หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 23 ตบหน้าเจ้าหมิง

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยยืนอยู่ใกล้เหวลึก นางจ้องมองลำธารด้านล่างหุบเขาดอกโบตั๋นที่วูบไหวข้างกายบ่งบอกว่ายามนี้นางเข้าสู่ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นห้าแล้ว

            นี่เพิ่งจะวันที่สองนับตั้งแต่พวกเขาเข้าสู่แดนลับทว่าฉินเสี่ยวเยวี่ยกลับเลื่อนระดับได้สองขั้นติดต่อกันโชคลาภนี้ช่างน่าอิจฉาเสียจริง

            “เสี่ยวเยวี่ยดูสิ! นั่นใช่ศิษย์สำนักร้อยบุปผาของเราหรือไม่? เขากำลังถูกตามล่า”

            ณ ริมลำธารเบื้องล่างหุบเหวคนกลุ่มใหญ่กำลังไล่ล่าหนิงเทียน และฉินเสี่ยวเยวี่ยกับเสิ่นซินจู๋ซึ่งอยู่บนยอดเขาบังเอิญเห็นเหตุการณ์นี้เข้าพอดี

            ในฐานะสองสาวงามประจำสำนักร้อยบุปผาเสิ่นซินจู๋และฉินเสี่ยวเยวี่ยเปรียบเสมือนกล้วยไม้แห่งวสันตฤดูและเบญจมาศแห่งสารทฤดูซึ่งทั้งคู่ล้วนมีลักษณะเฉพาะของตนเอง

            หญิงทั้งสองออกเดินทางพร้อมผู้พิทักษ์บุปผากลุ่มใหญ่ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้การผจญภัยของพวกนางเป็นอย่างมาก

            “เจ้านั่นไร้ความสามารถทั้งยังก่อความเดือดร้อนไปทั่วคนประเภทนี้แม้ตายก็ไม่สมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจ” เจ้าหมิงผู้อยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นห้ากล่าวขึ้น

            เขาเป็นผู้พิทักษ์บุปผาเคียงข้างฉินเสี่ยวเยวี่ยมาโดยตลอดและดูถูกดูแคลนหนิงเทียนจากก้นบึ้งของหัวใจ

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยไม่พูดอะไรขณะที่เสิ่นซินจู๋ขมวดคิ้วแล้วถามว่า “ท้ายที่สุดแล้วเราล้วนมาจากสำนักเดียวกันหากเห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วย...”

            “ในเมื่อศิษย์น้องเสิ่นเป็นกังวลเช่นนั้นข้าจะลงไปดูสักหน่อย”

            เฉินจี๋ ชายหนุ่มวัยยี่สิบสามปีรีบอาสาขึ้นมาเขาอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นเจ็ดและเป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบเสิ่นซินจู๋

            “ขอบคุณศิษย์พี่เฉิน”

            “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ช่วยเหลือศิษย์น้องของข้า”

            จากนั้นเฉินจี๋ก็โฉบลงไปยังก้นหุบเขาเพื่อช่วยเหลือหนิงเทียน

            กระแสน้ำไหลเชี่ยว พลังงานหยินหนักหน่วงหนิงเทียนและเยี่ยชิงต่างเปิดเผยความลับของกันและกัน สุดท้ายก็มีแต่เสียกับเสีย เนื่องจากพวกเขาถูกไล่ล่าไปทุกหนทุกแห่งช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่ง

            คนส่วนใหญ่ที่ไล่ตามหนิงเทียนเป็นเหล่าลูกศิษย์สำนักยักษ์พฤกษาทั้งยังมีศิษย์ของสำนักทะยานเวหาอีกสองสามคนด้วย

            ด้วยความแข็งแกร่งของหนิงเทียนแม้แต่ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นเจ็ดก็ยากที่จะคุกคามเขา ทว่ายามนี้กลับมีคนจากสำนักยักษ์พฤกษาที่ถือคันธนูไม้เล็งมาทางเขาอยู่

            แท้จริงแล้วคนผู้นี้คือโหราจารย์ที่หาตัวจับยากและคันธนูของเขาก็เป็นอาวุธวิญญาณจื๋อซิวที่สามารถสังหารผู้บำเพ็ญทุกคนในขอบเขตจิตหยั่งลึกได้

            ชายคนนี้มีนามว่าหูเถี่ยซินเขาสัมผัสได้ถึงความพิเศษของหนิงเทียนและต้องการฆ่าตัดตอนอัจฉริยะผู้นี้จึงไล่ตามเขาอย่างใกล้ชิด

            ทุกครั้งที่คันธนูพุ่งเป้ามาหนิงเทียนจะสร้างกระแสพลังจากรอยประทับแผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรก และรอดพ้นจากอันตรายมาได้หลายครั้ง

            หนิงเทียนไม่กล้าให้หูเถี่ยซินเข้าใกล้เขาเป็นถึงโหราจารย์ การอยู่ในระยะประชิดย่อมทำให้หนิงเทียนตกที่นั่งลำบาก และมีโอกาสสูงมากที่จะติดกับจนถึงแก่ความตาย

            ดอกไม้ผลิบานตามสายธารเมื่อเฉินจี๋เผยกายพลันโลกแห่งจินตนาการที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของบุปผาก็ปรากฏขึ้น

            “ตามข้ามา”

            เฉินจี๋เหลือบมองหนิงเทียนพร้อมฉายร่องรอยความประหลาดใจแวบขึ้นมาในดวงตา

            ชายผู้นี้อยู่เพียงขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรกแต่สามารถเอาชีวิตรอดจากการไล่ล่าของศัตรูจำนวนมหาศาลได้ นี่นับว่าเป็นปาฏิหาริย์

            หนิงเทียนตัดสินใจตามเฉินจี๋ไปทว่าวิ่งไปได้ไม่ไกลนักภาพลวงตากรุ่นกลิ่นดอกไม้ที่อยู่ด้านหลังก็ถูกหูเถี่ยซินทลายลง

            “นักเล่นกลลวงตาหรือ?น่าสนใจยิ่งนัก”

            หูเถี่ยซินมองเฉินจี๋ด้วยเจตนาฆ่าพร้อมเล็งคันธนูไปหาอีกฝ่ายทว่าหนิงเทียนสังเกตเห็นลูกศรสังหารเข้าเสียก่อน

            “ระวัง!” หนิงเทียนแผดเสียงพลางผลักเฉินจี๋ออกลูกศรจึงเฉียดรักแร้ของเขาและตัดผิวหนังจนเลือดกระเซ็น

            เฉินจี๋เหงื่อกาฬไหล นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ“ขอบคุณเจ้ามาก”

            จากนั้นทั้งสองคนก็หนีเข้าป่าพร้อมหลบซ่อนตัวอย่างรวดเร็ว

            หูเถี่ยซินเงยหน้ามองยอดเขาก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพูดว่า“หนีไปได้ไม่ไกลหรอก ฆ่าเด็กนั่นทันทีที่มันอยู่คนเดียว!”

            ในฐานะโหราจารย์ หูเถี่ยซินค่อนข้างระมัดระวังตัวเป็นอย่างมากนี่เป็นเพียงวันที่สองนับตั้งแต่เข้าสู่แดนลับ เขายังไม่อยากขูดลอกผิวหน้า[1]สำนักร้อยบุปผาเร็วเกินไป

            ...

            เมื่อหนิงเทียนขึ้นมาถึงยอดเขาเขาก็ยิ้มทันทีที่เห็นฉินเสี่ยวเยวี่ย

            “ศิษย์พี่ใส่ใจข้าเช่นนี้ช่างน่าปลื้มใจยิ่งนัก”

            “หยุดแสดงอารมณ์อ่อนไหวเสียทีที่ศิษย์พี่เฉินไปช่วยเจ้าก็เพราะศิษย์น้องเสิ่นเป็นห่วงสหายร่วมสำนักศิษย์พี่ฉินคร้านเกินกว่าจะสนใจเจ้า”

            เจ้าหมิงยืนขวางทางหนิงเทียนไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ฉินเสี่ยวเยวี่ยแม้แต่น้อย

            “เป็นเช่นนั้นหรือ?”หนิงเทียนประหลาดใจเล็กน้อยจึงหันไปมองเฉินจี๋ อีกฝ่ายก็พยักหน้ายืนยัน

            เจ้าหมิงยังคงถากถางหนิงเทียนต่อ“อยู่เพียงขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรกยังกล้าก่อเรื่องไปทั่วไม่สำคัญว่าเจ้าจะตายหรือไม่ แต่หากเจ้าทำให้สำนักร้อยบุปผาของพวกเราเสื่อมเสียนั่นย่อมเป็นความผิดของเจ้า!”

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยมองหนิงเทียนด้วยสีหน้าขุ่นเคืองยิ่งนึกถึงความพ่ายแพ้ครั้งก่อน นางก็ยิ่งโกรธจนเลือดขึ้นหน้า

            เสิ่นซินจู๋สวมชุดสีเขียวสวยสดครอบครองกลิ่นอายแห่งความสง่างามและเบาสบายทั่วร่าง นางจ้องมองสหายร่วมสำนักผู้หล่อเหลาตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            “ไม่เป็นไรก็ดีแล้วหลังจากนี้ก็ลงมือร่วมกับทุกคนเถิด อย่าไปยั่วยุพวกเขาเพียงลำพังความปลอดภัยย่อมสำคัญที่สุด”

            น้ำเสียงของเสิ่นซินจู๋ชัดเจนและไพเราะแม้นางจะอายุสิบเก้าปีแต่ก็มีความอ่อนโยน ไม่เย็นชาและสูงส่งเท่าฉินเสี่ยวเยวี่ย

            “ศิษย์พี่เสิ่น?”

            หนิงเทียนมองเสิ่นซินจู๋อย่างพินิจพิเคราะห์ศิษย์พี่นางนี้ไม่งามเท่าฉินเสี่ยวเยวี่ย ทว่ากลับให้ความรู้สึกเป็นกันเองมากกว่า

            “อืม ข้านามว่าเสิ่นซินจู๋ แล้วเจ้าเล่าศิษย์น้อง?”

            “หนิงเทียนคารวะศิษย์พี่เสิ่นขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือ”

            หนิงเทียนยกกำปั้นขึ้นพร้อมกล่าวคำนับเนื่องจากเฉินจี๋เคลื่อนไหวภายใต้คำสั่งของเสิ่นซินจู๋เขาจึงต้องขอบคุณนางด้วยตนเอง

            “อย่าตีสนิทนางจนเกินไป! จงหยุดอยู่แค่ตรงนั้น ศิษย์น้องเสิ่นเพียงแต่สมเพชเวทนาเจ้า มองดูตนเองหน่อยเถิดว่าเจ้าเป็นตัวอะไรยังจะกล้ามาประจบประแจงศิษย์น้องเสิ่นอีก ช่างเพ้อฝันเสียจริง!”

            เจ้าหมิงแสดงสีหน้าดูถูกเขาตั้งใจทำให้หนิงเทียนอับอายต่อหน้าศิษย์สำนักร้อยบุปผาจำนวนมาก

            เสิ่นซินจู๋ขมวดคิ้วก่อนจะพูดอย่างไม่พอใจ“ศิษย์พี่เจ้า ท่านคิดว่าข้ารู้จักแทนคุณคนหรือไม่?”

            เจ้าหมิงตอบด้วยรอยยิ้มว่า“ศิษย์น้องเสิ่นอย่าได้เคืองไปเลย ข้าเพียงเกรงว่าชายผู้นี้จะหลอกลวงเจ้าเจ้าเด็กหัวชมพูหน้าขาว[2]นี่มองแวบแรกก็รู้แล้วว่าไม่มีอะไรดีแม้แต่ศิษย์น้องฉินยังถูกเขาคุกคาม ข้ากังวลว่าเขาจะเกาะติดเจ้าไปจนตาย เราควรต้องให้บทเรียนเขาบ้าง”

            เสิ่นซินจู๋กล่าว “แต่ข้าไม่คิดว่าศิษย์น้องหนิงจะเป็นคนเช่นนั้น”

            เจ้าหมิงหัวเราะเบาๆแล้วพูดต่อ “เราไม่ควรตัดสินผู้อื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก และชายผู้นี้ก็เป็นหัวขโมยหากเจ้าไม่เชื่อก็ลองถามศิษย์น้องฉินดูสิ”

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยเอ่ยอย่างเย็นชา“ไม่ต้องมาถามข้า ข้าไม่คุ้นเคยกับเขา”

            ดวงตาของเสิ่นซินจู๋ฉายแววความฉงนสัญชาตญาณของนางบอกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างหนิงเทียนและฉินเสี่ยวเยวี่ย

            เมื่อเผชิญกับความเฉยเมยของฉินเสี่ยวเยวี่ยหนิงเทียนก็นึกถึงหลินเสี่ยวซินขึ้นมาก่อนจะหันไปมองเสิ่นซินจู๋ ซึ่งเจ้าหมิงก็รีบเคลื่อนกายมาบังสายตาหนิงเทียนอย่างฉับไว

            “ข้าไม่เคยเห็นคนโง่เขลาเช่นเจ้ามาก่อนเลยอยากให้คนดัดหลังให้สักหน่อยไหม?”

            ในบรรดาผู้คนที่ยืนอยู่ไม่ไกลบ้างก็หัวเราะ บ้างก็เริ่มประชดประชัน

            “อยู่เพียงขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรกแต่ไม่รู้จักเจียมตนนี่ช่างน่าอายจริงๆ”

            “บางทีอาจเป็นเพราะผิวที่หนาเกินไปจนพลังวิญญาณทะลุทะลวงผ่านไปไม่ได้เขาจึงไม่สามารถเข้าสู่จิตหยั่งลึกขั้นสอง”

            “พูดได้ดี คำอธิบายนี้ลึกซึ้งเกินไปแล้ว”

            หลายคนหัวเราะลั่น ขณะที่เสิ่นซินจู๋ขมวดคิ้วเฉินจี๋เริ่มไม่พอใจ และฉินเสี่ยวเยวี่ยก็เฝ้ามองเหตุการณ์อย่างเงียบๆ ปล่อยให้เจ้าหมิงทำให้หนิงเทียนอับอาย

            “อยากดัดหลังให้ข้าหรือ?”หนิงเทียนมองเจ้าหมิงแล้วยิ้มโปรยเสน่ห์

            “ถ้าเจ้าไม่เชื่อฟังข้าก็ไม่รังเกียจที่จะช่วย”

            เจ้าหมิงเชิดหน้าขึ้นสูงชายผู้นี้กล้ากลั่นแกล้งศิษย์น้องฉินของเขา ดูสิว่าข้าจะทำให้เจ้าขายหน้าอย่างไร

            หนิงเทียนกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อมองท่าทีของทุกคนในบริเวณนั้น

            “หากข้าไม่ให้โอกาสเช่นนั้นเจ้าจะไม่อึดอัดจนตายหรือ?”

            “เจ้าหนู! เจ้ายั่วยุข้าหรือ?”

            หนิงเทียนกล่าวอย่างเหยียดหยาม“เจ้าเกือบจะกลายเป็นสุนัขบ้าแล้ว เหตุใดยังต้องยั่วยุอีกเล่า?”

            “ศิษย์พี่เจ้าเขาเรียกท่านว่าสุนัข”

            เจ้าหมิงแสยะยิ้มด้วยความโกรธ“กล้าด่าข้าเช่นนี้ ดูสิว่าข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร คุกเข่าลง!”

            เจ้าหมิงสะบัดมือตบไหล่หนิงเทียนต้องการให้เขาคุกเข่าต่อหน้าสาธารณชนและรังแกเขาจนกว่าจะพอใจ

            เสิ่นซินจู๋ไม่ชอบใจและต้องการหยุดเขาทว่ากลับถูกเฉินจี๋ห้ามไว้

            “เจ้า...”

            “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวก็รู้”

            ทางด้านฉินเสี่ยวเยวี่ย นางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นรอยยิ้มบางเบา

            เจ้าหมิงอยู่ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นห้าแม้หนิงเทียนจะทรงพลังมาก แต่เขาย่อมไม่ใช่ศัตรูของเจ้าหมิง

            “ช่างโง่เขลาเสียจริง กล้าท้าทายศิษย์พี่เจ้าด้วยกำลังอันน้อยนิดนี่ไม่ใช่การหาเรื่องเจ็บตัวหรอกหรือ?”

            “คนโง่มักถือตัวว่าตนชอบธรรมและมักคิดว่าตนอยู่ยงคงกระพัน”

            “ชะตาของคนเช่นนี้ย่อมเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย”

            เกือบทุกคน ณ ที่แห่งนั้นล้วนมีทัศนคติเชิงบวกกับเจ้าหมิงทั้งยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหนิงเทียนหาเรื่องเจ็บตัว และไม่คู่ควรกับความเห็นอกเห็นใจ

            เจ้าหมิงยิ้มอย่างชั่วร้ายเมื่อได้ยินคำชมเชยจากสหายร่วมสำนัก เขาก็ยิ่งกระตือรือร้นจนอยากผลักหนิงเทียนลงกับพื้นเพื่อย้ำถึงความเป็นเลิศของตน

            รอยยิ้มบนใบหน้าของหนิงเทียนบ่งบอกถึงความเยือกเย็นแต่เจ้าหมิงและเหล่าสหายร่วมสำนักหาได้สนใจไม่สิ่งที่พวกเขารอคอยคือช่วงเวลาที่หนิงเทียนคุกเข่าลงเท่านั้น

            ทว่าฝ่ามือที่เจ้าหมิงฟาดใส่หนิงเทียนกลับถูกต้านรับไว้ได้และแขนของทั้งสองฝ่ายก็หยุดชะงักอยู่กลางอากาศ

            “เอ๊ะ? หยุดแล้ว...”

            “หยุดได้อย่างไร? เขาต้านมันได้หรือ?”

            ผู้คนที่เฝ้าดูการต่อสู้อยู่ต่างประหลาดใจเล็กน้อยแต่พวกเขายังคงมั่นใจในความเก่งกาจของเจ้าหมิง

            “เจ้าอยากสู้กับข้าหรือ?ได้เลย!”

            เจ้าหมิงยิ้มอย่างดุดันก่อนที่ดอกไม้ประหลาดห้าดอกจะปรากฏรอบกายเขาพวกมันคือรากบ่มเพาะระดับจิตหยั่งลึกขั้นห้า ซึ่งเปรียบเสมือนบ่อน้ำวนห้าบ่อที่ดูดกลืนพลังวิญญาณและทำให้เจ้าหมิงสูงสง่ายิ่งขึ้น

            เส้นลมปราณในร่างของเจ้าหมิงสั่นสะเทือนความแข็งแกร่งของแขนขวาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เส้นเลือดสีน้ำเงินปูดนูนขึ้นราวรอยมังกรนาคา[3]เลื้อยวน ปลดปล่อยมนต์เสน่ห์แห่งอำนาจ

            “ศิษย์พี่เจ้าแข็งแกร่งยิ่งนักพลังนี้ช่าง...”

            ผู้คนโดยรอบล้วนสรรเสริญเขาทว่าคำชมเหล่านั้นออกมาได้เพียงครึ่งเดียวสถานการณ์ระหว่างหนิงเทียนและเจ้าหมิงก็พลิกผันไปอย่างไม่คาดคิด

            เมื่อเห็นท่าทางภาคภูมิใจของเจ้าหมิงรอยยิ้มบนใบหน้าหนิงเทียนก็ยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้น นิ้วทั้งห้าบนมือขวาของเขากระชับแน่นจากนั้นก็ออกแรงผ่านปลายนิ้วจนได้ยินเสียงกระดูกร้าวอย่างชัดเจน

            ผู้เห็นเหตุการณ์ต่างตกตะลึงและจับจ้องมือขวาของหนิงเทียนแต่ทันใดนั้นเองพวกเขาก็เห็นว่าฝ่ามือของเจ้าหมิงแตกหัก เลือดแดงฉานหลั่งรินพร้อมเสียงร้องโหยหวนดังไกลถึงสิบลี้

            “อ๊าก! มือข้า... ไม่!”

            หน้าผากของเจ้าหมิงมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นขณะที่หนิงเทียนค่อยๆลดแขนขวาลง ร่างกายของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ดอกไม้ทั้งห้าโดยรอบสลายหายไป จากนั้นก็คุกเข่าลงกับพื้นแล้วคร่ำครวญอย่างขมขื่น

            “กะ...เกิดอะไรขึ้น?”

            “ศิษย์พี่เจ้าใช้ภาพหลอกตาหรือเปล่า?”

            “โอ้สวรรค์! นะ...นี่!”

            บรรดาผู้อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกใจรวมถึงฉินเสี่ยวเยวี่ยและเสิ่นซินจู๋ด้วย

            หนิงเทียนยังคงยืนอยู่ ณตำแหน่งเดิมอย่างสบายๆ ทว่านัยน์ตาเย็นชาของเขากลับฉายเจตนาสังหารที่ชัดเจน

            “ข้าลำบากใจไม่น้อยเลยที่ศิษย์พี่เจ้ามอบของขวัญแสนล้ำค่าให้เช่นนี้ท่านคิดว่าข้าควรทำให้แขนขาท่านพิการหรือตาบอดหูหนวกดี? โอ้! หรือข้าควรตัดหัวท่านออกก่อน? เช่นนั้นย่อมลดปัญหาได้มาก”

            แขนขวาของเจ้าหมิงหักความเจ็บปวดแสนสาหัสถาโถมเข้ามาจนเขารู้สึกโกรธเคืองและวิตกกังวล ทั้งยังโมโหแทบตายแล้ว

            “เจ้าเด็กบ้า! กล้าทำให้ข้าขายหน้าเช่นนี้ก็จงไปลงนรกเสีย!” เจ้าหมิงพยายามลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วออกแรงเตะไปที่ขาของหนิงเทียน

            “ดูท่าศิษย์พี่เจ้าจะชอบตัวเลือกแรกสินะได้! ข้าจะช่วยท่านเอง”

            หนิงเทียนกล่าวแล้วเตะกลับไปครั้งหนึ่งทุกคนในบริเวณนั้นล้วนได้ยินเสียงกระดูกแตก ตามด้วยเสียงกรีดร้องบีบคั้นหัวใจ และขาขวาของเจ้าหมิงก็มีรอยแตกร้าวปรากฏขึ้นทันที

            “เจ้าคนต่ำช้าข้าจะจัดการเจ้า!”

            เจ้าหมิงจะทนรับการถูกดูหมิ่นในที่สาธารณะเช่นนี้ได้อย่างไร?เขาเป็นถึงผู้บำเพ็ญขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นห้าเชียวนะ

            ดอกไม้ห้าดอกปรากฏขึ้นอีกครารากจิตวิญญาณในร่างของเจ้าหมิงสั่นสะเทือนพร้อมปล่อยพลังอันแข็งแกร่งออกมาเพื่อสยบหนิงเทียนทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้เขาพูดไม่ออก

            หนิงเทียนรับรากจิตวิญญาณด้วยมือซ้ายแล้วระเบิดรากบ่มเพาะที่ลอยรอบร่างเจ้าหมิงด้วยมือข้างเดียว จากนั้นก็ทุบตีเขาจนแขนขาหักทำให้อีกฝ่ายต้องคุกเข่าขอความเมตตาราวสุนัขรับใช้

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยตกใจมากเจ้าหมิงมีเส้นลมปราณเก้าเส้นซึ่งเพียงพอที่จะปราบปรามผู้บำเพ็ญขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรกคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาจะพ่ายแพ้ให้หนิงเทียน

            ทางด้านเสิ่นซินจู๋ก็ทั้งประหลาดใจและมีความสุขนางไม่เคยรู้มาก่อนว่าหนิงเทียนจะดุร้ายถึงเพียงนี้

            ส่วนศิษย์สำนักร้อยบุปผาคนอื่นๆต่างก็ตกตะลึงจนไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง และมีเพียงเฉินจี๋เท่านั้นที่แสดงสีหน้าโล่งใจออกมา

    ---------------------------------------

    [1] ขูดลอกผิวหน้า (撕破脸皮) หมายถึง ไม่เห็นแก่หน้าตาของอีกฝ่าย หรือหักหน้ากันอย่างเปิดเผย

    [2] หัวชมพูหน้าขาว (粉头白脸) หมายถึง โสเภณี

    [3] มังกรนาคา (龙蛇) หมายถึง การบิดเปลี่ยนของลายเส้นในการประดิษฐ์ตัวอักษร

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ) ที่คุณอ่าน