[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    37 กระตุ้นสัญชาตญาณ

    ณ หอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า


    “คุณท่าน คุณหนูซิงเยียนหายตัวไประหว่างเดินทาง”


    ปัง~!


    โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ถูกทำลายทิ้งไปในทันที จากฝีมือเจ้าของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เมื่อ 7 วันก่อนลูกสาวของเขาพาคนเดินทางเข้าไปในทุ่งหญ้าสัตว์อสูรคลั่งจำนวนมากเพื่อตามหาอาวุธวิญญาณระดับ 6  ตอนนี้กลับได้ข่าวจากคนที่เหลือรอดมาเพียง 10 คนว่าเธอหายตัวไป


    “ฉันต้องการคำอธิบายที่ดีกว่านี้ เล่ามาถ้าเล่าไม่ดีฉันจะฆ่าแก”


    “ปะปะ เป็นอย่างนี้คุณท่าน พวกเราเดินทางไปตามข้อมูลเลยกระทั่งใกล้ถึงพื้นที่พลังงานวิญญาณเข้มข้นสูง สถานที่น่าจะเป็นจุดเกิดของอาวุธวิญญาณระดับ 6 แต่ตอนนี้เราก็ถูกลอบโจมตีจากพวกชุดดำไม่รู้เลยว่าพวกมันอยู่สังกัดไหน เรื่องมันเกิดเร็วมากจนพวกเราตั้งตัวไม่ทัน คุณหนูนั้นถูกแยกตัวออกไป พวกเราจึงพยายามตามหาไปทั่วสุดท้ายเราก็เจอเข้ากับสิ่งนี้”


    เสื้อผ้าสีแดงเปื้อนไปด้วยเลือดเต็มไปด้วยรอยฉีกขาดจากการถูกเขี้ยวเล็บของสัตว์อสูรนำมาให้เจ้าของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามองดู


    “แล้วร่างล่ะ! ร่างของลูกสาวฉันล่ะ พวกแกเอาไปไว้ไหน พวกแกเอาร่างเธอไปไว้ไหน~!”


    เสียงร้องตะโกนเต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจดังออกมาจากผู้เป็นพ่อ ทำให้คนทั้ง 10 พยายามถอยห่างกลัวจะถูกฆ่าตาย


    “คุณท่าน ร่างคุณหนูนั้นไม่เหลือเลย เธอถูกสัตว์อสูรกินไปจนหมด”


    “ไม่จริง ไม่~!”


    ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องถูกทำลาย คนทั้ง 10 ที่กลับมารายงานล้วนวิ่งออกจากห้องไปด้วยความเร็วไว พวกเขากลัวจะตกตายเหมือนเครื่องประดับห้อง


    “ฮัชชิ้ว อากาศเย็นจนจะเป็นหวัดแล้วสิ”


    ตงฟางหันหลังมองไปยังพี่สาวซิงเยียน เธอไม่ได้แสดงท่าทางกลัวเลยสักนิดกับการเดินตามหลังเขา แม้จะเจอสัตว์อสูรก็ตามเธอไม่แสดงท่าทางหวาดวิตกเลยสักนิดเดียว สร้างความรู้สึกสงสัยให้ตงฟางไม่น้อย 


    “พี่ซิงเยียน วันนี้ก็เข้าวันที่ 5 แล้ว พระอาทิตย์ตกดินผมคิดจะเดินทางกลับ”


    “เร็วจังเลยนะ พี่ยังอยากอยู่ข้างนอกต่อเลย”


    “พี่ไม่กลัวที่บ้านตามหาอย่างนั้นเหรอ”


    “ไม่กลัวหรอก พวกเขาไม่ตามหาพี่สาวแน่นอน”


    “ทำไมพี่สาวมั่นใจขนาดนั้นล่ะ” ตงฟางอยากรู้เหตุผล


    “ก็เพราะว่าพวกที่ลงมือวางแผนหักหลังน่าจะวางแผนเอาไว้ทั้งหมดแล้ว พวกมันคงจะทำทุกวิถีทางไม่ให้หอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าส่งคนออกมาตามพี่ ตอนนี้คงจะจัดงานศพให้พี่สาวแล้วมั๊ง”


    “อย่างงี้นี่เอง”


    “แล้วนี่ตงฟางพอใจกับการสำรวจไหม”


    “ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ครับ ผมเจอสมุนไพรแค่ไม่กี่ร้อยชนิดเอง”


    “ฮะ ไม่กี่ร้อยชนิด รู้ไหมว่าถ้าเป็นคนอื่นพวกเขาเจอไม่ถึงครึ่งของตงฟางหรอก”


    “ฮ่าๆ คงเป็นเพราะว่าผมรู้เรื่องสมุนไพรเยอะ จึงรู้ว่ามันเกิดบริเวณไหนได้บ้าง”


    “แล้วน้องตงฟางจะทำยังไงต่อจากนี้เหรอ กลับสถาบันเฟยเทียนเลยใช่ไหม”


    “ใช่ครับ ส่วนเรื่องสัญญาของเราผมจะเดินทางเข้าไปในเมืองอีกที”


    “ทำไมไม่เข้าไปกับพี่สาวตอนนี้เลยล่ะ แล้วก็ทำยายี่จงเลย ที่หอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามีสมุนไพรครบหมด ขาดก็แค่หญ้าน้ำค้างเลือด เราแค่เก็บมันไปเท่าที่จะหลอมยาก็พอ”


    “ผมคิดว่ามันอันตรายน่ะสิ หากผมกลับเข้าไปพร้อมกับพี่สาวซิงเยียน”


    “ฮิฮิ รู้ทันพี่สาวคนนี้อีก เอาเป็นว่าไว้เจอกันสักวันนะจ๊ะ พี่สาวขอตัวก่อน ตอนนี้พลังของพี่สาวก็ฟื้นกลับขึ้นมาหมดแล้ว”


    “ครับ ไว้เจอกัน ถ้าหากผมค้าขายในสถาบันดีจะรีบไปหาพี่ซิงเยียนเลย”


    “จ้า เรื่องน้องตงฟางพี่จะไม่บอกใครเลย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการตรวจจับที่ไกลมากๆ จนหลีกหนีสัตว์อสูรที่อยู่เป็นกลุ่มได้”


    ตงฟางอึ้ง เขานึกว่าพี่ซิงเยียนเดินตามเขาเฉยๆ เธอกลับตรวจสอบเขาถึงขั้นรู้ว่าเขาตรวจจับสัตว์อสูรได้ไกลจนหลีกเลี่ยงสัตว์อสูรที่ไม่อยากเจอได้


    “ไม่เพียงเท่านั้นนะ พี่สาวจะไม่บอกใครด้วยเรื่องที่น้องตงฟางต้องใช้พิษและแกนพลังวิญญาณของสัตว์อสูรมีพิษในการฝึกพลังวิญญาณ”


    ตงฟางตกใจอีกครั้ง ดูเหมือนว่าการฆ่าของเขาที่พยายามกลบเกลื่อนทำตัวเหมือนฆ่าสัตว์อสูรตามใจชอบ ตัวไหนที่ปรากฎมันจะถูกเขาฆ่าตาย กลับไม่เป็นอย่างที่เขาอยากให้เป็น พี่ซิงเยียนกลับรู้จุดประสงค์หลักในการเดินทาง ว่าตัวของเขาพยายามฆ่าสัตว์อสูรเฉพาะตัวที่มีพิษเท่านั้น ส่วนตัวอื่นๆเป็นเพียงตัวล่อสำหรับเขา


    “แล้วก็เรื่องทุกๆอย่างไม่ว่าจะเป็นพิษ ทักษะมาร ความสามารถในการหลอมยา วิญญาณยุทธ์ที่เสียหาย พี่สาวจะเก็บไว้เป็นความลับ จะไม่บอกใครเลย อ๋อ เรื่องเลือดของตงฟางที่เป็นพิษด้วย”


    “หมดกัน ความลับของผม”


    “สบายใจได้ พี่สาวคนนี้จะไม่บอกใครแน่นอน เอาล่ะพี่สาวจะหาข้อมูลทักษะมารเอาไว้ให้นะแล้วก็วิธีซ่อมวิญญาณยุทธ์ด้วย รีบๆมาหาพี่สาวเร็วๆล่ะ”


    “ครับ ไว้เจอกัน”


    “เอานี่ แผนที่ พี่สาวคิดว่าน้องตงฟางคงจะเข้ามาอีก หากมีแผนที่น่าจะทำให้เดินสะดวกมากขึ้น”


    ตงฟางยื่นมือไปรับแผนที่จากพี่ซิงเยียนแล้วมองจ้องพี่สาวกระโดดขึ้นไปบนอากาศขี่กระบี่บินจากไป ตอนนี้เขารู้สึกอึ้งเป็นอย่างมาก เนื่องจากพี่ซิงเยียนมีแผนที่อยู่กับตัว เธอกลับไม่ให้เขาในวันที่เจอกัน จนทำให้เขาต้องเดินสำรวจป่ารอบๆเองกับมือ


    “ให้ตายสิ ถ้าเจอกันครั้งหน้าจะรับมือยังไงดี”


    มือยกขึ้นมาเกาแก้มด้วยท่าทางคิดหนัก ตงฟางพึ่งเจอผู้หญิงที่รับมือยากเพราะเธอรู้ทุกอย่างที่เขาหลอกเธอ ต้องบอกว่าเจอคนประเภทเดียวกัน นั่นคือแกล้งยิ้มแต่ไม่ได้ยิ้ม ถึงอย่างนั้นเขากลับคิดว่าพี่ซิงเยียนพึ่งพาได้จึงคิดจะผู้มิตรเอาไว้


    วูฟ~!


    หินพลังวิญญาณของสัตว์อสูรระดับ 3 ถูกพลังจิตดึงพลังวิญญาณออกมาทั้งหมดแล้วส่งมันเข้าไปในตันเถียนเพื่อสะสมพลัง เดิมทีตงฟางไม่สามารถสะสมพลังในตันเถียนได้เลยสักนิด มีเพียงแค่ดูดซับพิษผ่านทักษะโลหิตสลายกระดูกเท่านั้นถึงสามารถนำพิษเหล่านั้นแปลงไปเป็นพลังวิญญาณสะสมในตันเถียน


    หลังจากเขาได้ฆ่าสัตว์อสูรมีพิษระดับ 3 แล้วนำแกนพลังมันมาลองดูดซับ ปรากฎว่าเขาดูดซับได้  ตงฟางจึงรู้ว่าทุกอย่างที่เขาใช้ต้องมาจากสัตว์อสูรมีพิษ ถึงจะเพิ่มพลังให้กับตัวเองได้  ดังนั้นทุกครั้งที่เขาฆ่าสัตว์อสูรตาย เขาจะได้ประโยชน์จากมันมากกว่าคนอื่นๆ เพราะเขาสามารถนำมันมาสะสมได้ 2 ทาง ได้แก่ดูดซับผ่านทางทักษะโลหิตสลายกระดูกและใช้แกนพลังของมัน


    ถึงอย่างนั้นการดูดซับพิษและแกนพลังวิญญาณ กลับไม่ใช่เส้นทางที่ทำให้เขาแข็งแกร่งรวดเร็ว เพราะการจะหาสัตว์อสูรมีพิษไม่ใช่เรื่องง่าย ใน 10 ตัวจะมีเพียงแค่ 1 ที่มีพิษ ทำให้เขายังคงเพิ่มพลังได้ช้ากว่าคนอื่นๆ


    “ถ้าเราใช้พิษหลอมยาล่ะ น่าสนใจดีนี่”


    ตงฟางฉีกยิ้มกว้างหลังจากคิดอะไรแปลกๆขึ้นมาได้ แม้เขาจะมีข้อจำกัดในการเพิ่มพลังวิญญาณมากมาย เขากลับคิดว่าการใช้พิษหลอมยาอาจจะทำให้เขามีความสามารถในการบ่มเพาะได้ปกติเหมือนคนอื่นๆ เพียงแค่เขาเติมพิษลงไปในตัวยา ให้มันมีคุณสมบัติเป็นพิษตามที่เขาต้องการ


    “เอาล่ะ พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว ก่อนกลับขอเก็บทุกอย่างเท่าที่จะทำได้หน่อยก็แล้วกัน”


    มีดระดับ 3 นำออกมาถือในมือทั้งสองข้างของตงฟาง ก่อนที่เขาจะวิ่งไปยังจุดที่เขาเจอสัตว์อสูรรวมตัวกัน ตลอดที่อยู่กับพี่ซิงเยียนเขาไม่สามารถแสดงฝีมือได้เลยสักนิด  ก่อนกลับเขาจึงคิดว่าจะยืดเส้นยืดสายก่อน เพื่อกระตุ้นจิตสังหารดั้งเดิมของเขาให้กลับคืนมา ไม่เพียงเท่านั้น เขายังได้ประโยชน์จากแกนพลังวิญญาณของสัตว์อสูรที่ฆ่า แม้จะใช้กับตัวเองไม่ได้แต่กลุ่มของเขาต้องการมัน


    ฉั๊วะ~!


    มีดระดับ 3 ตัดผ่านไปยังคอของสัตว์อสูรระดับ 2 ด้วยความง่ายดาย ตงฟางไม่ได้ใช้พลังจิตเข้าช่วยเลยสักนิด มีเพียงแค่ความสามารถทางด้านร่างกายที่ใช้ออกด้วยพลังวิญญาณเท่านั้น  


    สัตว์อสูรที่อยู่เป็นกลุ่มหลังจากพวกมันได้กลิ่นเลือดและเสียงวัตถุตกกระแทกพื้น พวกมันล้วนแล้วมองจ้องไปยังทิศทางที่ได้กลิ่นเลือดและได้ยินเสียง จนพบเข้ากับมนุษย์คนหนึ่งยืนจ้องมองพวกมันไม่ต่างกัน พวกมันจึงคำรามลั่นแล้วพุ่งตัวเข้าหามนุษย์ที่ฆ่าเพื่อนของพวกมันทันที


    “ ขอลองความสามารถหน่อยก็แล้วกัน”


    พรึ่บ~!


    สองเท้าก้าวหลบไปด้านข้างทำให้กรงเล็บพุ่งผ่านหน้าไปอย่างฉิวเฉียด ถึงอย่างนั้นตงฟางกลับยังคงทำหน้านิ่งไม่สนใจกรงเล็บที่พุ่งเฉียดแก้มเขาไปเลยสักนิด ภายในดวงตาของเขามีเพียงแค่ความนิ่งกับแขนที่สะบัดเล็กน้อยแทงมีดเข้าไปยังท้องของสัตว์อสูรที่กระโจนเข้าโจมตี จนมันทิ้งตัวลงไปนอนบนพื้นดิน ไม่มีการลุกกลับขึ้นมา


    ฉั๊วะ~!


    “เข้ามาเร็ว ไม่งั้นพวกแกได้ตายหมดแน่”


    โฮ๊ก~!


    เสียงคำรามลั่นของสัตว์อสูรระดับ 2 กระจายไปทั่วบริเวณเกิดการต่อสู้กัน จากนั้นพวกมันก็พุ่งเข้าหาตงฟางจากทุกทิศทาง เขากลับสามารถหลบการโจมตีพวกมันได้ง่ายๆ แม้จะดูฉิวเฉียดทุกครั้งก็ตาม มันกลับเป็นความสามารถในการหลบที่กินพลังน้อยมากแต่ให้ผลดี โลกเดิมของตงฟางใครก็ตามที่ทำแบบนี้ จะต้องเป็นผู้ที่ผ่านความเป็นความตายมามาก จนมีประสบการณ์กับการต่อสู้ถึงขั้นรู้ระยะการโจมตีโดยไม่จำเป็นต้องมองเต็มๆตา


    ฉั๊วะ~!


    การฆ่าฟันเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งด้วยการโยกตัวเล็กน้อยเพื่อหลบแล้วสวนกลับไปด้วยการแทงมีดในมุมต่างๆ ทุกมุมที่แทงเข้าไปยังร่างของสัตว์อสูรล้วนเป็นจุดที่อ่อนแอของพวกมัน ไม่ว่าจะเป็นดวงตา จมูก หรือทวาร ทุกๆจุดล้วนเป็นจุดอ่อนทั้งหมด เพื่อให้พวกมันตายแน่นอน


    “ยังไม่พอ พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน เอาล่ะฆ่าให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน”


    ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความร่าเริงเปลี่ยนไปเป็นใบหน้าเรียบนิ่งไม่สามารถบอกอารมณ์ความรู้สึกได้ ตงฟางที่เปลี่ยนไปใช้งานรูปแบบสังหารของตัวเองได้เปิดใช้งานพลังจิตพาตัวของเขาบินเข้าไปยังกลุ่มสัตว์อสูรที่เขาเคยเห็นเพื่อฆ่ามันอย่างต่อเนื่อง จนกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน


    —----------------------------------


    “นี่มันงานมงคลอะไรกัน ทำไมฉันคนนี้ถึงไม่รู้เรื่อง”


    เสียงเล็กแหลมเสียดแทงแก้วหูกระจายไปรอบๆหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า จนผู้คนที่กำลังสวมชุดสีขาวไว้ทุกข์กับงานศพมองจ้องไปยังต้นเสียงด้วยความรู้สึกตกใจ เพราะเสียงนี้พวกเขาจำได้ดีว่าเป็นเสียงของใครที่คุ้นเคย


    “ใคร ใครมันบังอาจมาเลียนแบบเสียงลูกสาวฉัน”


    “พ่อ ทำไมถึงใส่ชุดขาว อย่าบอกนะว่าแค่ลูกสาวหายไปในป่าก็คิดว่าตายแล้ว”


    “นะ..นี่มัน” เจ้าของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้ายืนอึ้งกับสิ่งที่เขาเห็น ทันใดนั้นเขาก็รีบวิ่งเข้าไปกอดลูกสาวในทันทีด้วยความดีใจ


    “ซิงเยียน ซิงเยียนจริงๆ ให้ตายสิพ่อนึกว่าลูกจะตายไปแล้ว”


    “ตาย หนูเนี๊ยนะจะตาย” ซิงเยียนพยายามแกะมือของพ่อออกจากแขนหลังจากวิ่งเข้ามาลูบคลำแล้วกอดเธอไว้แน่นกลัวเธอจะเป็นผีมาหลอกหลอน


    “ใช่ เหล่าคนที่เดินทางไปกับลูกนำเสื้อผ้ามาให้ มันเต็มไปด้วยรอยฟันแล้วก็บอกว่าร่างของลูกถูกสัตว์อสูรกินไปแล้วด้วย”


    “พ่อ พวกที่ไปกับหนูมันหักหลัง ข้อมูลอาวุธวิญญาณระดับ 6 ก็ของปลอม เราถูกหลอก”


    “ฮะ ใครกันที่มันกล้าทำแบบนี้”


    “หนูคิดมาตลอดที่อยู่ในป่า คนที่สร้างเรื่องนี้ขึ้นมาได้คงมีแค่พวกเดียวเท่านั้นแหละ ไม่เป็นไรพ่อหนูคิดทางโต้กลับมันได้แล้ว รับรองเลยว่าพวกมันจะเจ็บปวดมากแน่ๆ”


    “ยังไงเหรอ”


    “หนูบอกไม่ได้ บอกได้แค่ว่าหนูไปเจอคนหนึ่ง  เขาช่วยชีวิตหนูแล้วก็เป็นผู้หลอมยา หนูจึงเชิญเขามาช่วยเรา เขาจึงตกลงมาหลอมยาให้เรา” ซิงเยียนพยายามพูดให้ดังที่สุด เพื่อกระจายข่าวของเธอออกไปให้ถึงคู่แข่ง


    “แต่ก่อนอื่น เราต้องจัดการคนทรยศก่อน เพราะคนที่จะมาช่วยเราเขาเกลียดการถูกหักหลัง”


    “ได้ๆ พ่อจะทำอย่างที่ลูกบอกเลย เอาล่ะทุกคนจงฟัง ฉันไม่ต้องการให้มีสายของคนอื่นในหอประมูล ไปจับคนที่รอดมาบอกข่าวลูกสาวฉันซะ แล้วฉันจะสืบต่อเองว่ายังมีใครอีกบ้างที่แฝงตัว ฉันจะล่าพวกมันทั้งหมดไม่ให้เหลือ”


    ซิงเยียนฉีกยิ้มดีใจกับคำสั่งของพ่อ  การหายไปของเธอนับได้ว่ามีประโยชน์ไม่น้อยเพราะเธอสามารถลากคอคนที่แฝงตัวในหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าออกมาได้ในครั้งเดียว


    “ฮิฮิ ไว้เจอกันนะน้องตงฟาง”