บทที่ 9 หยั่งเชิงสือฮูหยิน
เช้าวันรุ่ง
ณ เรือนเฟิงหลิง
เสียงผู้คนขวักไขว่ั้แ่ไก่ยังไม่ทันได้ขัน
“คุณหนูตื่นเถิดเ้าค่ะวันนี้คุณหนูจะต้องออกไปไหว้พระขอพรที่วัดผิงอันเป็เพื่อนฮูหยินผู้เฒ่านะเ้าคะ”
หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงในท่าคล้ายเขียดตากแห้งน้ำลายไหลเป็สายจากตรงมุมปากจนหมอนเปียกชุ่ม
เหลียนฮวาเดินเข้ามาเห็นภาพนั้นพอดีก็ตกตะลึงจนปากอ้าตาค้างมองสือซิ่วอิงอย่างหวาดกลัวราวกับว่านางคือปีศาจร้ายกินคนก็มิปาน
'เหตุไฉนคุณหนูรองที่เรียบร้อยและอยู่ในกฎระเบียบมาโดยตลอดถึงได้เปลี่ยนเป็เช่นนี้ไปได้เล่า หรือว่า…คุณหนูจะโดนปีศาจร้ายสิงสู่'
เหลียนฮวาเซถอยหลังไปหลายก้าวนางลังเลไม่รู้ว่าตนนั้นควรจะทำอย่างไรต่อดี
หญิงสาวที่รูปโฉมสะคราญล่มเมืองหน้าอกตูม ใช้สองมือขยี้ตาเบา ๆ
“เช้าแล้วหรือเหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าตนนั้นได้นอนหลับไปเพียงชั่วครู่เองเล่า”
เหลียนฮวารวบรวมความกล้าที่มีอยู่ทั้งหมดก้าวขาอันสั่นเทาของตนไปหาเ้านาย
“คะ…คุณหนู…รีบตื่นมาแต่งตัวเถิดเ้าค่ะหากชักช้ากว่านี้ จะไม่ทันการเอาได้นะเ้าคะ”
สือซิ่วอิงลุกขึ้นเดินสะลึมสะลือไปแต่งตัวโดยมีเหลียนฮวาเป็คนปรนนิบัติรับใช้
ณประตูหลักหน้าจวนตระกูลสือ
"เวลานี้แล้วเหตุใดสือซิ่วอิงยังมาไม่ถึงอีก"
ฮูหยินผู้เฒ่าที่มีแม่นมอู๋ยืนประคองอยู่ขมวดคิ้วกล่าวอย่างหงุดหงิด
สือฮูหยินสบโอกาสดีก็รีบใส่สีตีไข่
“ท่านแม่ อิงเอ๋อร์นางยังเด็กนักปกติก็ชอบนอนตื่นสายแทบทุกวัน พอต้องตื่นเช้านางอาจจะยังไม่ชินก็ได้ พวกเรารออีกสักครู่นางก็คงจะมาถึงแล้วเ้าค่ะ”
สือฮูหยินไม่พูดยังจะดีกว่าเป็ไปตามคาดฮูหยินผู้เฒ่าเริ่มรู้สึกโกรธสือซิ่วอิงขึ้นมาจริง ๆ แล้ว
สือฮูหยินเห็นเช่นนั้นก็แอบยิ้มเย็นอยู่ภายในใจ
ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังจะเอ่ยปากบอกให้คนไปตามสือซิ่วอิงแต่แล้ว
“ท่านแม่ว่าใครที่ตื่นสายแทบทุกวันหรือเ้าคะ”
โฉมสะคราญล่มเมืองในอาภรณ์สีขาวราวหิมะ บนศีรษะปักปิ่นหยกขาวรูปผีเสื้อกำลังสยายปีกโบยบิน เวลานางย่างก้าวแรงสั่นะเืน้อยๆ จะทำให้ผีเสื้อนั้นเสมือนมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ
ทุกคนถึงกับชะงักค้างเพราะตกตะลึงในความงามของนางสือฮูหยินเซถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความใ รูปโฉมและกิริยาท่าทางเช่นนี้ นางไม่มีวันลืมได้ไปชั่วชีวิตเกลียดนางเกลียดสตรีตรงหน้านี้เหลือเกิน ความคั่งแค้นที่คับอกแทบจะให้นางกลายเป็ปีศาจร้ายได้เลย
ในจังหวะที่สือซิ่วอิงกำลังจะเดินผ่านสือฮูหยินจู่ ๆ นางก็ชะลอฝีเท้าให้ช้าลงแล้วแอบชำเลืองหางตากล่าวคำพูดที่ให้สือฮูหยินและนางได้ยินเพียงสองคนเท่านั้น
“สือฮูหยิน ความจริงแล้วข้ามิใช่บุตรสาวแท้ๆ ของท่านใช่หรือไม่”
นางไม่รอให้สือฮูหยินทันได้กล่าวอะไรออกมาก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วย่อกายคำนับอย่างอ่อนช้อย
“หลานคารวะท่านย่าเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าแม้จะไม่ค่อยชอบหลานสาวผู้นี้เท่าใดนักแต่ถึงอย่างไรแล้วนางก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็เืเนื้อเชื้อไขของตระกูลสือ จึงทำเป็ปิดตาข้างหนึ่งเสีย
“เอาล่ะ ในเมื่อเ้ามาแล้วพวกเราก็รีบไปกันเถอะ”
สือซิ่วอิงแอบหันหน้าไปมองสือฮูหยินแวบหนึ่งก็เห็นนางยืนตกตะลึงปากอ้าตาค้างอยู่ที่เดิมเมื่อครู่นางเพียง้าหยั่งเชิงดูท่าทีของสือฮูหยินก็เท่านั้นเอง แต่ตอนนี้นางมั่นใจแล้วว่าความคิดของตนนั้นถูกต้อง
นางไม่ใช่บุตรสาวที่แท้จริงของสือฮูหยิน !
'แล้วอย่างนี้มารดาที่แท้จริงของนางคือใครกันนะ'
ภายในรถม้า
ฮูหยินผู้เฒ่ากับสือฮูหยินนั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกันส่วนสือซิ่วอิงไปนั่งในรถม้าอีกคันพร้อมกับน้องสาวสองคนที่เกิดจากอนุภรรยาของบิดาพวกนางมีอายุ 13 ปีเท่ากันแต่เกิดห่างกันเพียง2-3วันเท่านั้น คนหนึ่งชื่อสือซินเพ่ยเป็คุณหนูสี่ มีหน้าตาสะสวยเกิดจากติงอี๋เหนียง ส่วนอีกคนชื่อสืออันผิง เป็คุณหนูห้าหน้าตาดีแต่ด้อยกว่าสือซินเพ่ยอยู่สองส่วน เกิดจากหูอี๋เหนียง
“ปิ่นปักผมชิ้นนี้ของพี่รองช่างงดงามยิ่งนักแต่เหตุใดข้าถึงไม่เคยเห็นพี่รองใช้มาก่อนเลยเล่าเ้าคะ”
สือซินเพ่ยพูดจากระแนะกระแหนมองสือซิ่วอิงอย่างดูแคลน
สือซิ่วอิงเดิมทีก็เป็พวกเบื่อสตรีขี้อิจฉาอยู่แล้วพอมาเจอเช่นนี้ก็รู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก นางเชิดหน้าอย่างหยิ่งทะนงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบชวนให้คนฟังหมั่นไส้ยิ่งนัก
“ปิ่นปักผมชิ้นนี้เป็ท่านพ่อที่มอบให้ข้าเมื่อคืนวานบอกว่ามันล้ำค่าและสำคัญกับท่านพ่อยิ่งนัก ตอนข้ายังเป็เด็กจึงยังไม่อยากมอบให้ เพราะกลัวข้าทำหายแต่ตอนนี้ข้าได้เติบใหญ่เป็โฉมสะคราญล่มเมืองแล้ว ท่านพ่อจึงถือโอกาสนี้มอบให้ข้าน่ะ”
สือซินเพ่ยอิจฉาริษยาแทบคลั่งนางอยากจะแย่งทุกสิ่งอย่างที่เป็ของสือซิ่วอิงมาเป็ของตนทั้งหมดโดยเฉพาะปิ่นหยกขาวรูปผีเสื้อนั่นที่งดงามจนล่อตาล่อใจผู้คนได้ราวกับต้องมนต์
'หากมันถูกปักอยู่บนศีรษะของตนจะงดงามเพียงใดนะ'
สืออันผิงที่นั่งเงียบอยู่นั้นเหลือบหางตาไปมองหญิงสาวสองคนที่กำลังถกเถียงกันไปมาคราหนึ่งจากนั้นก็หลุบตาลงต่ำอย่างคนเ้าเล่ห์
ใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม(หรือประมาณสองชั่วโมง)ในที่สุดก็ถึงตีนเขาวัดผิงอันแล้วทุกคนลงมาจากรถม้าแล้วเดินเท้าขึ้นเขาอีกประมาณ100เมตร
ในระหว่างทาง
“น้องห้า วันนี้ข้าได้ยินมาว่าองค์ชายรัชทายาทก็ขึ้นเขามาสักการะพระพุทธองค์เพื่อขอพรให้หวงกุ้ยเฟยทรงหายจากพระอาการประชวรด้วยแหละ”
สือซินเพ่ยกล่าวกับสืออันผิงอย่างตื่นเต้นดีใจแต่สืออันผิงฟังแล้วกลับมิได้ตื่นเต้นดีใจอย่างที่คิด เพราะในหัวใจของนางนั้นมีเ้าของอยู่แล้วและบุรุษผู้นั้นก็คือองค์ชายสามนั่นเอง
“พี่สี่ พวกเรารีบเดินไปให้ทันท่านย่ากับท่านแม่เถิดเ้าค่ะอย่าได้อิดออดชักช้าอยู่เลยเดี๋ยวจะโดนพวกท่านตำหนิเอาได้นะเ้าคะ”
“หึ ! เ้านี่ช่างคร่ำครึยิ่งนัก ช่างน่าเบื่อเสียจริง ข้าไม่อยากคุยกับเ้าแล้ว”
สือซินเพ่ยสะบัดหน้าหนี แล้วเดินนำหน้าไปพร้อมกับสาวใช้คนสนิทอย่างไม่สบอารมณ์
สืออันผิงหรี่ตาแคบลง มองตามหลังนางไปเอ่ยปากพึมพำกับตนเบาๆ
“คนโง่ที่มักอวดฉลาดย่อมตกเป็ตัวหมากในกระดานของผู้อื่น”
ในห้องโถงกราบไหว้บูชาพระพุทธองค์
โอ๊ย !
สือซิ่วอิงสองมือกุมท้องตนแน่นจากนั้นค่อย ๆ ผ่อนลมตดออกมาเบา ๆ
ฟี๊ดดด ~ ~ ~
วันนี้นางตื่นเช้าจนลืมถ่ายหนักเพราะโดยปกติแล้ว่เวลานี้คือ่ปล่อยทุกข์ของนาง
เหม็น !
สือซินเพ่ยที่กำลังคุกเข่าหลับตาพนมมือไหว้ขอพรพระพุทธองค์อยู่ด้านหลังของสือซิ่วอิงรับลมนั้นไปเต็ม ๆ นางถึงกับกลั้นไม่อยู่ เปล่งเสียงพูดออกมาอย่างดัง
“เหตุไฉนในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ถึงได้มีกลิ่นซากศพของสัตว์เน่าตายได้นะอย่างน้อยก็ต้องตายมาแล้วหลายวันจนขึ้นอืดแน่ ๆ ถึงได้เหม็นขนาดนี้”
"อุ๊บ !...แหวะ"
สือซินเพ่ยรีบวิ่งออกไปข้างนอกเพื่ออาเจียน
คุณหนู !
ฉูจู๋ร์สาวใช้ข้างกายคนสนิทใช้มือข้างหนึ่งปิดจมูกของตนไว้แน่น แล้วรีบวิ่งตามหลังเข้าไปปรนนิบัติดูแลทันที
สือซิ่วอิงพยายามทำตัวให้เป็ปกติไม่เผยพิรุธใดๆ ออกมาให้คนอื่นผิดสังเกตได้
ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วเข้าหากันขนาดนางที่นั่งอยู่หน้าสุดยังได้กลิ่นเลย แต่กำลังอยู่ในพิธีไหว้ขอพรพระพุทธองค์ จึงได้แต่อดกลั้นไว้ไม่กล้าปริปากใดๆ ออกมา ซึ่งทุกคนก็ตกอยู่ในความรู้สึกเดียวกันกับฮูหยินผู้เฒ่า
‘หึ !...หลังจากเสร็จสิ้นพิธีพวกเขาจะต้องไปว่ากล่าวตำหนิคนดูแลอารามนี้สักหน่อยแล้ว’
สือซิ่วอิงตีเนียน แกล้งใช้มือบีบที่จมูกของตนเบาๆ แล้วเอ่ยอย่างคนไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
“ท่านย่าท่านแม่เ้าคะ ข้าทนกลิ่นไม่ไหวแล้ว ขอตัวออกไปสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดที่ข้างนอกก่อนนะเ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกหงุดหงิดยิ่งนักวันนี้นางตั้งใจมาขอพรแต่เหตุใดถึงไม่ได้พรกลับมาเลยเล่า นางตอบกลับอย่างคนรำคาญใจ
“ไป ๆ ใครอยากจะออกไปไหนก็ออกไปไม่ต้องมาบอกข้าแล้ว”
“หลานขอบคุณท่านย่าเ้าค่ะ”
สือซิ่วอิงพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วราวสายลมพอเหลียนฮวาตั้งสติได้ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของคุณหนูของตนแล้ว
"คุณหนู! รอบ่าวด้วยเ้าค่ะ"