ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 75 จ่ายห้าร้อยเหรียญทองเพื่อเข้าเมืองตัวเอง.......?

            หลังจากขบวนสินค้าเริ่มออกเดินทางเฟิ่งหยูตรวจสอบพลังยุทธ์ของพวกเขาแต่ละคน  ลู่เฟย เป็นผู้ที่มีระดับวรยุทธ์สูงที่สุดคือระดับนภาขั้นที่สอง หลิวอันและจิวเจิ้นอยู่ในระดับนภาขันที่หนึ่ง ส่วน เฉินกวง และซิวซิวนั้นอยู่ในระดับปฐพีขั้นที่เก้าและแปดตามลำดับ

                “ไม่ทราบว่าคุณชายเดินทางไปเมืองจินเฟิงเพื่อไปสมัครเป็นศิษย์สำนักเทพดาราหรือไม่”

            เป็นลู่ฟางที่เอ่ยถามขึ้นมาก่อนด้วยอายุของพวกเขาไล่เลี่ยกัน จึงพูดคุยกันได้อย่างไม่ต้องกังวน

                “อ๋อไม่หรอก ข้าอยู่ในสำนักเทพดาราอยู่แล้ว”

                “ท่านเป็นศิษย์สำนักเทพดาราอย่างนั้นหรือช่างเป็นโชคของพวกเราจริง ๆ มีท่านคอยแนะนำพวกเราคงเข้าสำนักเทพดาราได้ไม่ยาก”เป็นซิว ซิว ที่เอ่ยอขึ้นมา

                “เจ้าอย่าได้เสียมารยาทแม้เฟิ่งหยูจะเป็นศิษย์ของสำนักเทพดารา แต่ข้าได้ยินว่าการเข้าเป็นศิษย์นั้นยากเป็นอย่างมากซึ่งแต่ละด่านทำให้คนร้องให้มาเป็นจำนวนมากแล้วจริงไหมนายน้อยเฟิ่ง”

                “ พวกเจ้า สนใจอยากจะเข้าไปศึกษาในศาสตร์แขนงใดกันหละ” เฟิ่งหยูเอ่ยถาม

                “พวกเราขอให้ได้เข้าร่วมสำนักไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แขนงใดพวกเราก็พร้อมจะที่จะศึกษาขอเพียงได้เข้าร่วมสำนักเท่านั้น”หลิวอันกล่าว

                “ใช่ๆ ครอบครัวของพวกเรายากจนเป็นอย่างมาก เงินเก็บทั้งหมดของหมู่บ้านพวกเขามอบให้กับพวกเราหมดแล้วหากพวกเราเข้าร่วมกับสำนักเทพดาราได้สักคนหนึ่งหมู่บ้านของพวกเราคงไม่ต้องอดอยากกันอีกต่อไปแล้ว” จิวเจิ้นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย

                “ถึงพวกเราจะจนแต่พวกเราก็ต้องพยายามไม่ว่าอย่างไรก็ตามหนึ่งในพวกเราต้องเข้าร่วมกับสำนักเทพดาราให้ได้ทั้งครอบครัวและญาติพี่น้องทุกคนในหมู่บ้านจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นข้ามั่นใจในตัวของพวกเจ้า” ลู่ฟางกล่าวกระตุ้นทุกคน

                “พวกเจ้ามาจากที่ใดกัน หมู่บ้านของพวกเจ้ายากจนกันมากอย่างนั้นหรือในอาณาจักรตะวันฉายที่ข้าเคยได้ยินมาแทบไม่มีคนยากจนเลยไม่ใช่หรือ?” เฟิ่งหยูเอ่ยถาม

                “ใครบอกท่านกัน พวกเราส่วนมากในอาณาจักรตะวันฉายแทบจะเรียกได้ว่ายากจนถึงที่สุดบางทีแม้แต่อาหารสักมือต่อวันพวกเราก็แทบจะไม่ได้กินกันเลย”

            “ส่วนคนที่รวยจริง ๆ นั้นกลับอยู่ในเมืองหลวงพวกเขาขูดรีดภาษีเราจนพวกเราแทบจะไม่มีจะกินกันอยู่แล้วพวกเราทั้งหมดมาจากเมือง เฉินอัน หมู่บ้านของพวกเราเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองเฉินอัน เรียกว่าหมู่บ้านวารี” ซิวซิวน้ำตาคลอพร้อมกับเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้เฟิ่งหยูฟัง

            “แล้วเมืองอื่น  ๆ หละเป็นเหมือนพวกเจ้าหรือเปล่า?”

            “ทุกเมืองในอาณาจักรตะวันฉายเป็นเหมือนกันแทบทั้งหมดเพราะกษัตริย์ของเมืองตะวันฉายนั้นเป็นคนที่โลภมากและกดขี่ข่มเหงรังแกผู้คนโดยเฉพาะพวกตระกูลฉี” ซิว ซิวพูดออกมาด้วยเสียงที่โกรธแค้น

            “ตระกูลฉีอย่างนั้นหรือ?”

            “ใช่พวกตระกูลฉีนั้นเป็นตระกูลเก่าแก่ที่อยู่มานาน วางรากฐานไว้ในแต่ละเมืองในอาณาจักรตะวันฉายแม้แต่องค์กษัตริย์ยังคงต้องเกรงตระกูลฉี เชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรตะวันฉายมีส่วนหนึ่งที่เป็นคนของตระกูลฉีด้วย”ลู่เฟยเอ่ย

            “แล้วพวกเจ้าทำไมถึงอยากเข้าร่วมกับสำนักเทพดารากันนักหละ”เฟิ่งหยูเอ่ยถามด้วยความสนใจ

            “ความจริงพวกเราเองก็ไม่ทราบว่าสำนักเทพดารานั้นเป็นอย่างไรบอกตามตรงที่พวกเราไปในครั้งนี้เพราะคนของหมู่บ้านข้างเคียงกับหมู่บ้านของพวกเราสองคนได้เข้าร่วมกับสำนักเทพดาราเมื่อปีที่แล้วพวกเขาส่งเงินทองพร้อมกับของกินของใช้กลับมาที่หมู่บ้านของพวกเขาจนทุกคนแทบจะไม่เดือดร้อนกันอีกเลยหากไม่ถูกพวกตระกูลฉีคิดภาษีเพิ่มหลังจากที่พวกเขารู้เรื่อง พวกเขาจึงชักชวนคนทั้งหมดในหมู่ไปอยู่ที่เมืองจินเฟิงแทนตอนนี้หมู่บ้านนั้นจึงกลายเป็นหมู่บ้านร้างไปเลย” ลู่เฟยเอ่ย

            “หากพวกเราไปร่วมกับสำนักเทพดาราได้แล้วพวกเราสามารถช่วยเหลือคนในหมู่บ้านได้ พวกเราก็ยินยอมที่จะย้ายไปที่เมืองจินเฟิงแห่งนั้นอย่างแน่นอน”

            หากเป็นอย่างที่ลู่เฟยเล่าแสดงว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่ย้ายมาอยู่ในเมืองจินเฟิงของเขานั้นส่วนมากมาจากอาณาจักรต่างๆ  หลายอาณาจักรที่เดือดร้อนเฟิ่งหยูนิ่งคิดสักพักหนึ่ง

            “ข้าสามารถช่วยพวกเจ้าได้เพียงแต่พวกเจ้าต้องฟังและทำตามที่ข้าบอกพวกเจ้า หากพวกเจ้าทำได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนที่เราเดินทางไปเมืองจินเฟิงกับคาราวานพ่อค้าขบวนนี้ข้าก็สามารถรับประกันได้ว่าพวกเจ้าสามารถเข้าร่วมกับสำนักเทพดาราได้อย่างแน่นอน”เฟิ่งหยูบอกกับพวกเขาทั้งห้าคน

            “อย่าว่าแต่ฟังเจ้าเลยหากพวกเราสามารถเข้าร่วมและช่วยคนในหมู่บ้านของเราได้แม้ให้พวกเราไปตายแทนเจ้าข้าก็จะทำ” ลู่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

            “ได้หากพวกเจ้าสามารถทำได้ ข้าก็สามารถพาพวกเจ้าเข้าไปได้โดยไม่ต้องสอบเข้าด้วยซ้ำ”

            “ก่อนอื่นพวกเจ้าต้องบอกข้ามาก่อนว่าเจ้าตั้งใจจะศึกษาศาสตร์แขนงใด”

            “บอกตามตรงพวกข้าไม่มีความรู้ที่ไปในครั้งนี้ พวกเราต้องการไปอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายใด ๆ เลยขอเพียงพวกเราได้เข้าร่วมแม้แต่คนทำความสะอาดพวกเราก็พร้อมจะทำ”

            “งั้นก็ดีข้าจะเป็นคนตัดสินใจให้พวกเจ้าเอง พวกเจ้าทั้งห้าคนจงศึกษาและทำความเข้าใจพร้อมกับฝึกฝนให้สำเร็จภายในหนึ่งเดือนนี้”

            เฟิ่งหยูหยิบคัมภีร์ให้แต่ละคนคนละหนึ่งเล่ม พร้อมกับอาวุธห้าชนิดซึ่งทั้งหมดเป็นวิชายุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธห้าประเภท ได้แก่ หอก ดาบ ขวาน ธนู และกระบี่ ซึ่งแต่ละคนได้รับไปต่างรู้สึกงุนงง เป็นอย่างมากเฟิ่งหยูสามารถมีคัมภีร์และอาวุธพวกนี้ได้อย่างไร แต่ก็ไม่มีใครสนใจเพียงพวกเขาสามารถเข้าร่วมสำนักเทพดาราได้ เพียงแค่นี้ พวกเขาก็พอใจแล้ว

            การเดินทางครั้งนี้ผ่านมาเกือบยี่สิบกว่าวันแล้วตลอดระยะเวลาในการเดินทางเฟิ่งหยูต่างให้คำปรึกษาแก่พวกเขา ซึ่งแต่ละคนตั้งใจเป็นอย่างมากซึ่งเป็นไปตามที่เฟิ่งหยูคาดหวัง

            ในเวลาพักผ่อนพวกเขาต่างแยกตัวกันไปฝึกซ้อมแม้แต่เวลากลางคืนพวกเขายังแอบออกไปฝึกซ้อมกันโดยลำพังจนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้คุ้มกันสินค้าขบวนนี้ไปแล้ว

            ซึ่งตอนแรกๆพวกเขายังแอบเป็นห่วงอยู่ แต่พอมาถึงวันนี้บางคนในพวกเขายังไปขอคำชี้แนะจากพวกเด็ก ๆ กลุ่มนี้ด้วยซ้ำไป ซึ่งในเรื่องนี้เฟิ่งหยูก็มิได้คัดค้านอะไร

            ตลอดระยะเวลาที่เดินทางในบางครั้งก็มีสัตว์อสูรโผล่มารบกวนการเดินทางของพวกเขาเฟิ่งหยูจึงให้พวกเขาทั้งห้าคนคอยร่วมต่อสู้กับกลุ่มผู้คุ้มกันทุกครั้งจนพวกเขาสนิทสนมกัน

            และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเขาโดนสัตว์อสูรระดับสี่ขวางทางขบวนสินค้าพวกเขาทั้งห้าคนต่างเต็มใจออกมาร่วมรบกับผู้คุมกัน โดยไม่มีใครบ่น

            ฉับ!

            สายลมกรรโชกแรง ปะทะใบหน้า สายตาลู่เฟยจ้องมองไปยังหมาป่าโลหิตซึ่งในตอนนี้กำลังจ้องมองมายังพวกเขาทั้งห้าคนในตอนที่หมาป่าโลหิตกำลังจู่โจมพวกของลู่เฟยและพรรคพวก

            ปึ๊ก.... ลูกธนูลูกหนึ่งปักอยู่กลางหน้าผากของหมาป่าโลหิตตัวใหญ่ที่เกือบจะโจมตีถูกซิวซิว การควบคุมวิถีการยิงเป็นไปอย่างสมบูรณ์จึงเป็นเรื่องที่ง่ายที่จะกำจัดหมาป่าโลหิตตัวแรกไปได้

            หมาป่าโลหิตตัวแรกถูกสังหารไป แต่มองไปด้านหน้ากลับมีหมาป่าโลหิตอีกสองตัวที่อยู่ในระดับสี่เช่นกันกำลังต่อสู้กับพวกคนคุ้มกันสินค้า.

            ฉัวะ!

            ร่างของหมาป่าโลหิตตัวที่สองกระโจนใส่ผู้คุ้มกันสินค้าแต่กลับเป็นจิวเจิ้น ยกดาบฟันเข้าใส่ลำตัวของมันเป็นทางยาวหมาป่าโลหิตตัวที่สามกระโจนตามหมาป่าตัวที่สองมาติดๆ ร่างของหมาป่าโลหิตระดับสี่ใหญ่โตเกือบสามเมตร

            การโจมตีของหมาป่าโลหิตตัวที่สามนั้นรวดเร็วยิ่ง ขวานเล่มหนึ่งวาดฟันไปที่ร่างของหมาป่าโลหิตตัวที่สามเมื่อร่างของมันหยุดลงร่างของลู่เฟยเคลื่อนที่โจมตีเข้าใสหมาป่าโลหิตตัวที่สามตัวเสียงโหยหวนจากหมาป่าโลหิตดังขึ้นไม่หยุด

            เวลาไม่ถึงสิบนาทีท่ามกลางเสียงที่อ่อนแรงของพวกหมาป่าโลหิต ลู่เฟยตวัดขวานตัดศีรษะของหมาป่าโลหิตจนเลือดสาดกระจายไปทั่ว หมาป่าโลหิตทั้งสามตัวถูกพวกเขาสังหารอย่างง่ายดายด้วยเคล็ดวิชาที่พวกเขาต่างศึกษากันอย่างหนักในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

            ผู้นำกองกำลังคุ้มกันสินค้า เดินเข้าไปค้นหาแก่นธาตุสัตว์อสูร ซึ่งสัตว์อสูรระดับสามขึ้นไปจึงจะมีเมื่อเขาค้นพบจึงโยนให้กับพวกของลู่เฟย

            “พวกนี้เป็นของพวกเจ้า ขอบใจที่ทำให้พวกเราไม่ต้องออกแรงกัน”ผู้คุ้มกันกล่าว

            “ขอบคุณพวกท่านมาก” ลู่เฟยพร้อมพวกต่างตื่นเต้นดีใจ

            นี่นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขาที่พวกเขาสามารถกำจัดสัตว์อสูรได้อย่างง่ายดายพวกเขามองไปที่เฟิ่งหยู

            เฟิ่งหยูพยักหน้า พร้อมกับเอ่อ

            “มันสมควรเป็นของพวกเจ้า รับมันไว้เถอะ” เฟิ่งหยูไม่ได้สนใจของพวกนี้มากนัก

            แต่ทางด้านลู่เฟยและพรรคพวกกับเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับพวกเลยทีเดียวเพราะแก่นธาตุสัตว์อสูรระดับสี่นับว่าหาได้ยากยิ่ง แต่พวกเขาสามารถครอบครองมันได้

            “หากพวกเจ้านำมันไปขายก็คงได้เงินเยอะพอสมควรอยู่แต่ทางที่ดีข้าแนะนำให้เจ้าเก็บไว้ก่อนเพราะอาจจะมีประโยชน์ต่อพวกเจ้าในอนาคตก็เป็นได้”

            เฟิ่งหยูบอกกับพวกเขาทั้งห้าซึ่งกำลังตื่นเต้นกับแก่นธาตุสัตว์อสูรที่ได้มาครอบครอง

            “ได้ ข้าจะทำตามที่คุณชายแนะนำพวกเรา” ลู่เฟยพลันกล่าวออกมาทันที

            “เอาหละ เดินทางต่อได้ ไม่มีอะไรแล้ว” ผู้นำคุ้มกันขบวนสินค้าตะโกนสั่งให้เดินทางต่อไป

            หลังจากนั้นตลอดระยะเวลาการเดินทางจนมาถึงเมืองจินเฟิงก็แทบไม่มีเหตุการณ์อะไรน่าตื่นเต้นอีกเลย

            เมื่อมาถึงหน้าประตูเมืองจินเฟิงพวกเขาถูกตรวจสอบอย่างละเอียด

            “พวกเจ้ามาจากที่ใด มีผู้ร่วมเดินทางกันกี่คน จะพักกันเป็นเวลากี่วัน”

            คำถามต่าง ๆ พลั่งพลูออกมาจากปากผู้ตรวจสอบอย่างไม่ขาดสายกว่าจะถึงคิวของขบวนสินค้าของเฟิ่งหยูก็เป็นเวลาเย็นพอดี มีผู้ที่รอคิวอยู่ประมาณห้าราย

            “หมดเวลาแล้ววันนี้ พวกเจ้าค่อยเข้าเมืองวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”เสียงหนึ่งดังขึ้นมา

            “หากเจ้าต้องการเข้าเมืองวันนี้ก็มาคุยกับข้าข้างใน”

            หากเป็นเมืองอื่นถือเป็นเรื่องปกติ แต่นี่เมืองจินเฟิงที่เฟิ่งหยูเป็นเจ้าเมืองเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นต่อหน้าต่อตาเฟิ่งหยูเขาจะใจเย็นอยู่ได้อย่างไร

            เฟิ่งหยูพลันบอกให้ลู่เฟยไปบอกผู้นำขบวนสินค้าเข้าไปคุยกับนายทหารคนนั้นพร้อมกับให้พวกเขาเข้าเมืองให้ได้โดยเร็วไม่ว่าจะจ่ายมากเท่าไหร่ก็ให้เขาไปลู่เฟยรีบเร่งไปบอกกับผู้นำผู้คุ้มกันขบวนสินค้าโดยทันที

            “เจ้าแน่ใจอย่างนั้นหรือ รออีกคืนหนึ่งก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแล้ว”ผู้คุ้มกันเอ่ยกับลู่เฟย

            “ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น คุณชายเฟิ่งบอกเขาจะเป็นคนจ่ายเงินทั้งหมดเอง”

            ลู่เฟยแจ้งผู้คุ้มกันขบวนสินค้าพร้อมกับแจ้งเรื่องนี้ให้กับผู้นำขบวนสินค้าได้ทราบผู้นำขบวนสินค้าไม่ปฏิเสธแต่อย่างใดเพราะเขาไม่ได้เสียเงินจ่ายเอง

            ผู้คุ้มกันขบวนสินค้าเข้าไปพบกับนายทหารคนนั้นเป็นการส่วนตัวพร้อมกับมอบเงินจำนวนห้าร้อยเหรียญทองให้เขา ก่อนพวกเขาจะเข้าไปในเมืองได้อย่างราบรื่น

            หลังจากที่เช้าไปในเมืองได้ไม่นานเฟิ่งหยูและขบวนสินค้าแยกทางกันหลังจากเข้าเมืองมาได้

            “ลู่เฟย ท่านไปยังตำหนักเจ้าเมืองให้ข้าหน่อยนำจดหมายฉบับนี้มอบให้กับเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูที่นั่นให้ข้าหน่อยหากพวกเขาถามจงบอกว่าข้าให้นำจดหมายมาให้ เรื่องอื่นเจ้าไม่รู้”

             ลู่เฟย รีบทำตามที่เฟิ่งหยูบอกอย่างไม่ไตร่ถามใดๆทั้งสิ้น เมื่อเขาไปถึงตำหนักเจ้าเมืองเขายื่นจดหมายของเฟิ่งหยูให้คนเฝ้าประตูพร้อมกับแจ้งบอกกับผู้เฝ้าประตู ไม่นานผู้คนมากมายวิ่งกันวุ่นพร้อมกับคนผู้หนึ่งถามขึ้น

                “ใครเป็นคนนำจดหมายฉบับนี้มา”เป็นจ้าวหยวนเอ่ยขึ้นมา

                “คารวะท่านแม่ทัพใหญ่”คนเฝ้าประตูเอ่ยพร้อมกับคุกเข่าลงข้างหนึ่ง

                “ผู้น้อยเป็นคนนำจดหมายมาเองขอรับ”ลู่เฟยกล่าวด้วยเสียงสั่นคลอ

                “นำข้าไปพบเขา” คำสั่งสั้น ๆพร้อมกับคนอีกนับร้อยเดินติดตามออกมา

                ลู่เฟยนำทางให้กับจ้าวหยวนไม่นานพวกเขาก็มาพบกับเฟิ่งหยู

                “คารวะท่านเจ้าเมือง” ทุกคนคุกเข่าข้างหนึ่งพร้อมกับเอ่ยด้วยเสียงอันดัง

                ทั้งห้าคนที่ติดตามเฟิ่งหยูมาต่างตะลึงงัน

            “เจ้าเมือง เจ้าเมืองอย่างนั้นหรือ เขาคือเจ้าเมืองจินเฟิง”  ซิว ซิว พึมพำออกมา

            “เอาหละ เอาหละ ไม่ต้องมากพิธีหรอกจ้าวหยวน” เฟิ่งหยูเอ่ย

            “ท่านนำห้าคนนี้ไปฝึกฝนต่อให้ข้าที่อีกสามเดือนข้าจะให้พวกเขาทำงานร่วมกับท่าน”เฟิ่งหยูกล่าว

            “ครับท่านเจ้าเมือง” จ้าวหยวนตอบด้วยเสียงอันดัง

            “พวกเจ้าพาตัวสหายเหล่านี้ไปพักผ่อนพร้อมกับสอบถาม ทำประวัติและให้ไปรายงานตัวกับข้าในวันพรุ่งนี้” จ้าวหยวนสั่งการ

            พวกของลู่เฟยที่ต่างงุนงงอยู่ไม่หาย กลับเปลี่ยนท่าทีเป็นตื่นเต้นอย่างถึงที่สุดเมื่อได้ทราบจากลู่เฟยว่าคนที่สั่งการคือแม่ทัพใหญ่ของเมืองจินเฟิง

            “เออ แล้วอีกเรื่อง วันนี้เจ้ามาดื่มกับข้าหน่อยข้ามีเรื่องจะปรึกษาเจ้าเป็นการส่วนตัวส่วนเรื่องที่ข้ากลับมาอย่าเพิ่งไปแจ้งให้ใครทราบ”

            “ขอรับ ข้าน้อยจะไม่แจ้งเรื่องของท่านให้ใครทราบ”

            “เออแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งเมื่อกี้ข้าจ่ายไปห้าร้อยเหรียญทองเพื่อเข้าเมือง.....เจ้าจัดการให้ข้าด้วย”เฟิ่งหยูกล่าว

            จ้าวหยวนพลันหน้าซีดขึ้นมาทันที เขารู้ทันทีว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

     

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน