ทั้งฮวาตู มีเพียงตระกูลชุยที่สามารถมีปากมีเสียง ตระกูลหลิวเป็ศัตรูเก่าทางการค้ากับตระกูลชุยมาโดยตลอด ขิงก็รา ข่าก็แรงคือคำบรรยายของทั้งสองตระกูล
ชุยต้าเหนียนเองก็ไม่ได้โง่ เมื่อเห็นอันเยว่มีตระกูลหลิวคอยหนุนหลัง นางย่อมหลีกเลี่ยงส่วนแหลมของอาวุธดังกล่าวเป็ธรรมดา นางมองเข้าไปในร้าน เมื่อแน่ใจว่าอันเยว่อยู่ข้างใน นางก็ยิ่งพูดกดดัน “หากเ้าสามารถเปิดร้าน ข้าจะกลับหัวเขียนอักษรคำว่า ชุย!”
นี่ไม่ใช่หนแรกที่ชุยต้าเหนียนเอ่ยคำพูดแรง ๆ นี้ แต่กลับไม่มีเลยสักหนที่จะส่งผลกระทบต่ออันเยว่ได้อย่างแท้จริง
แน่นอนว่าคราวนี้ก็เช่นกัน อันเยว่เพียงเอียงหน้าน้อย ๆ มองชุยต้าเหนียน จากนั้นจัดการธุระของตัวเองต่อ โดยไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา
หลังจากที่ชุยต้าเหนียนกลับไปในสภาพหน้าม่อยคอตก ซูจือฉือจึงกล่าวอย่างช้า ๆ “ชุยต้าเหนียนจิตใจคับแคบยิ่งนัก คิดว่านางคงไม่เลิกราง่าย ๆ แน่”
“แล้วอย่างไรเล่า? ปล่อยให้นางดิ้นก็เหมือนส่งอ้อยเข้าปากช้างนั่นแหละ”
ในดวงตาของอันเยว่เปล่งประกายแสงแห่งความมั่นใจ แม้แต่ซูจือฉือยังมองอย่างตกตะลึง แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่านางไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดยามนี้นางดูมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากมองโดยไม่รู้ตัว
เห็นอยู่ว่าเป็สตรีอ่อนแอคนหนึ่ง และเมื่อเทียบกับภรรยาของคนอื่น ๆ ก็ดูเหมือนว่านางจะอ่อนแอจนถูกลมพัดปลิวได้ แต่ยามนี้นางราวกับมีพลังงานมหาศาล
หลังจากตกแต่งของในร้าน อันเยว่ก็นำสบู่ที่ทำเสร็จแล้วมาวางบนชั้นแสดงสินค้า เมื่อจัดของเสร็จนางก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
“เวลาที่เราตกลงกันไว้ เ้าอย่าลืมล่ะ”
ก่อนที่หลิวฟางจะกลับนางไม่ลืมเอ่ยกำชับ จากนั้นมองไปยังซูจือฉือที่อยู่ข้างหลังอันเยว่เล็กน้อย เมื่อเห็นหลิวฟางที่เกือบน้ำลายไหล อันเยว่ก็รีบเอาตัวบังซูจือฉือ
“ไม่ลืมหรอก ่นี้หากไม่มีธุระก็ไม่ต้องมาที่บ้านข้านะ”
ทันทีที่อันเยว่พูดเช่นนั้น หลิวฟางก็หัวเราะคิกคักและโบกมือ นางไม่ได้ทำอะไรเกินเลย เมื่อเทียบกับคนอื่น สหายที่โตมาด้วยกันั้แ่เด็กผู้นี้ยังถือว่าไว้ใจได้
“วันนี้ข้าจะทำอาหารเย็นเอง จือฉือ เ้าชอบกินอะไร?”
คำพูดของหยูยวนมาถึงริมฝีปากแล้ว แต่อันเยว่กลับเบนสายตามองไปยังซูจือฉือคนเดียว ทำให้ทุกคนไม่ค่อยพอใจนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต่างก็เป็สามีเหมือนกัน ไฉนในหัวใจของนางกลับมีซูจือฉือเพียงคนเดียว?
“ฮูหยิน ได้อย่างไร? เื่ทำอาหารจะอย่างไรก็มอบให้ข้าทำดีกว่า”
ศีรษะของซูจือฉือก้มต่ำลงเล็กน้อย ใบหน้าที่เชื่อฟังของเขากลับทำให้อันเยว่ตื้นตันใจเล็ก ๆ
เห็นอยู่ว่าบุรุษผู้นี้ในหัวใจมีความเป็ตัวเอง แต่เมื่อเผชิญกับกฎหมายของราชวงศ์ต้าโจว เขากลับต้องก้มหัวกล้ำกลืนกับความไม่เป็ธรรม
“ไม่เป็ไร สามีภรรยามีจิตใจเป็หนึ่งเดียวกัน สามัคคีคือพลัง”
รอยยิ้มของอันเยว่อ่อนโยนดุจสายน้ำ นี่ช่างเป็เื่มหัศจรรย์ นางไม่เคยทำอาหาร แม้นางจะเอ่ยปากพูดในตอนนี้ก็ทำให้ผู้คนสงสัยว่านางจะทำได้หรือไม่ หรือนางจะะเิครัวทิ้ง
“ฮูหยิน มิเช่นนั้น ก็ให้…”
“ไม่ต้องห่วง”
อันเยว่ตบแขนซูจือฉือเบา ๆ จากนั้นขยับพู่กันเขียนคำว่ารับสมัครคนงาน แล้วนำไปแปะที่นอกประตูร้าน
ยามนี้กิจการโตขึ้นเรื่อย ๆ หากให้นางทำทุกอย่างจริง เกรงว่านางต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดเป็แน่
แรงงานคนค่อนข้างถูกกว่า หากสามารถใช้แรงงานคน มันจะคล่องตัวมากขึ้น
ฮวาตูมีประชากรจำนวนมาก คนหนุ่มสาวในชนบทชอบไปหางานทำในเมืองเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว นี่เป็โอกาสดีสำหรับอันเยว่
เลือกคนที่ดูค่อนข้างซื่อสัตย์และเต็มใจทำงานมาบางส่วน จากนั้นส่งไปที่บ้านใกล้กับบ้านตระกูลอัน มีเรือนหลักสามห้อง เรือนด้านหน้ากับเรือนด้านหลังมีห้องปีกอย่างละสามห้อง เป็เื่ง่ายที่จะให้คนงานยี่สิบกว่าชีวิตพักอาศัยอยู่ที่นั่น
รายรับใน่สิบวันนี้เกือบทั้งหมดใช้ไปกับการเช่าสถานที่และจ้างแรงงานคน อันเยว่ไม่สามารถมอบสูตรให้กับผู้อื่น ในตอนนี้นางเป็คนควบคุมกรรมวิธี ยิ่งไม่สามารถให้ผู้อื่นรู้ได้ง่าย ๆ
น้ำมันเมล็ดละหุ่งได้จากโรงงานสกัดน้ำมันพืชในชนบทแล้วส่งไปที่บ้านของอันเยว่ หลังจากที่อันเยว่เติมวัตถุดิบอื่น ๆ ตามสัดส่วนแล้ว ก็มอบหมายให้คนสองสามคนนำกลับไปเพิ่มความร้อนและรอให้แข็งตัว เสร็จแล้วตักขึ้นมาให้ความร้อนอีกครั้งและจัดรูปทรง ต่อมาก็หั่นเป็ชิ้น ๆ
บนหัวโลหะผสมที่เผาจนเป็สีแดงมีคำว่าลี่เจี๋ย เมื่อกดลงบนสบู่โดยตรงก็จะเป็การประทับตัวอักษรลงไปบนนั้น ถือได้ว่าเป็การสร้างตราสินค้าให้กับสบู่
ด้วยความช่วยเหลือของแรงงานคน ปริมาณการผลิตสบู่ก็ก้าวะโอย่างมาก
ที่บ้านมีถังไม้ขนาดใหญ่สองสามใบใช้บรรจุน้ำมันกลีเซอรีน และมีความหวานเล็กน้อยส่งกลิ่นอยู่ในอากาศ
อันเยว่อารมณ์ดีมาก ่นี้ยุ่งเกินไปจนไม่ได้ใส่ใจ แต่ตอนนี้นางมีเวลาว่างแล้วจึงต้องดึงซูจือฉือมาเป็พวก ถึงจะถูกต้อง
นางออกแรงเข็นตัวเองเข้าไปในห้องครัว เดิมทีนาง้าจ้างพ่อบ้านหนึ่งคนและพ่อครัวหนึ่งคน แต่ค่าใช้จ่ายที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ยอมให้นางทำเช่นนั้นได้
าแที่ขายังไม่หายดี นางจึงได้แต่พยายามเต็มที่ และเข้าไปในห้องครัวเพื่อเริ่มจัดเตรียมอาหาร
ในพริบตาเวลาก็ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เวลานี้อันเยว่ได้ยินเสียงคนสนทนากันอยู่ที่ข้างนอก
“ในร้านจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราต้องย้ายเข้าไปใช่ไหม?”
นี่คือเสียงของซูจือฉือ นุ่มนวลราวกับจะลอยไปตามลม
“แม้จะสะอาดและเป็ระเบียบ แต่เสียงดังไปหน่อย”
น้ำเสียงน่ารังเกียจเช่นนี้คือหยูยวนแน่ ๆ
“มีห้องนอนแค่สี่ห้อง คิดว่าคงอยู่กันไม่พอ อยู่ที่นี่ไปก่อนชั่วคราวแล้วค่อยว่ากันอีกที เพราะยังยืนยันไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วนางมีเจตนาใดกันแน่”
เซียวสิงเยี่ยนผู้นี้ช่างเอาแต่ได้
คิด ๆ ดูแล้วเมื่อตอนที่บุรุษเหล่านี้เอาชีวิตนางในครานั้น อันเยว่ไม่ได้ถามความรับผิดชอบจากพวกเขา มิเช่นนั้น การวางแผนสังหารภรรยา โทษเบาคือ ถูกเนรเทศ โทษหนักคือ ถูกเฉือนเนื้อออกจากกระดูก เกรงว่าทั้งสี่คนคงไม่มีใครรับไหวแน่ ๆ
ยามนี้ไม่เอาความก็แล้วกันไป นี่พวกเขายังไม่เห็นคุณค่าอีก จริง ๆ เลย การคาดหวังให้พวกเขามีคุณธรรมก็เหมือนเพ้อฝัน หย่า ต้องหย่าเท่านั้น!
“พวกเ้ากลับมาแล้ว อาหารเสร็จพอดี มาชิมฝีมือของข้าดู”
อันเยว่โบกมือให้พวกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ยามนี้ขาของนางใช้การไม่สะดวก แม้จะทำอาหารเสร็จแล้วแต่ยกออกไปไม่ได้ ค่อนข้างลำบาก นางจึงขยิบตาถี่ ๆ ให้ซูจือฉือ
คิดว่าหากด้านที่สวยหยาดเยิ้มและอ่อนโยนของตัวนางไปตกอยู่ในสายตาของซูจือฉือ เ้าเด็กคนนี้ต้องหวั่นไหวอย่างแน่นอน
แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อซูจือฉือเดินมาข้าง ๆ นาง เขากลับเอ่ยถามหนึ่งประโยค “ฮูหยิน รู้สึกไม่สบายตาหรือ?
“…”
ไร้รสนิยมจริง ๆ !
“รบกวนเ้าช่วยยกอาหารออกมาที”
“ได้”
ซูจือฉือไม่ลังเลแม้แต่น้อย ยามที่เขายกอาหารออกมา อันเยว่เพียง้าลดระยะห่างระหว่างพวกเขาสองคน แต่สมองของนางกลับสั่งการให้เอ่ย “ข้าแค่อยากช่วยเ้าแบ่งเบาภาระบางอย่าง ไม่คิดว่าสุดท้ายกลับต้องให้เ้ามาช่วยถึงสำเร็จ ข้ามันไร้ประโยชน์จริง ๆ”
น้ำเสียงเสแสร้งนี้ แม้แต่อันเยว่ที่เป็คนพูดเองก็ยังขนลุกไปทั้งตัว ในขณะเดียวกันก็เห็นว่าสีหน้าของซูจือฉือเปลี่ยนไปเล็กน้อย คล้ายกับว่าเขาเก้อกระดากมากกว่าเดิม
“คือว่า ทำให้เ้าลำบากแล้ว”
อันเยว่พูดจบก็แทบอยากมุดดินหนีเสียเดี๋ยวนั้น เื่แบบนี้นางไม่เคยทำ ยิ่งไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร