(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 157 ปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์

            ท่ามกลางปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่กำลังขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่อง เสียงฟ้าร้องคำรามซึ่งก่อนหน้านี้ยังดังกึกก้องสะท้านผืนฟ้ากลับเงียบลงทีละชั้น เหมือนใครบางคนกำลังกลืนเสียงนั้นเข้าไปในความว่างเปล่า


            สายฟ้ากัมปนาทที่เคยฟาดผ่าอย่างดุเดือดเริ่มดับสูญ เหลือเพียงความเงียบอันประหลาดซึ่งหนักอึ้งจนหัวใจผู้คนเต้นช้าลงโดยไม่รู้ตัว


            แล้วบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็ค่อยๆปรากฏขึ้นแทนที่


            “นั่นมัน..”


            น้ำเสียงหนึ่งหลุดออกมาจากริมฝีปากของผู้เฝ้ามอง ความตื่นตะลึงทำให้ถ้อยคำขาดหายกลางอากาศ


            ทุกสายตาต่างเบิกกว้าง ดวงตาสะท้อนภาพที่กำลังปรากฏเหนือผืนเมฆหนาทึบอันน่าสะพรึงกลัว


            รากไม้สีม่วงเข้มดั่งแขนขาของเทพเจ้าชอนไชทะลุหมู่เมฆออกมาอย่างช้าๆ เหมือนกำลังแหวกม่านฟ้าเพื่อเผยร่างแท้ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รากเหล่านั้นหนาแน่นและแข็งแกร่ง ประหนึ่งเส้นเลือดของโลกที่กำลังเผยตัว พวกมันแผ่กระจายกิ่งก้านไปทั่วทั้งรัศมีหลายร้อยกิโลเมตร


            นับพัน


            นับหมื่น


            และนับแสน


            ทุกเส้นเคลื่อนไหวประสานกันเหมือนสิ่งมีชีวิตเดียว ชอนไชถักทอเข้าหากันเป็นลวดลายอันทรงอำนาจบางอย่างที่ยากจะเข้าใจ


            พื้นฟ้ากลายเป็นผืนผ้าใบซึ่งถูกขีดเขียนด้วยเส้นสายสีม่วงเข้มที่เรืองรอง


            ผู้คนหลายคนเผลอถอยหลังโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นกระหน่ำราวกลองศึก


            จากนั้นท่ามกลางศูนย์กลางแห่งปรากฏการณ์ รากไม้ทั้งหมดก็เริ่มรวมตัวกัน


            เส้นสายมากมายค่อยๆบรรจบเข้าหากัน ร้อยเรียงเป็นลำต้นขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางท้องฟ้า


            ต้นไม้สีม่วงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ลำต้นสีม่วงเข้มทอดสูงทะลุเมฆ แตกหน่อออกมาเป็นกิ่งก้านที่ส่องประกายทองอร่าม ใบไม้สีทองสะท้อนแสงราวกับต้นพระโพธิสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ แผ่พลังบางอย่างที่ทำให้จิตใจผู้คนด้านล่างต้องสั่นไหว


            สีม่วงลึกผสานกับทองอร่ามแทรกซึมไปทั่วทุกอณู คล้ายหยาดน้ำแห่งแสงอาทิตย์หยดลงบนรากไม้แห่งราตรี


            บนลำต้นและกิ่งก้าน ปรากฏสัญลักษณ์ประหลาดถูกสลักเอาไว้ทั่วทุกส่วน ลวดลายเหล่านั้นไม่ใช่เพียงรอยขีดเขียน หากดูราวกับดวงตาของเทพเจ้าที่กำลังจ้องมองลงมา พวกมันกำลังเปล่งแสงออกมา ดั่งดวงอาทิตย์สุริยันนับร้อยนับพันที่สาดส่องลงมาพร้อมกัน


            แสงสีทองผสานม่วงเข้มหลั่งไหลลงมายังผืนดิน ราวกับแสงสว่างที่มาเยี่ยมเยียนโลกมนุษย์หลังจากห่างหายไปช้านาน


            แรงกดดันที่เคยหนักอึ้งกลับแปรเปลี่ยนเป็นความสงบลึกซึ้ง


            “เจตจำนงธาตุพฤกษาระดับเทพ!”


            ใครบางคนร้องออกมาแทบพร้อมกันกับอีกหลายเสียง ทุกคนต่างสัมผัสได้ในทันที


            พลังนี้ไม่ใช่เพียงแข็งแกร่ง


            แต่ยังมากไปด้วยชีวิต


            มากไปด้วยการกำเนิด


            กระทั่งไม่กี่อึดใจต่อมา เมื่อแสงสีทองม่วงสาดกระทบลงมายังลานเบื้องล่าง บรรดาเจ้าหน้าที่บางคนที่ยืนอยู่ในรัศมีนั้นก็พลันชะงัก


            “ดะ.. เดี๋ยวก่อนนะ?!”


            “แขนขวาของข้ามัน..”


            เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนนึงซึ่งแขนข้างหนึ่งเคยถูกทำลายไปในการต่อสู้กับสัตว์อสูรมังกร ได้เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตกตะลึง


            เพราะชายแขนเสื้ออันว่างเปล่าที่เคยปลิวไสวในสายลม บัดนี้กำลังกลับสั่นไหวเหมือนมีบางสิ่งได้เคลื่อนไหวอยู่ภายใน


            จากส่วนปลายที่เคยว่างเปล่า เส้นใยบางอย่างเริ่มงอกออกมา เริ่มจากเส้นสีม่วงอ่อนคล้ายรากไม้ละเอียด แล้วหนาขึ้นกลายเป็นเส้นเอ็น เส้นเลือด และเนื้อหนังได้ก่อรูปขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนรอบข้างอ้าปากค้าง เพราะแขนที่เคยสูญหายกำลังงอกออกมาใหม่อย่างฉับพลัน


            ผิวหนังสีเนื้อค่อยๆปกคลุมส่วนที่งอกใหม่ เส้นเลือดเต้นเป็นจังหวะ ราวกับมันไม่เคยหายไปมาก่อน


            เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยกมือขึ้นอย่างสั่นเทา นิ้วมือขยับได้จริง


            “นี่มัน..”


            เขากลืนน้ำลาย เสียงสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำ


            และไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้น


            เจ้าหน้าที่อีกหลายคนที่มีบาดแผลตกค้างจากการศึกก่อนหน้าหรือในอดีต ทั้งหมดต่างเริ่มสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน


            รอยแผลลึกที่เคยทิ้งร่องรอยไว้บนผิวหนังค่อยๆจางลง กระดูกที่เคยร้าวกลับประสานเข้าหากันอย่างสมบูรณ์ อาการปวดเรื้อรังที่ตามหลอกหลอนมานานกลับหายวับไปราวไม่เคยมีอยู่ ร่างกายของพวกเขาถูกกระตุ้นจากภายใน สภาพร่างกายทุกส่วนคล้ายได้รับคำสั่งให้ฟื้นฟูตัวเอง


            เสียงอุทานดังขึ้นรอบด้าน


            “บาดแผลข้าหายไปแล้ว!”


            “นี่มันเกิดปาฏิหาริย์หรือ!”


            ความโกลาหลปะทุขึ้นทั่วทั้งบริเวณ บางคนหัวเราะทั้งน้ำตา บางคนทรุดลงกับพื้นด้วยความไม่อยากเชื่อ


            เพราะทุกคนที่มีอาการบาดเจ็บตกค้าง หรือได้สูญเสียอวัยวะสำคัญไปบางอย่างจากสนามรบอันโหดร้าย ทั้งหมดล้วนได้รับมันกลับคืนมาดั่งปาฏิหาริย์แห่งชีวิตที่สวรรค์หยิบยื่นได้ช่วยเหลือ


            แสงสีทองปนม่วงที่หลั่งไหลจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์บนท้องฟ้าสาดส่องลงมาอย่างอ่อนโยน แต่ทรงพลังราวกับสายธารแห่งการกำเนิดใหม่


            ทุกลำแสงไม่ได้เผาผลาญ ไม่ได้ทำลาย หากซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของผู้คนอย่างละเอียดอ่อน


            ผู้ที่เคยถูกพิษร้ายกัดกินกระดูกจนเส้นเอ็นอ่อนแรง รู้สึกถึงความอบอุ่นแผ่ซ่านไปตามปลายประสาท


            ผู้ที่เคยสูญเสียมือจากคมเขี้ยวของสัตว์อสูร สัมผัสได้ถึงการสั่นไหวภายในแขนเสื้อที่ว่างเปล่า


            ผู้ที่เคยเสียหูไปข้างหนึ่ง ได้ยินเสียงลมหายใจของตนเองชัดเจนขึ้นอีกครั้ง


            ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆในช่วงแรก เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนจิตใจตามไม่ทัน


            กล้ามเนื้อที่เคยขาดสะบั้นเริ่มก่อรูป กระดูกที่เคยแตกละเอียดประสานกลับเข้าหากัน ผิวหนังที่เคยเต็มไปด้วยรอยแผลลึกเรียงตัวใหม่อย่างสมบูรณ์ ราวกับธรรมชาติกำลังสั่งให้ทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิม


            เสียงสะอื้นดังขึ้นจากมุมหนึ่งของลาน


            ชายวัยกลางคนผู้เคยเสียขาไปในศึกเมื่อหลายปีก่อน ล้มลงกับพื้นอย่างไม่อาจทรงตัวเพราะน้ำหนักที่กลับมาสมดุลอีกครั้ง


            เขาก้มมองปลายขาที่เคยว่างเปล่า ขาซึ่งหายไปนานนับปี บัดนี้ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสมบูรณ์


            เขาแตะมันด้วยมือที่สั่นเทา น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว


            อีกด้านหนึ่ง หญิงสาวผู้มีรอยแผลเป็นยาวเหยียดพาดผ่านใบหน้า สัมผัสแก้มของตนเองด้วยความไม่เชื่อ


            ผิวเนียนเรียบกลับคืน ร่องรอยแห่งอดีตถูกลบเลือน


            ความโกลาหลไม่ได้เกิดจากความหวาดกลัวอีกต่อไป หากเกิดจากความตื้นตันที่ยากจะเก็บกลั้น


            ท่ามกลางแสงศักดิ์สิทธิ์นั้น เฉินอี้หานผู้เป็นอาจารย์ยืนกอดอกอยู่เบื้องหน้า


            แผ่นหลังของเขาตั้งตรงดังเดิม ทว่าดวงตากลับสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด


            ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ามันคือการถือกำเนิดของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินคำบรรยาย


            เขามองไปยังลูกศิษย์ของตนซึ่งลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ แสงสีม่วงทองล้อมรอบร่างนั้นราวกับมงกุฎแห่งเทพ


            มุมปากของชายชรากระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มของผู้ที่ได้เห็นสิ่งซึ่งเกินความคาดหมายของชีวิต


            ขณะที่หย่าอี้หานยังคงสูบซิการ์อย่างช้าๆ ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบใบหน้า


            ตัวของเขายืนเงียบงัน ทว่าในวินาทีถัดมา มือข้างหนึ่งก็ยกขึ้นแตะไปยังดวงตาข้างขวาของตนเอง


            ดวงตาที่เคยบอดสนิท ดวงตาที่เคยเป็นเพียงความทรงจำแห่งบาดแผล นิ้วมือของเขาสัมผัสเปลือกตาอย่างระมัดระวัง


            แล้วตัวเขาก็ลืมมันขึ้น


            ภาพเบื้องหน้าชัดเจน


            แสงสีทองสะท้อนอยู่ในม่านตาอย่างสมบูรณ์ ไม่มีความมืด ไม่มีเงาทึบ


            เขาหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง


            รอยแผลเป็นที่ทอดยาวจากหน้าผากผ่านพ่วงแก้มจนถึงกราม ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งศึกอันดุเดือด บัดนี้หายวับไปทั้งหมด ทำให้เกิดผิวหนังเรียบเนียนราวไม่เคยถูกกรงเล็บของมังกรเฉือนเฉือดมัน


            “อะ.. ท่านอาจารย์..”


            “ดวงตาของท่านมัน!”


            ศิษย์ผู้หนึ่งร้องขึ้นด้วยความตกตะลึง เหล่าศิษย์ของชายหนุ่มผมดำต่างจ้องมองอย่างไม่กระพริบตา ดวงตาข้างขวาของหย่าอี้หานเปล่งประกายราวอัญมณีสะท้อนแสงอาทิตย์ พวกเขาไม่เคยเห็นมันเปิดขึ้นมาก่อน


            ความตื่นเต้นและยินดีผสมปนเปกันจนบางคนถึงกับยกมือปิดปากตนเอง


            หย่าอี้หานมองภาพสะท้อนในเงาแสง แล้วหัวเราะเบาๆในลำคอ


            “เหมือนข้าจะติดค้างเจ้าเด็กน้อยคนนี้ไปแล้วสินะ?”


            เขากวาดสายตามองรอบตัว


            “ดูสิพวกเจ้า.. ทุกคนที่มีบาดแผลร้ายแรงจากการต่อสู้ แขนขาด ขาขาด หรือหูขาด ทั้งหมดต่างก็ได้รับอวัยวะที่สูญเสียไปกลับคืนมา”


            “อาจบอกได้ว่านี่แหละคือพลังของเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับเทพ!”


            คำกล่าวนั้นไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบาย แต่เป็นการยืนยันความจริงที่ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธเลยก็ว่าได้


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน