ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 53 เมื่อศิวนาฏราชปรากฏ

    บทที่ 53

    เมื่อศิวนาฏราชปรากฏ

     

           อัครยุทธ์ดุสิตที่สะบักสะบอมยังไม่ยอมแพ้รีบลุกขึ้นและใช้ท่าหมัดประจำตัวพุ่งโจมตีอย่างรวดเร็วเมื่อปราชญ์ยุทธ์หญิงกำลังจะถึงตัวปรมาจารย์บุญ โดยหวังจะให้หมัดนี้ของตัวเองทำลายกลุ่มคนทั้งหมดที่อยู่ด้านข้างอัฒจันทร์

     

           “นาฏราชเจิดจ้าอำไพ”

     

           ฉับพลันประกายแสงสีเหลืองทองก็สว่างจ้าทั่วทั้งอาคารแม้กระทั่งมรกตเพลิงที่อัครยุทธ์ดุสิตกำลังจะปลดปล่อยออกมาต้องสลายลงใช้แขนของตัวเองมาบดบังแสงสว่างเจิดจ้าราวแสงอาทิตย์

     

           เสียงผู้ชมจำนวนมาร้องโวยวายและก้มหน้าก้มตา เพราะความสว่างคล้ายจ้องมองดวงอาทิตย์ก็ไม่ปาน

     

           เสียงร้องโอดโอยครวญครางกันระงมไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดแสงสว่างขนาดสามารถแผดเผาร่างกายได้ภายในอาคาร

     

           แน่นอนว่าต้องเป็นพลังณานของนักฌานยุทธ์คนใดคนหนึ่งที่ปลดปล่อยออกมาเพื่อป้องกันการทำร้ายของอัครยุทธ์ดุสิต

     

           “โอ้ยยยย...เจ้าเป็นใครกัน?แน่จริงก็ปรากฏตัวออกมาสิ โอ้ยยยย”

     

           สักพักแสงสว่างร้อนแรงแสบตา ก็ค่อยๆลดความแสบร้อนและสว่างไสวลงเรื่อยๆ จนกลับสู่ภาวะปกติ

     

           ทุกคนสะบัดหน้าและตัวเพื่อให้คลายจากความร้อนแรงและแสงสว่างนั้น

     

           “ข้าทนดูไม่ไหวแล้วกับการกระทำอันเถื่อนและถ่อยของท่าน มันคงเกินที่ข้าจะทนอีกต่อไปท่านทำให้การประลองที่ดีและบริสุทธิ์ยุติธรรม ต้องพังพินาศ ผู้คนบาดเจ็บ”

     

           เสียงท่านผอ. ดังลั่นลานประลองเขาเป็นผู้ที่ปลดปล่อยพลังฌานนั้นออกมาเอง

     

           ตอนนี้ปรากฏ 4 วงแหวนม่วง-น้ำเงิน-เหลือง-เขียว ตามลำดับหมุนวนรอบกายของท่านปรมาจารย์ปฏิมากรออร่าด้านหลังเป็นสีเหลืองทองก่อเป็นรูปศิวนาฏราชและมีวงแหวนเพลิงปรากฏขึ้นทางด้านหลังออร่านั้นอีกด้วย

     

           ผู้ชมต่างฮือฮากันมากมายเพราะไม่มีใครเคยได้มีโอกาสเห็นการปลดปล่อยฌานยุทธ์ของปรมาจารย์ปฏิมากรเลยสักครั้งเป็นพลังออร่าที่ยิ่งใหญ่ เพียงแค่เห็นก็หวาดผวากันทั่ว

     

           ทุกคนในลานประลองต่างเฮให้กับท่านผอ.เพราะเริ่มรู้สึกรับไม่ได้กับการกระทำอันป่าเถื่อนของอัครยุทธ์ดุสิตถึงแม้ว่าจะถูกปราชญ์ยุทธ์วรรณสั่งสอน แต่ผู้ชมก็เห็นว่าสมควรแล้ว

           “จัดการมันเลยท่านผอ.”

     

           “ใช่ๆๆๆ คนเถื่อนถ่อยแบบนี้จะปล่อยไว้ทำไม?”

     

           “ท่านคงได้ยินแล้วนะว่าไม่มีใครเขาให้ความรักและศรัทธาท่านมากนักหรอกทุกคนเขาเกรงกลัวพลังที่ท่านมี...แต่บัดนี้พลังเหล่านั้นมันลดน้อยเสียจนท่านคงแทบจะเอาชีวิตไม่รอด...ข้าว่าท่านกลับสำนักไปเสียดีกว่า...และเดิมพันที่ปราณกล่าวไว้ยังคงเหมือนเดิม”

     

           “หึหึหึ...ใครว่าล่ะ?”

     

           พูดจบอัครยุทธ์ดุสิตก็ส่งพลังหมัดมรกตเพลิงเข้าหาท่านผอ.ในระยะประชิด แต่ท่านผอ. ระวังตัวอยู่ก่อนแล้ว หมัดมรกตเพลิงจึงเฉียดผิวกายไป

     

           ท่านผอ.สาดแข้งขวาเข้าเต็มช่องท้องของดุสิตจนตัวงอ เสียงร้อง “โอ้ก” ดังลั่นเพราะเป็นการเตะที่หวดเข้ามาด้วยพลังออร่าที่รุนแรง จนเกิดเสียงฟันอากาศ

     

           “ในเมื่อท่านไม่หยุดและยังคิดที่จะต่อสู้...ก็ได้เมื่อท่านชอบเจราจาด้วยกำลัง ข้าจัดให้ได้”

           ท่านผอ.ประสานมือสองข้างเป็นสามเหลี่ยมที่หน้าอกแล้วหมุนมือวนขวาเป็นวงกลมช้าๆ

     

           “ตรีวิกรมอัคนี”

     

           พลันร่างของท่านผอ. ก็ถูกออร่าด้านหลังเข้ามาห่อหุ้มกลายเป็นท่าร่ายรำศิวนาฏราชที่เปล่งแสงสว่างเหลืองนวลอำไพเฉกเช่นเหมือนครู่แต่ไม่ได้ร้อนแรงแสบผิวออร่าที่เข้ามาห่อหุ้มได้ปรากฏเป็นแขนออกมาจากหัวไหล่ของท่านผอ.ทั้งซ้ายขวา

     

            ตอนนี้ท่านผอ.มีสี่กร กำลังร่ายรำท่าศิวนาฏราช ในลักษณะเยื้องย่างซ้าย-ขวาแต่ละก้าวปรากฏเปลวไฟร้อนแรง ออร่ามือขวาบนถือนาฬิกาทรายทรงคอดกลางออร่าซ้ายบนถือลูกไฟร้อนแรง ออร่ามือขวาล่างแบออก ส่วนออร่ามือซ้ายล่างชี้นิ้วลงดูคล้ายงวงช้างเป็นออร่าแห่งการร่ายรำที่งดงามและมีฤทธานุภาพมากมายยิ่งนัก





    อัครยุทธ์ดุสิตเบิกตาโตเพราะออร่าเบื้องหน้าในขณะเยื้อยย่างสามขุมเข้ามาหา มีขนาดที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆและก้าวสุดท้าย ออร่าเท้าขวาขนาดใหญ่ก็เหยียบลงบนอกของอัครยุทธ์ดุสิต ที่ยืนตะลึงจนตัวของเขาเซล้มลงไปที่พื้นจากนั้นเปลวไฟบนมือซ้ายก็เลื่อนลงมาแล้วแผดเผาร่างอัครยุทธ์ดุสิตอย่างช้าๆ

             

            เสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดเปลวเพลงที่แผดเผานั้นดัง่มีดกรีดลงบนเนื้อ เลือดค่อยๆ ซึมออกมาผิวหนังบางส่วนเหมือนถูกความร้อนเผาไหม้

             

            “โอ้ยๆๆๆๆๆข้า....ข้ายอมแล้ว....ข้ายอมแล้ว....ปล่อยข้าไปเถอะ!!!”

             

            เป็นการร้องขอชีวิตที่น่าเวทนายิ่งนักไม่เหลือภาพของอัครยุทธ์ที่อหังการ์ กิริยาอาการตอนนี้เปรียบประดุจคนเสียสติแม้จะน่าเวทนาและอีกด้านก็พากันสาแก่ใจเพราะมีนักฌานยุทธ์หลายคนที่โดนอัครยุทธ์ดุสิตทำร้ายโดยไม่มีความผิด

             

            ท่านผอ.ค่อยๆ ถอนออร่าแขนอัคคีนั้นออก แล้วหลับตา มือสองข้างหมุนวนเป็นวงจนมือประสานกันออร่าทั้งหมดก็จางหาย

             

           ผู้คนยังตื่นตะลึงกับออร่าที่แปลกตาและดูยิ่งใหญ่ตอนนี้มีแต่เสียงร้องโอดโอยของอัครยุทธ์ดุสิต ตามเนื้อตัวมีรอยไหม้เรียมและมีบาดแผลเป็นทางยาวเลือดไหลซึมตรงบริเวณที่ออร่าศิวนาฏราชแผดเผา

     

           หมดพิษสงของพยัคฆ์มรกตผู้ยิ่งใหญ่ ท่านผอ.ให้สัญญาณชูมือขึ้น3 นิ้ว สักครู่เจ้าหน้าที่ 3คนก็วิ่งเข้ามาแล้วหามร่างสะบักสบอมของอัครยุทธ์ออกไปอย่างรวดเร็ว

           ท่านผอ.หันมองทางกลุ่มของปราชญ์ยุทธ์วรรณและโค้งศีรษะ ก่อนเอ่ยบอก

     

           “ในนามของโรงเรียนมหรรณพาลัยข้าต้องขอประทานอภัยอย่างที่สุด ที่ทำให้ท่านปรมาจารย์บุญต้องบาดเจ็บและไม่รีบจัดการเรื่องให้เรียบร้อย”

     

           “ไม่ต้องหรอก...ท่านผอ. ทำถูกแล้วที่ท่านไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยจนสุดวิสัยจริงๆ ข้าเข้าใจดี”

     

           ปรมาจารย์บุญประคองตัวเองขึ้นนั่งแล้วก็ค่อยลุกขึ้น โดยมีปราณและภรรยาประคอง ส่วนสองแฝดหนุ่มที่บาดเจ็บก็มีแฝดสาวคอยดูแลใกล้ชิด

     

           ท่านผอ. ให้สัญญาณอีกครั้งมีเจ้าหน้าที่อีก 6 คนวิ่งเข้ามาทางปรมาจารย์บุญแล้วพาคนเจ็บทั้งสามไปที่ห้องพยาบาล

     

           เสียงปรบมือค่อยๆ ดังขึ้นเพื่อเป็นการให้กำลังใจและเปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่

     

           “ข้าต้องขออภัยกับผู้ชมทุกท่านด้วยที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้ดีกว่านี้ หวังว่าทุกท่านคงจะให้อภัยนะครับ”ท่านผอ.โค้งคำนับยาวนาน ท่ามกลางเสียงปรบมือ

     

           ไม่มีใครถือโทษแต่กลับคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว ทุกคนเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมท่านผอ.จึงนิ่งเฉยไม่ลงมือทำอะไรสักทีเมื่อได้เห็นพลังฌานยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ก็รู้ทันทีว่านี่เป็นสาเหตุหลักๆ

     

           แม้ท่านผอ.จะอยู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์และพลังฌานยุทธ์ที่มี แสดงแสนยานุภาพได้ยิ่งใหญ่มากนักเจ้าของพลังฌานยุทธ์เช่นนี้จะต้องมีพลังฌานที่กล้าแข็งและพลังจิตที่เต็มเปี่ยม มิเช่นนั้นจะไม่สามารถดึงพลังออร่าระดับเทพมาได้ง่ายๆที่สำคัญเลย นิสัยและจิตใจจะต้องเปี่ยมเมตตาจึงจะคู่ควรกับออร่าในระดับนั้น

     

            ทุกคนพลางคิดว่าถ้าท่านผอ.ก้าวไปถึงขั้นที่สูงกว่านี้พลังฌานแห่งการทำลายล้างก็ยากเกินคาดเดา แค่นี้ก็ทำให้หวาดผวากันได้มากมายแล้ว

             

           “ที่ข้าต้องทำเช่นนี้เพื่อรักษาชื่อเสียงเกียรติยศและความถูกต้องเอาไว้มิเช่นนั้นจะสั่งสอนนักฌานยุทธ์ให้มีความรับผิดชอบที่ดีต่ออาณาจักรได้อย่างไรกันขอให้ทุกท่านโปรดเข้าใจด้วย”

           โค้งคำนับอีกครั้ง เสียงปรบมือก็ยังกึกก้องท่านผอ. จึงเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้ชมเริ่มคลายความเครียดเมื่อครู่จึงได้ประกาศผลอย่างเป็นทางการให้ปราณเป็นฝ่ายชนะและเดิมพันที่ว่าไว้ก็จะต้องเป็นตามนั้น โดยไม่มีข้อแม้รอเวลาให้พิมพ์ลภัสหายเป็นปกติ จึงจะดำเนินการต่อไป

     

           จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับถือเป็นการประลองยุทธที่เกินคาดเดา โดยเฉพาะการได้เห็นระดับนักฌานยุทธ์แท้จริงได้ประลองแบบถึงเลือดถึงเนื้อ

     

           “เจ้าทำได้ยอดเยี่ยมมากปราณ”

     

           จักรพรรดิยุทธ์มหิธาและท่านหญิงจงกลนีเดินลงมายังลานประลอง บริเวณที่ปราณและเธียรยังยืนอยู่เด็กน้อยโค้งคำนับขอบคุณในคำชม

     

           แล้วทั้งหมดก็ไปห้องพยาบาลเพื่อดูอาการบาดเจ็บของคนทั้งสามที่จะหนักหน่อยก็คือสองแฝดหนุ่ม ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ก็โดนเล่นงานเข้าเสียก่อน

     

           “พี่แสง...พี่ขรรค์ท่านสองคนโดนแบบนี้ทุกทีสินะ...สามสี่ครั้งแล้วมั๊งเนี่ย เรื่องเฉียดตายแบบนี้ข้าขอขอบคุณท่านพี่ทั้งสองมากครับ”

           ปราณโค้งคำนับพี่ทั้งสอง ที่นอนยิ้มหน้าระรื่นอยู่บนเตียงเพราะมีสองแฝดสาวคอยดูแล

     

           “ถึงจะเจ็บก็คุ้มค่านะ...ขรรค์ว่าไง?”

     

           “ก็ตามนั้นแหละ คุ้มค่าสุดๆถ้าไม่เจ็บแบบนี้ คงไม่มีคนมาดูแลเราทั้งคู่แบบนี้!!!”

     

           สองหนุ่มหันมองหน้าสาวที่ตนชอบพอพร้อมกันๆทุกคนเห็นอาการก็พากันหัวเราะ แต่กับสองแฝดสาวกลับยิ้มจนแก้มแดง เอามือน้อยๆของเธอ ตีแฝดหนุ่มด้วยความเขินอาย เรียกเสียงหัวเราะ 

     

           “คนบ้าอะไร...เจ็บขนาดนี้ยังมีหน้ามาทะเล้นอีก”

     

           เดือนพูดตอบขรรค์แล้วก็ฟาดเพี๊ยะที่ต้นแขนอีกดอกพ่อหนุ่มแฝดผู้น้องร้องลั่น

     

    **********

     

           “ท่านพ่อ!!! ท่านเป็นยังไงบ้าง?” พิมพ์ลภัสที่เริ่มฟื้นตัว วิ่งเข้ามาดูอาการพ่อของเธอที่ไม่เหลือภาพของอัครยุทธ์ผู้สง่างามอีกต่อไป และกำลังนอนสลบไสลไม่ได้สติ

     

           “ข้าไม่ยอมแน่ผิดคราวนี้เพราะไอ้เจ้าปราณกับสกุลของมัน มันต้องชดใช้” กัดกรามแน่นกำหมัดด้วยความโกรธ ยิ่งได้เห็นสภาพท่านพ่อของเธอในเพลานี้ เธอถึงกับน้ำตาซึม

     

           ตั้งแต่เธอเกิดมาท่านพ่อเป็นผู้ที่สง่างามและแข็งแกร่งที่สุด ไม่เคยมีใครเอาชนะพ่อเธอได้สักคนเธอมีท่านพ่อเป็นแบบอย่าง อยากจะเก่งแบบท่านพ่อ มีผู้คนเกรงขาม เคารพยำเกรงแต่วันนี้สิ่งที่เธอเห็นกลับพังทลายทั้งหมด

     

           แม้กระทั่งความคิดของเธอ ก็ถูกเจ้าเด็ก 6ขวบทำลายจนหายไปในพริบตาเธอรู้ดีว่าเธอต้องเสียตำแหน่งประธานรุ่นไปอย่างช่วยไม่ได้แต่กับการที่ต้องเรียกปราณว่าลูกพี่ สิ่งนี้เกินทีเธอจะรับไหว

           “แกมันอ่อนกว่าข้าตั้งสิบปีแล้วจะให้ข้าเรียกไอ้เด็ก 6 ขวบว่าลูกพี่เนี่ยนะ ข้าคงไม่มีทางเสียล่ะ”

     

           พิมพ์ลภัสกำลังคิดแผนการในใจในเมื่อปราณได้เข้าเรียน แล้วเธอก็เป็นผู้ที่คุมกำลังทั้งหมดของรุ่นสองยังไงเสียก็ยังสามารถเอาคืนเจ้าเด็กคนนี้ได้ทุกเมื่อ

     

    **********

     

           “อุว๊ะ!!! มันจะอะไรกันนักหนาไอ้เจ้าเด็กเวรนี่!!!” สมุหเสนาแก่นนครหงุดหงิดจนแทบจะอกแตกตาย ยิ่งได้รู้ว่าปราณกลายเป็นลูกของอาวุโสสามแห่งเมืองอโยดา

     

           “ท่านลุงของเจ้าบอกว่าจะไม่ช่วยอะไรอย่างนั้นหรือ?”

     

           รัตนาภรณ์ได้แต่พยักหน้าเธอเองก็คิดไม่ถึงว่าคราวนี้ท่านลุงของเธอจะปากแข็งและยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ช่วยอะไร

     

            “เห็นทีว่าเราคงต้องจัดการกันเองแล้วล่ะ...พอท่านพ่อรู้ข่าวแบบนั้นก็บอกว่าไม่ยุ่งเหมือนกัน เพราะกิจการสกุลเราต้องเกี่ยวพันกับคนของทางการไม่อยากมีเรื่อง”

             

            ท่านอาวุโสสองคิดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กสามัญชนจากหมู่บ้านจนๆจะกลายเป็นลูกมหาเสนาใหญ่ที่มีชื่อเสียงของเมืองอโยดาอีกทั้งยังสนิทสนมกับสกุลฤชากรและมัจฉาชาติอีกด้วย โอกาสที่เขาจะกำจัดปราณคงไม่มีแล้ว ดังนั้นก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแผน เมื่อปราณกลายเป็นลูกของมหาเสนาก็ต้องเปลี่ยนจากการคิดลอบฆ่ามาเลียแข้งเลียขาแทน

             

            แต่จะใช้วิธีไหนเพื่อให้ดูไม่น่าเกลียดก็นึกถึงรัตนาคร ลูกชายร่างท้วมที่ยังคงยึดแนวทางการสอนของปราณอย่างไม่เคยขาดจนตอนนี้สามารถพัฒนาตัวเองจนก่อเกิดพลังฌานยุทธ์ในระดับ 3 ได้แล้ว 

             

            ท่านอาวุโสสองจึงอยากให้บุตรชายของตนไปเรียนในเมืองอโยดาบ้าง เพื่อหาโอกาสใกล้ชิดกับปราณและเพื่ออนาคตของบุตรชายตัวเอง

             

            ในเมื่อลอบฆ่าไม่ตายแล้วกลับเป็นลูกคนใหญ่คนโต สมุหเสนาจึงถือเอาจุดนี้มาใช้ประโยชน์เพราะเขารู้ดีว่าตำแหน่งมหาอำมาตย์ที่เมืองอโยดานั้นเทียบเท่าได้กับตำแหน่งเจ้าเมืองของที่เชียงคลองนี่เลยทีเดียว

             

            แล้วทำไมจะไม่ใช้ประโยชน์จากปราณเพื่อการเติบโตทางการงานล่ะ คิดได้ดังนั้นก็รีบปรึกษากับเมียสุดที่รักเล่าแผนการณ์ต่างๆ ให้ฟังจนหมด เปลี่ยนความคิดจากพยายามลอบสังหารเป็นการตีสนิทเพื่อความก้าวหน้าจะดีเสียกว่า

             

            “น้องหญิงของพี่...พี่มีความคิดดีๆเพื่อเราจะได้ทำสำเร็จแบบที่วางแผนกันมานานเสียที”

             

            รัตนาภรณ์นึกถึงแผนการเก่าๆที่ทิ้งไว้นานก็ตาโต รีบซบอกสามีสุดที่รัก “อะไรหรือคะท่านพี่?”