46.....
“รองเท้าอีกข้างหนึ่งจากอิตาลีของนายเปื้อนดินสกปรกแล้วล่ะนายพีเจ.เอ๋ย..นายใส่รองเท้าข้างเดียวขับรถไปก่อนแล้วกันฮ่ะ ๆ”
ชวินร่างหมีพูหัวเราะร่วนในตอนท้ายแต่คนที่ได้ยินเสียงหัวเราะเป็นเสียงเห่าติด ๆกันอย่างอารมณ์ดีนั้นคือนัฏนรีเธอรีบหันไปมองต้นเสียงด้วยความสนใจ
“ออกมาซะดี ๆ นะเจ้าหมีพู”
นัฏนรีส่งเสียงดุเรียกแต่เจ้าหมีพูหยุดเห่าและซ่อนตัวเงียบ ๆ นัฏนรีจึงเรียกอีกสองสามครั้งก็ยังไม่เห็นเจ้าหมีพูโผล่ออกมาจึงเดินเข้าไปดูที่พุ่มไม้ เป็นเวลาเดียวกับที่ ดร.นีรนุชกับสามีขับรถมาจอดในบ้านพอดี ทั้งสองสามีภรรยาเดินมาหาลูกสาวที่กำลังก้มหาอะไรสักอย่างอยู่ที่พุ่มไม้
“หาอะไรลูก” ดร.นีรนุชเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เจ้าหมีพูค่ะ”
“อ้าว..หมีพูไปซ่อนอยู่ในพุ่มไม้นั่นเหรอ”
ดร.ฉันทวัฒน์มีสีหน้าแปลกใจคิดว่าลูกสาวกับหมีพูกำลังเล่นซ่อนหากันอยู่
“ใช่ค่ะ..เมื่อกี้ก็ยังเห่าบ๊อก ๆ อยู่เลยค่ะ พอดรีมเดินมาหาก็หยุดเห่าสงสัยจะแกล้งดรีมค่ะ”
นัฏนรีบอกแล้วก็เล่าถึงรองเท้าของปัญจพลที่หายไปพร้อมกับข้อสงสัยของลิลลี่ที่บอกว่าเจ้าหมีพูไม่ชอบหน้าปัญจพลก็เลยคาบรองเท้าเอาไปซ่อน
ดร.ฉันทวัฒน์หัวเราะขบขันกับคำบอกเล่าของลูกสาวแต่เขากับภรรยาก็อยากจะพิสูจน์เรื่องนี้ จึงยืนสังเกตการณ์ดูนัฏนรีเรียกเจ้าหมีพูต่อไป
“ถ้าไม่ออกมา...คืนนี้ก็นอนที่บ้านหมากับแม่ดุ๊กดิ๊กของเธอก็แล้วกัน”
นัฏนรีพูดขู่จบก็ทำท่าเดินออกไปจากบริเวณพุ่มไม้อย่างช้าๆ แต่สายตาก็ยังแอบชำเลืองมองดูความเคลื่อนไหวเป็นการทดสอบความฉลาดแสนรู้ของเจ้าหมีพูไปด้วยว่าจะเข้าใจในสิ่งที่เธอพูดไปหรือไม่
“ไม่นะ!..วินไม่ใช่หมา..เอ๊ย..ถึงวินจะเป็นหมาแต่ก็เป็นเพียงร่างกายแต่จิตใจเป็นคนเหมือนดรีมนะ”
ชวินในร่างหมีพูกระโดนพรวดออกมาจากพุ่มไม้เดินตามอดีตคนรักไปอย่างใจคอไม่ดีเขาส่งเสียงให้เธอรู้ด้วยว่ากำลังเดินตามหลังอยู่
“คุณดูสิคะ..เจ้าหมีพูมันกลัวได้นอนบ้านหมารีบออกมาเชียว”
ดร.นีรนุชชี้ให้สามีดูด้วยความตื่นเต้น
นัฏนรีแกล้งหยุดเดิน เจ้าหมีพูก็หยุดเดินบ้างพอนัฏนรีวิ่งเหยาะ ๆ เจ้าหมีพูก็วิ่งตาม จนทั้งคู่เข้าไปภายในห้องรับแขกของบ้านโดยมีสองดอกเตอร์เดินตามเข้ามาด้วย
“บอกมานะหมีพูว่าเอารองเท้าคุณพีเจ.เขาไปซ่อนจริงอย่างที่ลิลลี่สงสัยหรือเปล่า”
นัฏนรีนั่งบนโซฟารับแขกในขณะที่เจ้าหมีพูนั่งอยู่กับพื้นตรงปลายเท้า
“จ้างก็ไม่บอก..เชอะ!”
เจ้าหมีพูรีบหันหน้าไปทางสองดอกเตอร์ที่กำลังนั่งโซฟาอีกด้านหนึ่ง
“ดูท่าทางเหมือนมันไม่ได้ยินนะ” ดร.นีรนุชพูดขึ้น
“แต่ดรีมว่าหมีพูได้ยิน แต่แกล้งไม่ได้ยินมากกว่าค่ะ นี่หมีพู..หันมามองฉันเดี๋ยวนี้นะ”นัฏนรีสั่งเสียงดัง
“จ้างก็ไม่หัน..ชิ!” หมีพูยังอยู่ท่าเดิม
“ดี!..ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องมาเดินตามฉันแล้วฉันก็จะไม่สนใจเธอด้วย ไม่รักแล้วด้วย”
พูดจบนัฏนรีก็ลุกขึ้นเดินออกไปช้า ๆ เจ้าหมีพูรีบหันกลับไปมองด้วยความตกใจ สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็ตรงนี้แหละ กลัวนัฏนรีไม่รักนั่นเอง ไม่อยากเป็นหมาหัวเน่าก็เลยต้องรีบวิ่งไปเกาะขานัฏนรีแล้วก็เห่าประจบประแจงอย่างเต็มกำลัง
“ไม่ต้องเลยเจ้าหมีพูฉันงอนแล้วล่ะ”
นัฏนรีแกล้งทำท่าทางให้หมีพูแสดงพฤติกรรมให้ทุกคนได้เห็นหมีพูรีบเลียเท้าสลับกับแหงนหน้าทำตาละห้อยคล้ายกับจะอ้อนวอนให้เห็นใจ
“ก็ได้ ก็ได้..ถ้าอยากให้ฉันหายงอนแล้วก็ยกโทษให้หมีพูต้องไปเอารองเท้าคุณพีเจ.ที่ซ่อนไว้มาคืนก่อน”
นัฏนรีบอกอย่างมีเงื่อนไขเจ้าหมีพูหยุดเห่า นั่งนิ่งไปพักหนึ่งเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะเอาอย่างไรดี
“ว่าไงหมีพู จะเอารองเท้าคุณพีเจ.มาคืนหรือเปล่า..ถ้าไม่เอามาคืน ฉันก็จะไม่สนใจใยดีเธออีกต่อไป บางทีฉันอาจจะยกเธอให้กับคุณพีเจ.เขาไปก็ได้นะ”เธอขู่ออกไป
“ว้าก!..ไม่นะดรีมไม่เอาเด็ดขาด”
ชวินร่างหมีพู ตกใจรีบวิ่งหางชี้ออกไปจากห้องทันทีจนทุกคนแปลกใจแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงตาค้างจนแทบจะช็อคด้วยความตื่นเต้นอัศจรรย์ใจก็คือภาพที่เห็นเจ้าหมีพูวิ่งคาบรองเท้ามาวางตรงหน้านัฏนรีอย่างแสนรู้
“คุณคะ..เห็นเหมือนที่ฉันเห็นไหมคะ”
ดร.นีรนุชถามสามีเสียงตื่นเต้น
“สุดยอดของสุนัขแสนรู้เลยคุณ..นี่มันหมาอัจฉริยะชัดๆ โอ้ มายก็อด”
ดร.ฉันทวัฒน์เอ่ยปากชมด้วยความทึ่งสุดขีด
“ดรีมไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าหมีพูจะฟังคำสั่งของดรีมได้เข้าใจทุกอย่าง”
นัฏนรีบอกกับบิดามารดาอย่างดีใจ
“ที่ผ่านมาก็ยังไม่ชัดเจนเท่าครั้งนี้เลยไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ” ดร.นีรนุชพูดขึ้น
ทั้งสามพ่อแม่ลูกต่างก็ชื่นชมเจ้าหมีพูไม่ขาดปากในขณะที่หมีพูก็นั่งคอยืดด้วยความภูมิใจ
สิปปกรรับฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับเจ้าหมีพูทางโทรศัพท์จากนัฏนรีอย่างไม่รู้สึกแปลกใจถ้านัฏนรีรู้ความจริงที่เขาได้รู้มาจากยายกันยามาศก่อนแล้ว เธอก็คงจะไม่ตื่นเต้นถึงเพียงนี้ที่ได้เห็นพฤติกรรมแสนรู้ของหมีพูในการนำรองเท้าของปัญจพลมาคืนได้ สิปปกรได้แต่เฝ้ารอเวลาที่จะได้ตัวหมีพู เอาไปค้างด้วยที่บ้านสวน
“เมื่อไหร่ปอนด์จึงจะกลับกรุงเทพฯล่ะ”
นัฏนรีถามในตอนท้าย เธอรู้สึกเหงาอยากจะเห็นเขาแวะมาหาที่บ้านมากกว่าการคุยทางโทรศัพท์เช่นนี้
“ปอนด์อยากจะกลับคืนนี้เลยด้วยซ้ำแต่ไม่รู้ว่าคุณแม่จะกลับวันไหน ท่านลาพักร้อนตั้งสิบกว่าวันแน่ะ”
“ดีแล้วล่ะจ๊ะปอนด์นาน ๆทีได้มีโอกาสเที่ยวพักผ่อนกับคุณแม่..แล้วตอนนี้พักที่ไหนเหรอ” นัฏนรีถามมา
“บ้านญาติของเพื่อนคุณแม่ที่ภูเก็ตนี่แหละ“
“พี่ปอนด์ขา...คุณป้าให้มาตามค่ะ”
เสียงเอมี่ตะโกนเข้ามาด้วยความตั้งใจทำให้สิปปกรรีบตัดบทสนทนาทันที
“เอ้อ..ดรีมแค่นี้ก่อนนะแล้วพรุ่งนี้ปอนด์จะโทรมาหา”
สิปปกรพูดจบก็รีบเก็บโทรศัพท์มือถือทันที
“พี่ปอนด์โทรหาใครหรือคะ..เอมี่เห็นคุยอยู่ตั้งน้านนาน”
เอมี่ไม่ได้บอกความจริงไปว่าเธอแอบมองดูอยู่นานแล้ว
“เอมี่..มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
สิปปกรไม่ได้ตอบคำถามแต่เขาเอ่ยถามแทนเอมี่มีสีหน้าไม่สบอารมณ์ที่เขาไม่ยอมตอบในสิ่งที่เธออยากรู้แต่เธอก็พยายามระงับความอยากรู้เอาไว้ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนสีหน้าให้เป็นรอยยิ้มแทน
“คุณป้ารอพี่ปอนด์อยู่ที่ห้องค่ะ”
สิปปกรลุกจากที่นั่งเดินนำหน้าออกไปจากบริเวณหน้าบ้านซึ่งเป็นบ้านญาติของเอมี่ที่เขากับมารดามาพักอาศัยอยู่และได้ท่องเที่ยวอยู่ในเขตจังหวัดภูเก็ตมาหลายวันแล้ว
คุณประภาวรรณ แจ้งให้ลูกชายทราบว่า พรุ่งนี้เธอจะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯด้วยเครื่องบินก่อนเพราะมีปัญหาเรื่องงานที่จะต้องเข้าไปจัดการ สิปปกรจะขอขับรถพากลับกรุงเทพฯในคืนนี้แต่คุณประภาวรรณไม่ยอมเพราะอยากจะให้สิปปกรอยู่พาเอมี่ท่องเที่ยวจนกว่าเอมี่จะพอใจเสียก่อนสิปปกรจึงจำต้องทำตามอย่างไม่มีทางเลือก
“สวัสดีจ๊ะปอนด์..โทรมาแต่เช้าเชียวนะ”
นัฏนรีรับสายด้วยน้ำเสียงดีใจนับตั้งแต่สิปปกรไปเที่ยวกับมารดาของเขายังไม่เคยโทรหาเธอในเวลาเจ็ดโมงเช้าเช่นนี้ จึงทำให้รู้สึกแปลกใจระคนดีใจไม่น้อยอยากจะให้เขากลับกรุงเทพฯมาหาเธอเร็ว ๆ
“ไม่ใช่พี่ปอนด์หรอกค่ะ..เอมี่เองค่ะ”
เสียงปลายสายรีบเฉลย
“เอมี่....ใครคะ”
นัฏนรีขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเธอยังไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย
เอมี่รีบบอกว่าเธอเป็นลูกสาวของคุณศศิธรเพื่อนของคุณประภาวรรณทำให้นัฏนรีนึกถึงวันที่สิปปกรเดินทางไปงานศพของเพื่อนมารดาเขาที่ดูไบ และที่เขาบอกว่าพาลูกสาวเพื่อนแม่ไปเที่ยวภูเก็ตก็คงจะเป็นเอมี่นี่เอง
“ไม่ต้องแปลกใจหรอกค่ะที่เอมี่เอามือถือพี่ปอนด์โทรมาพอดีว่าเอมี่จะยืมมือถือพี่เขาโทรไปหาคุณพ่อที่ดูไบน่ะค่ะแต่กดพลาดโดนเบอร์โทรออกที่พี่ปอนด์โทรหาพี่ดรีมพอดี”
เอมี่สร้างเรื่องได้อย่างแนบเนียน
“น้องรู้จักชื่อพี่ด้วยหรือคะ”
“ไม่เห็นจะยากนี่คะก็พี่ปอนด์เมมชื่อพี่ดรีมไว้ในมือถือด้วยชื่อนี้นี่คะ”
“อ๋อ..จ๊ะ”
“พี่ดรีมเป็นแฟนพี่ปอนด์หรือเปล่าคะ..”
เอมี่ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยรีบถามในสิ่งที่อยากรู้ทันที
“โอ๊ะ..ปละ.เปล่าจ๊ะ..เราเป็นเอ้อ..เพื่อนกัน”
นัฏนรีไม่กล้ายอมรับและไม่แน่ใจด้วยว่าจะเรียกว่าแฟนได้หรือไม่
“อุ๊ย!..จริงหรือคะ..เอมี่ก็นึกว่าพี่ดรีมเป็นแฟนพี่ปอนด์ซะอีกเอมี่เห็นพี่ปอนด์โทรหาพี่ดรีมทุกวันเลย แล้วก็แอบ ๆ คุยไม่ให้เอมี่เห็นด้วย”
เอมี่บอกด้วยน้ำเสียงสดใสหัวเราะร่วนตบท้ายอีกด้วยนัฏนรีไม่เข้าใจในเจตนาของเด็กสาวที่โทรมาเท่าไหร่นัก เธอจึงพูดคุยไปตามเรื่อง เด็กเอมี่ถามอะไรมาเธอก็ตอบโดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เธอพูดไปนั้นเป็นข้อมูลให้เอมี่ทุกอย่าง
“เอมี่จ๊ะ..เห็นมือถือพี่หรือเปล่า”
เสียงของสิปปกรเล็ดรอดออกมาให้นัฏนรีได้ยินเอมี่ก็รีบยุติการสนทนาไว้ทันที แล้วก็หันไปส่งยิ้มกับสิปปกร
“ขอโทษด้วยค่ะพี่ปอนด์ พอดีเห็นมือถือพี่ปอนด์วางอยู่ก็เลยขอโทรหาคุณพ่อที่ดูไบแต่เผอิญมือไปโดนเบอร์ที่พี่ปอนด์โทรหาพี่ดรีมน่ะค่ะ”
เอมี่ทำหน้าตาซื่อ
“โทร.หาดรีม...”
สิปปกรมีสีหน้าเปลี่ยนไปแต่เอมี่แกล้งมองไม่เห็น
“พี่ดรีมก็นึกว่าพี่ปอนด์โทรหาเธอดีใจใหญ่เลยค่ะ”
“เอมี่พูดอะไรกับดรีมบ้าง”
เขารีบถามด้วยความไม่สบายใจ
“แหม..ไม่ต้องซีเรียสเลยค่ะพี่ปอนด์ เอมี่ก็แค่แนะนำตัวเองว่าเป็นน้องสาวพี่ปอนด์แล้วก็แอบบอกพี่ดรีมด้วยนะคะว่าพี่ปอนด์พูดถึงพี่ดรีมทุกวัน จนเอมี่คิดว่าเป็นแฟนกัน”
เอมี่คิดว่าการพูดเช่นนี้จะทำให้เขาพอใจที่สุด และจะได้ไม่ตำหนิที่เธอถือวิสาสะใช้มือถือของเขา
“แล้วดรีมว่าไง”
สิปปกรมีสีหน้าดีขึ้นรีบถามด้วยความสนใจ
“พี่ดรีมก็เงียบ ๆ ไปค่ะเอมี่ก็เลยแกล้งแซวไปว่าพี่ดรีมเป็นแฟนกับพี่ปอนด์ใช่ไหมพี่เขาอ้ำอึ้งแบบเหมือนจะยอมรับค่ะ.แล้วก็ยังฝากให้เอมี่ดูแลพี่ปอนด์แทนด้วยนะคะ”
“งั้นหรือ..”
สิปปกรทำหน้าตาตื่นเต้นเอมี่แอบยิ้มแววตาเป็นประกายบางอย่างที่สิปปกรไม่มีวันเข้าใจ
“พรุ่งนี้พี่ว่าจะกลับกรุงเทพฯแล้วนะเอมี่จะอยู่กับญาติต่อหรือว่าจะกลับพร้อมพี่ก็ได้”
เขารีบบอกในสิ่งที่ตั้งใจจะพูดทำให้เอมี่มีสีหน้าไม่พอใจแต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น เอมี่เริ่มเรียนรู้การที่จะเอาชนะใจสิปปกรไปทีละน้อยเธอคิดว่าเขาคงจะคิดถึงผู้หญิงที่ชื่อดรีมมากจนอยากจะกลับเร็ว ๆเอมี่ยิ้มหวานให้กับเขาทันที
“กลับสิคะ..เอมี่ไม่คุ้นกับญาติที่นี่หรอกค่ะเอมี่พักที่คอนโดคุณป้ากับพี่ปอนด์อบอุ่นใจกว่าตั้งเยอะ”
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้พี่ขอพักผ่อนนะจะได้เตรียมร่างกายไว้ขับรถพรุ่งนี้พี่กะว่าจะออกตั้งแต่ตีห้าเลย”
“ตามใจพี่ปอนด์ค่ะ..”
เอมี่คิดว่าการเป็นคนที่ว่าง่ายโอนอ่อนผ่อนตามเขาเป็นการดีที่สุด