~ ตำหนักเจ้าเมืองมู่ ~
จางหลินลุกขึ้นพรวดจากเตียงด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง เหงื่อเย็นๆไหลผ่านใบหน้าขณะที่เขายังคงตกตะลึง ราวกับว่าเมื่อครู่นี้เขาได้เห็นความฝันที่เกินจริง
จากหลินไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเขานอนหมดสติไปเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ!
แต่เมื่อตั้งสติได้และมองไปรอบๆ เขาก็พบว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเลย “ข้า... ข้าอยู่ที่ไหน?”
ทันใดนั้นก็มีเสียงประตูเปิดออกอย่างแรง เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวที่วิ่งเข้ามาอย่างหน้าตาตื่น “จะ-เจ้าฟื้นแล้ว!”
การปรากฏตัวของหญิงสาวทำให้จางหลินตกใจและสะดุ้งโหยงเช่นกัน “เจ้าเป็นใคร? เจ้ามาอยู่ในห้องของข้าได้อย่างไร?”
ประโยคนั้นทำให้ใบหน้าของหญิงสาวมืดลง “ใครบอกว่านี่คือห้องของเจ้า? นี่คือห้องของข้าต่างหาก!”
“ห้องของเจ้า?” สีหน้าของจางหลินสับสน เขาสงสัยว่าเขามาอยู่ในห้องของหญิงสาวที่ไม่รู้จักได้อย่างไร
ไม่ทันที่เขาจะได้รับคำตอบ จู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ “จางหลิน เจ้าฟื้นแล้ว!”
จากนั้นจางหลินก็มองเห็นคนสองคนที่ก้าวเข้ามาในห้อง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “ท่านเจ้าเมือง? ผู้อาวุโสหยุน?”
เมื่อเห็นว่าสีซีดบนใบหน้าของจางหลินหายไป หยุนเหวินก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างยินดี “ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม! ช่างเป็นปาฏิหาริย์จริงๆที่เจ้าตื่นขึ้นมาได้!”
ดวงตาสีดำสนิทของจางหลินยังคงแสดงออกถึงความสับสน “ตื่นขึ้นมา? ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับข้า?”
คำถามของจางหลินทำให้ใบหน้าของเจ้าเมืองมู่และหยุนเหวินหมองหม่นในทันที พวกเขามองหน้ากันพลางถอนหายใจอย่างพร้อมเพรียง
การแสดงออกของพวกเขาทำให้จางหลินจดจำได้ในทันที ว่าก่อนที่เขาจะหมดสติไป เขาได้พบเข้ากับร่างของจางหยินเซียวที่ถูกสังหารจนร่างและศีรษะอยู่คนละที่!
ในห้องนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่ากองเลือดที่เจิ่งนอง!
ริมฝีปากของเขาสั่นเครือ แม้แต่ดวงตาก็ปรากฏระลอกคลื่นผันผวน “ทะ-ท่านพ่อ... พ่อของข้า…”
ปรากฏว่าการล่มสลายของตระกูลจางไม่ใช่ความฝัน
มันเป็นความจริงก่อนที่เขาจะหมดสติไป!
หยุนเหวินที่เห็นสีหน้าที่ซีดเซียวของจางหลินก็กัดริมฝีปากแน่น เขาส่ายหน้าและกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “จางหยินเซียวจากไปแล้ว เขาไม่อยู่กับพวกเราแล้ว”
ประโยคนั้นเปรียบดั่งสายฟ้าฟาดเข้าที่กลางศีรษะของจางหลินอย่างจัง
ดวงตาของเขาเริ่มปรากฏน้ำขัง เขาเริ่มคอตกและพึมพำอย่างว่างเปล่า “ท่านพ่อ...จากไปแล้ว?”
เขาจำได้ทุกอย่างแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้บ้าง
ตระกูลจางถูกฆ่าล้างบางไม่เหลือแม้แต่ชีวิตเดียว!
แม้ว่าเขาจะพยายามอย่างสุดความสามารถในการหลีกเลี่ยงหายนะที่จะเกิดขึ้นกับตระกูลจาง แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่เขาต้องการจะให้เป็นกลับส่งผลตรงกันข้าม!
ใบหน้าของจางหลินค่อยๆถอดสี เจ้าเมืองมู่รีบเข้ามานั่งใกล้ๆและตบไหล่เขาพลางถอนหายใจ “แม้ว่าพ่อของเจ้าจะจากไปแล้ว แต่เจ้ายังคงอยู่ และเจ้าก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง ฉะข้าหวังว่าเจ้าจะเลิกยึดติดกับความแค้นและดำเนินชีวิตของเจ้าต่อไป”
จางหลินเงยหน้าขึ้นมาเผยให้เห็นแววตาที่ว่างเปล่า ไม่ว่าใครก็ตามที่เห็นแววตานี้ก็อดไม่ได้ที่จะต้องรู้สึกสงสารจับใจ
แต่เขายังพอควบคุมสติได้ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยการแสดงออกที่ไร้เรี่ยวแรง “มีใครในตระกูลจางรอดชีวิตนอกจากข้าอีกหรือไม่?”
เจ้าเมืองมู่และหยุนเหวินมองหน้ากัน ก่อนที่คนหลังจะส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีเลย แม้แต่สมาชิกบางคนที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ในตำหนักทางทิศใต้ก็ถูกฆ่าตายไปแล้ว”
ร่างของจางหลินสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีซีดราวกับกระดาษ “แม้แต่ลุงเฉียนและคนอื่นๆก็…”
จู่ๆ เขาก็นึกถึงเสียงหัวเราะเยาะที่ชั่วร้ายของจักรพรรดิไร้บัลลังก์ และเสียงของมันยังคงดังก้องอยู่ในหู
“นาฬิกาทรายแห่งการล่มสลายกำลังเริ่มนับถอยหลัง! จางเจียหยู จางหลงและจางหวู่ฮุ่ยจะเป็นรายต่อไป!”
เมื่อคิดได้จางหลินที่หน้าซีดก็พยายามถามอย่างร้อนรน “จางเจียหยู จางหลงและจางหวู่ฮุ่ยอยู่ที่ไหน? พวกเขายังปลอดภัยหรือไม่?”
หยุนเหวินพยักหน้าเบาๆและยิ้มออกมาให้เขาวางใจ “ไม่ต้องกังวล พวกเขาปลอดภัยดี ข้าได้ส่งข่าวให้แก่พวกเขาแล้ว เกรงว่าอีกไม่ช้าพวกเขาอาจจะมาถึงเมืองหยางโจว”
การแสดงออกของจางหลินเลวร้ายขึ้นมาในทันที “ท่านทำแบบนั้นไม่ได้! บอกให้พวกเขากลับไป! สำนักจักรพรรดิดาราเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเขา! อย่าให้พวกเขากลับมาที่เมืองหยางโจวเป็นอันขาด!”
สมาชิกและสายเลือดของตระกูลจางเหลือเพียงแค่สี่คนเท่านั้น เขาจะไม่มีวันให้ทั้งสามคนต้องประสบชะตากรรมเดียวกับพ่อของเขา!
ความร้ายแรงบนใบหน้าของจางหลินทำให้หยุนเหวินตระหนักได้ว่า เขาคงจะรู้สึกหวาดผวาและไม่ต้องการจะสูญเสียใครไปอีกแล้ว เขาจึงพยักหน้าตบปากรับคำในทันที “เอาล่ะ ข้าจะรีบบอกลูกศิษย์ให้ส่งข่าวไปยังพวกเขาทั้งสามทันที”
จางหลินที่ได้ยินดังนั้นก็โล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง เขาพยายามที่จะลุกขึ้นมาเพื่อทำอะไรบางอย่าง
หากแต่นัยน์ตาของเขาไม่มีอะไรมากไปกว่าความโกรธแค้นและความกระหายเลือด!
หยุนเหวินที่เห็นดังนั้นก็รีบห้ามปราม “ช้าก่อน อย่าเพิ่งขยับตัว สภาพร่างกายของเขายังฟื้นฟูไม่เต็มที่ หากเจ้าอยากรู้อะไรก็แค่ถามข้าหรือเสี่ยวมู่ไปก่อน”
ในเมื่อหยุนเหวินพูดออกมาเช่นนั้น จางหลินที่กำลังจะทำบางอย่างก็ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ รีบร้อนไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา แต่เขามีเป้าหมายแล้วว่าหลังจากพักฟื้นเสร็จสิ้นเขาจะทำอะไรต่อไป
สิ่งแรกคือเขาต้องทำคือการฆ่าปรมาจารย์ซูหยานด้วยน้ำมือของตนเอง!
เขามั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือของมัน!
และเขาต้องสืบค้นตัวตนของจักรพรรดิไร้บัลลังก์ ว่าคนผู้นั้นมีความแค้นอะไรกับเขากันแน่
แม้ว่าเขาจะยังมีความเศร้าโศกและเซื่องซึมอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่มีเวลาที่จะย่ำอยู่กับที่
จากคำพูดของชายวัยกลางคนทำให้จางหลินฉุกคิดได้ว่า บางทีตัวตนของเขาอาจจะไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็น
และการปรากฏขึ้นของชายวัยกลางคนทำให้เขาหวนนึกถึงสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 กำไลหยกสีเลือดที่ถูกกล่าวว่ามาจากของแม่ของเขา
ด้วยสองสิ่งนี้เขามั่นใจว่า เขายังมีภูมิหลังอื่นที่ยังเป็นปริศนาและรอวันให้เขาไปพบเข้ากับความจริงนั้นอยู่
แม้ว่าเขาจะรู้สึกเสียใจที่ต้องสูญเสียบิดาและตระกูลจางไป แต่เขาไม่มีเวลาที่จะมาเสียใจไปมากกว่านี้
เขาต้องคิดหาวิธีปกป้องจางเจียหยู จางหลงและจางหวู่ฮุ่ย เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องสูญเสียใครไปอีก
สถานการณ์ของสายเลือดตระกูลจางยังไม่ปลอดภัย ตราบใดที่ซูหยานและจักรพรรดิไร้บัลลังก์ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่สามารถวางใจได้
เมื่อมีเรื่องมากมายให้ต้องคิด การมองเห็นของจางหลินเริ่มพร่าเบลออีกครั้งจากอาการอ่อนเพลีย ก่อนที่เขาจะหันไปกล่าวกับทั้งสอง “ข้าขอพักสักครู่”
เจ้าเมืองมู่และหยุนเหวินพยักหน้าเบาๆ “เจ้าพักผ่อนเถิด ข้าจะให้รั่วหลานอยู่ดูแลเจ้าเอง”
“ท่านพ่อ” มู่รั่วหลานที่ได้ยินก็รีบวิ่งเข้ามากระชากแขนเสื้อของเจ้าเมืองมู่ในทันที
เจ้าเมืองมู่ทำได้เพียงกลอกตา “ทำไม? ข้ารับเลี้ยงดูจางหลินเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว นั่นหมายความว่าเขาคือน้องชายของเจ้า พี่สาวจะดูแลน้องชายเป็นเรื่องที่แปลกตรงไหน?”
ใบหน้าของมู่รั่วหลานซีดลงในบัดดล
ทว่าเมื่อนางกำลังจะต่อปากต่อคำ นางกลับบังเอิญเห็นแววตาที่ว่างเปล่าและอ้างว้างของจางหลิน คำพูดที่นางกำลังจะโต้เถียงก็ถูกกลืนลงท้องไป นางทำได้เพียงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “เอาล่ะ ข้าจะดูแลเขาเอง”
เจ้าเมืองมู่ยิ้มอย่างยินดี “ฝากเจ้าด้วย ข้าจะไปจัดการเรื่องบางอย่างก่อน”
จากนั้นเจ้าเมืองมู่และหยุนเหวินก็จากไป ทิ้งให้มู่รั่วหลานนั่งเฝ้าบนเก้าอี้ไม้ ในขณะที่จางหลินนอนขดตัวราวกับกุ้งอยู่บนเตียงด้วยเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆ
มู่รั่วหลานที่นั่งมองร่างของจางหลินอย่างไม่กระพริบตา ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าหมองและสงสารเขาจากใจ
ชายหนุ่มที่เพรียบพร้อมทุกอย่าง กลับต้องมาสูญเสียทุกสิ่งอย่างที่มี ไม่ว่าใครก็คงไม่สามารถทำใจยอมรับได้
บรรยากาศในห้องตลบอบอวลไปด้วยความเงียบงันและความเศร้าโศก...