และในเมื่อผู้ร่วมการประลองทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว ศารทูลก็จะเริ่มต้นเปิดทำการประลองในทันที
เขาถูกกษัตริย์สิงหลกำชับเอาไว้ว่าห้ามให้เจ้าชายภูวดลล่วงรู้ว่าการประลองในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเพราะเป็นบททดสอบของวารุต ให้เจ้าชายเข้าใจว่า วารุตเป็นคู่ฝึกซ้อมเสมือนการต่อสู้จริงให้เขาแทน ด้วยเหตุนี้ศารทูลจึงไม่ได้เอ่ยถึงเงื่อนไขของวารุตที่จะผ่านบททดสอบ เขาเปลี่ยนเป็นอธิบายกฎของการประลองให้กับวารุตแทนเช่นเดียวกัน
“การประลองในครั้งนี้จะมีสัตว์ซาตานเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้เข้ารับการประลองจะต้องต่อสู้ร่วมกันกับสัตว์ซาตาน”
ทันทีที่ศารทูลพูดจบ เจ้าชายภูวดลก็หันมองไปยังเจ้าหมาป่าสีเทาตัวใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างกายของวารุต ให้เห็นชัดๆ พระองค์มีท่าทางเลิ่กลั่กเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าตนยังไม่มีสัตว์ซาตานประจำกายเป็นของตัวเอง
แต่ฉับพลันทันใดศารทูลก็เอ่ยขึ้น
“เจ้าชายจะได้เสือโคร่งโยรุ เป็นตัวช่วยกับการประลองในครั้งนี้ มันจะเป็นเสมือนสัตว์ประจำกายของพระองค์ เหมือนตอนที่เราได้ทำการฝึกฝนกันมา”
กฎเกณฑ์ที่ศารทูลชี้แจง ทำให้เจ้าภูวดลรู้สึกใจชื้นขึ้นมา ทำให้รอยยิ้มของเจ้าชายปรากฏบนขึ้นมาแทนใบหน้าบึ้งตึง พระองค์มั่นใจได้เลยว่าถ้าหากพระองค์กับเสือโคร่งโยรุร่วมมือกันแล้วละก็ ตนจะต้องเป็นฝ่ายชนะในการประลองครั้งนี้อย่างแน่นอน
และเพียงไม่นานเสียง เอี๊ยดอ๊าด! ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ประตูบานใหญ่ทางฝั่งขวามือของผู้ชมถูกเปิดออกอีกหน เห็นเป็นสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่
เสือโคร่งโยรุ เดินปรากฏกายออกมาด้วยท่วงท่าสง่างาม ร่างกายใหญ่โต แต่ไม่ได้ดูเชื่องช้าเทอะทะ ร่างกายกำยำล่ำสัน แต่แลออกดูทะมัดทะแมง อุ้งเท้าทั้งสี่ข้างย่องเข้ามาด้วยความเงียบกริบ มาหยุดอยู่เคียงข้างกับเจ้าชายภูวดลโดยไม่มีใครออกคำสั่งมัน
ทว่าจู่ ๆ ทางเจ้าขวาน (หมาป่าสีเทา) ก็มีท่าทางตื่นตระหนก
ลำตัวของมันเอนเอียงไปมา ขาคู่หน้าของมันย่อลงราวกับว่าพร้อมที่จะออกตัววิ่งทุกช่วงเวลาและวินาที ดวงตาจ้องเขม็ง แถมยังแผดเสียงคำรามในลำคออีก ซึ่งผิดไปจากเสือโคร่งโยรุ ที่มันกลับไม่แสดงกิริยาใดๆ ตอบโต้เลย มันยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่มีท่าทีสะทกสะท้านกับการกระทำของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าไม่คัดค้านอะไรใช่ไหม ถ้าหากเจ้าชายภูวดลจะใช้สัตว์ซาตานของข้าเข้าร่วมการประลอง”
ศารทูลเอ่ยถาม
“ไม่ขอรับ”
วารุตตอบกลับ
ใช่ว่าเขาจะรู้สึกมั่นใจว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ภาพที่ถูกแย่งชิงเจ้าขวานไป วารุตเองก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นตราบใดที่เขายังยืนอยู่ตรงนี้ เขาจะต้องผ่านบททดสอบในครั้งนี้ให้จงได้
เมื่อวารุตไม่คัดค้านกับเงื่อนไข ศารทูลจึงได้กล่าวถึงกฎกติกาการประลองให้ทั้งคู่รับทราบโดยทั่วกัน
“เงื่อนไขในการเป็นผู้ชนะของการประลองในครั้งนี้ ก็คือ ผู้เข้ารับการประลองจะต้องทำให้อีกฝ่ายต่อสู้ต่อไปไม่ไหว หมดสภาพ หรือเอ่ยปากพูดคำว่า ยอมแพ้ ออกมา ขอย้ำว่าจะต้องเป็นบุคคลเท่านั้น ในกรณีที่สัตว์ซาตานสู้ต่อไม่ไหว แต่บุคคลยังสามารถต่อสู้ได้อยู่ ยังไม่หมดสภาพ หรือยังไม่เอ่ยปากพูดคำว่ายอมแพ้ การประลองนี้จะยังคงดำเนินต่อไป กลับกัน!
-- ถ้าหากบุคคลเป็นฝ่ายสู้ต่อไม่ไหวซะเอง แต่สัตว์ซาตานยังสามารถสู้ต่อได้อยู่ การประลองจะถูกยุติลงในทันที โดยบุคคลที่หมดสภาพนั่นแหละ ที่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับสัตว์ซาตานจะไม่มีผลต่อการตัดสินกับการประลองในครั้งนี้ สภาพร่างกายและจิตใจของผู้เข้ารับการประลองเพียงเท่านั้นที่จะตัดสินผลแพ้หรือชนะ”
บรรยากาศตึงเครียดได้แพร่กระจาย คละคลุ้ง มาจากลานโลงกว้าง แม้แต่เจ้าหญิงกรรณิการ์ยังสามารถสัมผัสบรรยากาศอึมครึมนี้ได้ กษัตริย์สิงหลเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ เพ่งมองไปยังเบื้องล่างแทบไม่กะพริบตา
เมื่ออธิบายกฎกติกาและเงื่อนไขของการประลองเสร็จสิ้น ศารทูลได้ให้ผู้เข้ารับการประลองทั้งสองเดินเข้ามาจับมือทำความเคารพซึ่งกันและกันตามขนบธรรมเนียม
ฝ่ามือของวารุตเอื้อมไปสัมผัสฝ่ามือของเจ้าชายภูวดล ดวงตาของทั้งคู่จึงได้ประสานกันอีกครั้ง
“ข้าไม่ออมมือให้เจ้าแน่ เพราะข้ามีสิ่งที่ต้องแบกรับอยู่”
โทนเสียงเข้มข่มขู่ของเจ้าชายภูวดลเอ่ย
“ข้าเองก็เช่นกันขอรับ”
วารุตตอบกลับด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเรียบนิ่ง
“ซิ” เจ้าชายภูวดลสะบัดหน้า ดูท่าว่าพระองค์จะไม่ค่อยสบอารมณ์กับคำตอบของวารุตสักเท่าไหร่
ส่วนคนที่เฝ้ามองดูจากด้านบนอย่างเจ้าหญิงกรรณิการ์ ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้ยินในสิ่งที่ทั้งคู่พูดคุยกัน แต่นางก็สังเกตได้จากสีหน้าของน้องชายว่าคงจะไม่ใช่การพูดคุยผูกมิตรกันอย่างแน่นอน
เพียงครู่เดียวศารทูลชะเง้อมองขึ้นไปยังกษัตริย์สิงหลเหมือนเป็นการแจ้งให้ฝ่าบาทรู้ว่าการประลองจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ขณะที่วารุตยืนอยู่ตรงหน้าของเจ้าขวาน เขาใช้มือสัมผัสลูบลงบนหน้าผากของมันเบาๆ พยายามทำให้มันคลายความตื่นตระหนกลง
“เป็นยังไง น่ากลัวใช่ไหม เสือโคร่งตัวนั้น ข้าเองก็กลัวเหมือนกัน ข้าเห็นมันตะปบม้าลายตัวใหญ่ในคราเดียว -- แต่ถ้าหากพวกเราร่วมมือกันก็อาจจะชนะมันก็ได้นะ ไปแสดงให้มันเห็นกันเถอะว่าเจ้าเองก็เป็นสัตว์ซาตานที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน”
ผู้ที่มองทั้งคู่อยู่ห่างๆ อย่างเจ้าชายภูวดล พระองค์ไม่ได้ยินหรอก ว่าวารุตพูดอะไรกันกับเจ้าขวาน แต่ก็สังเกตเห็นว่า จู่ ๆ เจ้าหมาป่าสีเทาตัวนั้นก็มีท่าทางเปลี่ยนไป จากที่มันยืนย่อขาลำตัวเอนเอียงไปมาดูลุกลี้ลุกลน บัดนี้มันกลับมายืดลำตัวตั้งตรง ยืนเต็มฝ่าเท้าด้วยท่าทางองอาจ ผิดไปจากก่อนหน้านี้อย่างลิบลับ ลักษณะแลดูมีความมั่นใจมากขึ้น สงบนิ่ง
“เอาล่ะ เจ้าพร้อมหรือยังวารุต”
ศารทูลเอ่ยทวง
“ขอรับ ข้าพร้อมแล้ว”
วารุตตอบ
“แล้วองค์ชายล่ะ”
ศารทูลเคยถามฝั่งของเจ้าชายบ้าง
“ข้าพร้อมตั้งนานแล้ว”
เจ้าชายภูวดลตอบกลับอย่างฉับพลันทันใด
“ถ้าอย่างงั้นขอให้ทั้งคู่กลับไปยังจุดออกตัวตรงหน้าประตูของทั้งสองฝั่ง แล้วรอฟังสัญญาณจากข้า”