื่อ”

     

            นารัลเอ่ยพร้อมจ้องกลับไปที่ดัมพี ทั้งสองพยักหน้าให้กันอย่างเข้าใจ ก่อนเสียงอันขัดหูจะดังขึ้น

     

             “พวกเจ้าทั้งสองช่างงมงาย”

     

            บุรุษผมฟ้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกล่าว พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ

     

             “เหอะ! ฟาร์โก้ เจ้าก็เป็นแบบนี้ทุกครา เหตุใดจึงเอาแต่เชื่อตำราคร่ำครึในหอสมุด”

     

            นารัลกล่าวพร้อมดันแขนเกยโต๊ะด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์

     

             “นารัลหนอนารัล พวกเราเป็นถึงผู้มากความรู้ อันศึกษาในศาสตร์วิชาอาคม รู้ดีว่าเหล่าวิญญาณไม่มีจริง”

     

             “รู้ได้อย่างไร ข้าได้ยินมาว่าป่าหลังตำหนักผู้คุมกฎ มีผู้เคยผบเห็นวิญญาณสาวเดินไปมาอยู่ในนั้น”

     

             “ใช่ข้าเองก็เคยได้ยินว่า สาเหตุที่ป่าแห่งนั้นไม่ว่าจะเดินอย่างไรก็จะกลับมายังทางเข้าตลอดเป็นเพราะอำนาจของวิญญาณสาว”

     

            ฟังนารัลและดัมพีเล่า ฟาร์โก้จึงส่ายหัวพร้อมถอนหายใจลากยาว

     

             “เฮ้อ~ สหาย จักบอกให้ เหตุที่ป่าแห่งนั้นกลายเป็นวงกตอันมิสามารถเดินผ่าน เพราะมหาจอมเวทได้ร่ายอาณาเขตวงเวทลวงตาไว้ และด้วยการร่ายซ้อนทับอาคมอำพรางสัมผัสเข้าอีกชั้น ทำให้เราไม่สามารถสัมผัสถึงมันได้ อย่างไรข้ากลับคิดว่าท่านมหาจอมเวทอาจร่ายอาคมชั้นที่สาม ทว่าเรื่องนี้กลับไม่มีใครรู้นอกเจ้าเหล่าคนบนยอดเขา”

     

             “หึ! ไหนเล่าหลักฐาน”

     

             “นั่นสิไหนหลักฐาน”

     

            แม้จะฟังคำพูดอันมีหลักการของฟาร์โก้ ทว่าทั้งดัมพีและนารัลกลับย้อนถามหาเหตุผลอย่างไม่จำยอม ส่งให้ใบหน้าบุรุษผมฟ้าแข็งค้างให้กับความดื้อรั้นของเหล่าสหาย ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

     

             “เช่นนั้นวิญญาณสาวที่พวกเจ้าว่า มีหลักฐานยืนยันหรือไม่”

     

            สิ้นคำ สองบุรุษผู้งมงายในสิ่งลี้ลับพลันหันหน้าหากัน สักพักจึงกล่าวพร้อมเพรียง

     

             “มีแน่นอน”

     

            .

     

            .

     

            สามเดือน มันคือช่วงเวลาที่สามารถเปลี่ยนให้ผู้หนึ่งคิดทำอะไรแตกต่างจากที่เคย ทว่าในสายตาผู้ฝึกฝนรากฐาน เพียงสามเดือนไม่นับเป็นอะไรนอกจากการเคลื่อนผ่านของเวลาอันรวดเร็ว

     

            ปัจจุบันชิลใช้เวลาส่วนมากไปกับการวาดดาบวารีหลั่งไหลข้างก้อนหินยักษ์ตรงทางเข้าตำหนักเรือนกระจก แม้ระดับรากฐานสวรรค์และปฐพีจักหยุดอยู่ที่เดิม ทว่าทักษะดาบสยบนภากลับใกล้ขั้นสามเต็มที

     

            แน่นอนว่าเขาได้มีเวลาว่างตรวจสอบสิ่งของภายในกำไรของผู้อาวุโสห้าเอวี่และผู้อาวุโสสี่เครมอเรียบร้อย ทว่ากลับพบเพียงสมบัติโบราณสองชิ้นที่พอใช้ได้ ส่วนอย่างอื่นก็เป็นเพียงสิ่งของช่วยชีวิตดังเช่นป้ายหยกที่ผู้อาวุโสสามเคยใช้กับเม็ดยาเร่งซึมซับจำนวนหนึ่ง

     

     

    คล้ายกับเรื่องคลังอสูรบรรพกาล ที่คุณอ่าน