ท่ามกลางปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่กำลังขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่อง เสียงฟ้าร้องคำรามซึ่งก่อนหน้านี้ยังดังกึกก้องสะท้านผืนฟ้ากลับเงียบลงทีละชั้น เหมือนใครบางคนกำลังกลืนเสียงนั้นเข้าไปในความว่างเปล่า
สายฟ้ากัมปนาทที่เคยฟาดผ่าอย่างดุเดือดเริ่มดับสูญ เหลือเพียงความเงียบอันประหลาดซึ่งหนักอึ้งจนหัวใจผู้คนเต้นช้าลงโดยไม่รู้ตัว
แล้วบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็ค่อยๆปรากฏขึ้นแทนที่
“นั่นมัน..”
น้ำเสียงหนึ่งหลุดออกมาจากริมฝีปากของผู้เฝ้ามอง ความตื่นตะลึงทำให้ถ้อยคำขาดหายกลางอากาศ
ทุกสายตาต่างเบิกกว้าง ดวงตาสะท้อนภาพที่กำลังปรากฏเหนือผืนเมฆหนาทึบอันน่าสะพรึงกลัว
รากไม้สีม่วงเข้มดั่งแขนขาของเทพเจ้าชอนไชทะลุหมู่เมฆออกมาอย่างช้าๆ เหมือนกำลังแหวกม่านฟ้าเพื่อเผยร่างแท้ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รากเหล่านั้นหนาแน่นและแข็งแกร่ง ประหนึ่งเส้นเลือดของโลกที่กำลังเผยตัว พวกมันแผ่กระจายกิ่งก้านไปทั่วทั้งรัศมีหลายร้อยกิโลเมตร
นับพัน
นับหมื่น
และนับแสน
ทุกเส้นเคลื่อนไหวประสานกันเหมือนสิ่งมีชีวิตเดียว ชอนไชถักทอเข้าหากันเป็นลวดลายอันทรงอำนาจบางอย่างที่ยากจะเข้าใจ
พื้นฟ้ากลายเป็นผืนผ้าใบซึ่งถูกขีดเขียนด้วยเส้นสายสีม่วงเข้มที่เรืองรอง
ผู้คนหลายคนเผลอถอยหลังโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นกระหน่ำราวกลองศึก
จากนั้นท่ามกลางศูนย์กลางแห่งปรากฏการณ์ รากไม้ทั้งหมดก็เริ่มรวมตัวกัน
เส้นสายมากมายค่อยๆบรรจบเข้าหากัน ร้อยเรียงเป็นลำต้นขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางท้องฟ้า
ต้นไม้สีม่วงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ลำต้นสีม่วงเข้มทอดสูงทะลุเมฆ แตกหน่อออกมาเป็นกิ่งก้านที่ส่องประกายทองอร่าม ใบไม้สีทองสะท้อนแสงราวกับต้นพระโพธิสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ แผ่พลังบางอย่างที่ทำให้จิตใจผู้คนด้านล่างต้องสั่นไหว
สีม่วงลึกผสานกับทองอร่ามแทรกซึมไปทั่วทุกอณู คล้ายหยาดน้ำแห่งแสงอาทิตย์หยดลงบนรากไม้แห่งราตรี
บนลำต้นและกิ่งก้าน ปรากฏสัญลักษณ์ประหลาดถูกสลักเอาไว้ทั่วทุกส่วน ลวดลายเหล่านั้นไม่ใช่เพียงรอยขีดเขียน หากดูราวกับดวงตาของเทพเจ้าที่กำลังจ้องมองลงมา พวกมันกำลังเปล่งแสงออกมา ดั่งดวงอาทิตย์สุริยันนับร้อยนับพันที่สาดส่องลงมาพร้อมกัน
แสงสีทองผสานม่วงเข้มหลั่งไหลลงมายังผืนดิน ราวกับแสงสว่างที่มาเยี่ยมเยียนโลกมนุษย์หลังจากห่างหายไปช้านาน
แรงกดดันที่เคยหนักอึ้งกลับแปรเปลี่ยนเป็นความสงบลึกซึ้ง
“เจตจำนงธาตุพฤกษาระดับเทพ!”
ใครบางคนร้องออกมาแทบพร้อมกันกับอีกหลายเสียง ทุกคนต่างสัมผัสได้ในทันที
พลังนี้ไม่ใช่เพียงแข็งแกร่ง
แต่ยังมากไปด้วยชีวิต
มากไปด้วยการกำเนิด
กระทั่งไม่กี่อึดใจต่อมา เมื่อแสงสีทองม่วงสาดกระทบลงมายังลานเบื้องล่าง บรรดาเจ้าหน้าที่บางคนที่ยืนอยู่ในรัศมีนั้นก็พลันชะงัก
“ดะ.. เดี๋ยวก่อนนะ?!”
“แขนขวาของข้ามัน..”
เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนนึงซึ่งแขนข้างหนึ่งเคยถูกทำลายไปในการต่อสู้กับสัตว์อสูรมังกร ได้เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตกตะลึง
เพราะชายแขนเสื้ออันว่างเปล่าที่เคยปลิวไสวในสายลม บัดนี้กำลังกลับสั่นไหวเหมือนมีบางสิ่งได้เคลื่อนไหวอยู่ภายใน
จากส่วนปลายที่เคยว่างเปล่า เส้นใยบางอย่างเริ่มงอกออกมา เริ่มจากเส้นสีม่วงอ่อนคล้ายรากไม้ละเอียด แล้วหนาขึ้นกลายเป็นเส้นเอ็น เส้นเลือด และเนื้อหนังได้ก่อรูปขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนรอบข้างอ้าปากค้าง เพราะแขนที่เคยสูญหายกำลังงอกออกมาใหม่อย่างฉับพลัน
ผิวหนังสีเนื้อค่อยๆปกคลุมส่วนที่งอกใหม่ เส้นเลือดเต้นเป็นจังหวะ ราวกับมันไม่เคยหายไปมาก่อน
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยกมือขึ้นอย่างสั่นเทา นิ้วมือขยับได้จริง
“นี่มัน..”
เขากลืนน้ำลาย เสียงสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำ
และไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้น
เจ้าหน้าที่อีกหลายคนที่มีบาดแผลตกค้างจากการศึกก่อนหน้าหรือในอดีต ทั้งหมดต่างเริ่มสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
รอยแผลลึกที่เคยทิ้งร่องรอยไว้บนผิวหนังค่อยๆจางลง กระดูกที่เคยร้าวกลับประสานเข้าหากันอย่างสมบูรณ์ อาการปวดเรื้อรังที่ตามหลอกหลอนมานานกลับหายวับไปราวไม่เคยมีอยู่ ร่างกายของพวกเขาถูกกระตุ้นจากภายใน สภาพร่างกายทุกส่วนคล้ายได้รับคำสั่งให้ฟื้นฟูตัวเอง
เสียงอุทานดังขึ้นรอบด้าน
“บาดแผลข้าหายไปแล้ว!”
“นี่มันเกิดปาฏิหาริย์หรือ!”
ความโกลาหลปะทุขึ้นทั่วทั้งบริเวณ บางคนหัวเราะทั้งน้ำตา บางคนทรุดลงกับพื้นด้วยความไม่อยากเชื่อ
เพราะทุกคนที่มีอาการบาดเจ็บตกค้าง หรือได้สูญเสียอวัยวะสำคัญไปบางอย่างจากสนามรบอันโหดร้าย ทั้งหมดล้วนได้รับมันกลับคืนมาดั่งปาฏิหาริย์แห่งชีวิตที่สวรรค์หยิบยื่นได้ช่วยเหลือ
แสงสีทองปนม่วงที่หลั่งไหลจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์บนท้องฟ้าสาดส่องลงมาอย่างอ่อนโยน แต่ทรงพลังราวกับสายธารแห่งการกำเนิดใหม่
ทุกลำแสงไม่ได้เผาผลาญ ไม่ได้ทำลาย หากซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของผู้คนอย่างละเอียดอ่อน
ผู้ที่เคยถูกพิษร้ายกัดกินกระดูกจนเส้นเอ็นอ่อนแรง รู้สึกถึงความอบอุ่นแผ่ซ่านไปตามปลายประสาท
ผู้ที่เคยสูญเสียมือจากคมเขี้ยวของสัตว์อสูร สัมผัสได้ถึงการสั่นไหวภายในแขนเสื้อที่ว่างเปล่า
ผู้ที่เคยเสียหูไปข้างหนึ่ง ได้ยินเสียงลมหายใจของตนเองชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆในช่วงแรก เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนจิตใจตามไม่ทัน
กล้ามเนื้อที่เคยขาดสะบั้นเริ่มก่อรูป กระดูกที่เคยแตกละเอียดประสานกลับเข้าหากัน ผิวหนังที่เคยเต็มไปด้วยรอยแผลลึกเรียงตัวใหม่อย่างสมบูรณ์ ราวกับธรรมชาติกำลังสั่งให้ทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิม
เสียงสะอื้นดังขึ้นจากมุมหนึ่งของลาน
ชายวัยกลางคนผู้เคยเสียขาไปในศึกเมื่อหลายปีก่อน ล้มลงกับพื้นอย่างไม่อาจทรงตัวเพราะน้ำหนักที่กลับมาสมดุลอีกครั้ง
เขาก้มมองปลายขาที่เคยว่างเปล่า ขาซึ่งหายไปนานนับปี บัดนี้ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสมบูรณ์
เขาแตะมันด้วยมือที่สั่นเทา น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
อีกด้านหนึ่ง หญิงสาวผู้มีรอยแผลเป็นยาวเหยียดพาดผ่านใบหน้า สัมผัสแก้มของตนเองด้วยความไม่เชื่อ
ผิวเนียนเรียบกลับคืน ร่องรอยแห่งอดีตถูกลบเลือน
ความโกลาหลไม่ได้เกิดจากความหวาดกลัวอีกต่อไป หากเกิดจากความตื้นตันที่ยากจะเก็บกลั้น
ท่ามกลางแสงศักดิ์สิทธิ์นั้น เฉินอี้หานผู้เป็นอาจารย์ยืนกอดอกอยู่เบื้องหน้า
แผ่นหลังของเขาตั้งตรงดังเดิม ทว่าดวงตากลับสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ามันคือการถือกำเนิดของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินคำบรรยาย
เขามองไปยังลูกศิษย์ของตนซึ่งลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ แสงสีม่วงทองล้อมรอบร่างนั้นราวกับมงกุฎแห่งเทพ
มุมปากของชายชรากระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มของผู้ที่ได้เห็นสิ่งซึ่งเกินความคาดหมายของชีวิต
ขณะที่หย่าอี้หานยังคงสูบซิการ์อย่างช้าๆ ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบใบหน้า
ตัวของเขายืนเงียบงัน ทว่าในวินาทีถัดมา มือข้างหนึ่งก็ยกขึ้นแตะไปยังดวงตาข้างขวาของตนเอง
ดวงตาที่เคยบอดสนิท ดวงตาที่เคยเป็นเพียงความทรงจำแห่งบาดแผล นิ้วมือของเขาสัมผัสเปลือกตาอย่างระมัดระวัง
แล้วตัวเขาก็ลืมมันขึ้น
ภาพเบื้องหน้าชัดเจน
แสงสีทองสะท้อนอยู่ในม่านตาอย่างสมบูรณ์ ไม่มีความมืด ไม่มีเงาทึบ
เขาหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
รอยแผลเป็นที่ทอดยาวจากหน้าผากผ่านพ่วงแก้มจนถึงกราม ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งศึกอันดุเดือด บัดนี้หายวับไปทั้งหมด ทำให้เกิดผิวหนังเรียบเนียนราวไม่เคยถูกกรงเล็บของมังกรเฉือนเฉือดมัน
“อะ.. ท่านอาจารย์..”
“ดวงตาของท่านมัน!”
ศิษย์ผู้หนึ่งร้องขึ้นด้วยความตกตะลึง เหล่าศิษย์ของชายหนุ่มผมดำต่างจ้องมองอย่างไม่กระพริบตา ดวงตาข้างขวาของหย่าอี้หานเปล่งประกายราวอัญมณีสะท้อนแสงอาทิตย์ พวกเขาไม่เคยเห็นมันเปิดขึ้นมาก่อน
ความตื่นเต้นและยินดีผสมปนเปกันจนบางคนถึงกับยกมือปิดปากตนเอง
หย่าอี้หานมองภาพสะท้อนในเงาแสง แล้วหัวเราะเบาๆในลำคอ
“เหมือนข้าจะติดค้างเจ้าเด็กน้อยคนนี้ไปแล้วสินะ?”
เขากวาดสายตามองรอบตัว
“ดูสิพวกเจ้า.. ทุกคนที่มีบาดแผลร้ายแรงจากการต่อสู้ แขนขาด ขาขาด หรือหูขาด ทั้งหมดต่างก็ได้รับอวัยวะที่สูญเสียไปกลับคืนมา”
“อาจบอกได้ว่านี่แหละคือพลังของเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับเทพ!”
คำกล่าวนั้นไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบาย แต่เป็นการยืนยันความจริงที่ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธเลยก็ว่าได้