ตอนที่ 180
ข้ามิใช่คนเดิมแล้ว 1
"ข้าไม่อนุญาต หรือต่อให้อาจารย์อนุญาตให้เจ้าเด็กตระกูลหลงนั่น มันก็ไม่อาจเข้าไปยังเส้นทางวิหคเพลิงอมตะได้ หรือเจ้าไม่รู้ว่าผู้ที่จะเข้าสู่บททดสอบของวิหคเพลิงอมตะ จำเป็นต้องมีโลหิตวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่เข้มข้นระดับหนึ่ง"
"เรื่องนั้นศิษย์รู้ แต่หากเขาผ่านข้อทดสอบเรื่องโลหิตไปได้..."
ยิ่งมาฮัวเหวินเยี่ยนยิ่งมึนงงกับคำกล่าวของหนิงเซียน
...หรือว่าเจ้าหนุ่มนั่นจะดูดกลืนเพลิงศักดิ์สิทธิ์จากขนหางของหงส์อัคคี ตามหลักฐานที่เก็บได้จากในคุก แต่เป็นไปไม่ได้ หากผู้ใดฝึกพลังเหมันต์ ย่อมไม่อาจฝึกฝนพลังเพลิงอัคคีได้อีก เช่นนั้น...
"แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น อาจารย์ก็ไม่ยินดีเสียสละ ตำแหน่งของผู้ช่วยอันแข็งแกร่งที่จะ ช่วยเจ้าฟันฝ่าอุปสรรคเข้าไปสู่วิหารแห่งเฟิงหวง"
"แต่..."
"ไม่มีแต่ใด ๆ ทั้งสิ้น"
"หากท่านอาจารย์ไม่ให้พี่เสวี่ยหมิงเข้าไปพร้อมข้า ข้าก็จะไม่ขอเข้าไปยังด่านทดสอบของวิหคเพลิงอมตะ"
"หนิงเซียน !!!" ฮัวเหวินเยี่ยนถลึงตาโตจ้องมองความหวังเพียงหนึ่งเดียวของตนเองด้วยความตกตะลึง ความวิตกที่นางกังวลตลอดมาล้วนเป็นจริง ผู้คนตระกูลหลงเหมันต์ล้วนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ล้วนใช้เสน่ห์และความรัก ความผูกพันเพื่อหลอกลวงผู้คนให้หลงทาง...เฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวในอดีตของตนเอง "เหลวไหล เหลวไหลยิ่งนัก" ฮัวเหวินเยี่ยนมือสั่น แม้ในใจหมายจะตบฟาดเข้าใส่หนิงเซียนเสียหนึ่งฉาด แต่ก็มิอาจหักใจทำลายหยกสมบูรณ์ที่สู้ทะนุถนอมตลอดมา
หนิงเซียนเห็นอาจารย์เกิดความคิดขัดแย้งสับสน สีหน้าบัดเดี๋ยวแดง บัดเดี๋ยวขาว ด้วยความเกรี้ยวโกรธ ไม่กล้าเอ่ยวาจาเพิ่มเติม ได้แต่ก้มลงคุกเข่าลงตรงหน้า ก้มลงโขกคำนับกับพื้น พร้อมละลำละลักถ้อยคำก่นด่าตัวเอง เอ่ยว่าตนเองนั้นอกตัญญูแต่ขออาจารย์เชื่อใจ และส่งเสริมความคิดของตนเองสักครั้ง ส่วนเรื่องราวใดจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น ตนเองจะยินยอมเชื่อฟังคำสั่งของอาจารย์แต่โดยดี
ฮัวเหวินเยี่ยนขบฟันกรอด แม้ยังมิอาจระงับความรังเกียจที่เกิดขึ้นในใจต่อเสวี่ยหมิง แต่เพราะเรื่องราวของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ล้วนสำคัญกว่า หากเด็กสาวไร้เดียงสาเกิดดื้อดึงยินยอมทำลายอนาคตตัวเองจริง คงเป็นเรื่องเลวร้ายสุดหยั่งคาด เมื่อฟื้นคืนสติกลับสู่ความเยือกเย็น จึงคิดหาแผนการร้อยแปดเพื่อกำจัดเสวี่ยหมิงให้พ้นทาง
"ตกลงข้าจะยินยอมให้โอกาสเจ้าเด็กตระกูลหลงผู้นั้น แต่มันก็ต้องยินยอมรับการทดสอบตามกฏของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน และหากมันไม่อาจผ่านการทดสอบ เจ้าและเจ้าเด็กแซ่หลงก็ต้องยอมรับผลตามนั้น"
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ขอบพระคุณท่านอาจารย์..."
"เจ้าไปได้แล้ว ข้าอยากพักผ่อน" ฮัวเหวินเยี่ยนที่อารมณ์ยังคงขุ่นมัวรีบออกปากขับไล่หนิงเซียน เพราะต้องการจะใช้เวลารวบรวมความคิด กำหนดแผนการที่คิดขึ้นให้มั่นเหมาะ หมายว่ามิให้เกิดช่องว่างรอยโหว่แม้เพียงน้อย
.
.
หนิงเซียนไม่อาจเข้าไปพบเสวี่ยหมิงได้อีก จนกระทั่งเหลือเวลาอีกสามวันก่อนที่เส้นทางวิหคเพลิงอมตะจะเปิดออก นางจึงได้มีโอกาสเป็นผู้ที่ทำหน้าที่นำตัวเสวี่ยหมิงกลับออกมาจากคุกคุมขัง ซึ่งเสวี่ยหมิงมารู้ภายหลังว่าสถานที่นี้เรียกว่าสุสานแห่งเพลิง เป็นจุดสิ้นสุดของสายธารลาวาเหลวที่ไหลลงมาจากภูเขาไฟเทพเจ้า อันเป็นศูนย์กลางของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะแห่งนี้
หนิงเซียนพร้อมด้วยองครักษ์ที่ติดตามมาอีก 4 คน นำตัวเสวี่ยหมิงที่ถูกพันธนาการมายังลานฝึกยุทธ์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ ซึ่งมีเพียงแค่ตัวแทนทั้งเก้าซึ่งฮัวเหวินเยี่ยนคัดเลือกเอาไว้ และบรรดาศิษย์ในของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ที่มีสิทธิ์เข้ามาที่นี่ในวันนี้
จากคำอธิบายของหนิงเซียนระหว่างทางทำให้เสวี่ยหมิงรู้ว่าตนเองอาจจะต้องทดสอบบางอย่างเกี่ยวกับสายเลือด รวมถึงประลองกับหนึ่งในผู้ที่ถูกคัดเลือกให้เข้าสู่เส้นทางวิหคเพลิงอมตะในครั้งนี้ ทำให้เมื่อเดินทางมาถึงลานประลองเสวี่ยหมิงที่เก็บงำพลังของตนเองจนมิดชิด ใช้สายตากวาดมองผู้ที่ยืนโดดเด่นเรียงรายกันทั้งเก้าคน โดยทั้งหมดเป็นผู้หญิงหกคน และผู้ชายอีกสามคน
...จ้าวฮุย เจ้านั่นได้เป็นหนึ่งในตัวแทนด้วยหรือนี่ ระดับพลังของเจ้านั่นขึ้นไปถึงเชื่อมฟ้าดินแล้ว อืม...ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
"เจ้า" ฮัวเหวินเยี่ยนชี้นิ้วไปที่เสวี่ยหมิงซึ่งถูกองครักษ์กดร่างให้อยู่ในท่าคุกเข่าก่อนถึงบันไดทางขึ้นลานประลอง "เพราะคำขอของหนิงเซียน ซึ่งข้าได้รับปากไปแล้ว เจ้าจะได้รับโอกาสเข้าทดสอบเพียงครั้งเดียวเท่านั้น" นางเน้นย้ำคำ...รับปากหนึ่งเพื่อย้ำเตือนหนิงเซียนว่าสิ่งที่นางกระทำล้วนตอบแทนหนิงเซียน และเด็กสาวก็ควรที่จะตั้งใจมุ่งมั่นเพื่อผ่านการทดสอบของวิหารแห่งเฟิ่งหวงให้ได้ และข้อสองก็เพื่อย้ำเตือนหนิงเซียนว่าหากเสวี่ยหมิงไม่ผ่านการทดสอบของนางนั่นก็เกินกว่าข้อรับปากที่ให้ไว้
พันธนาการถูกปลดออก เสวี่ยหมิงที่ยังปิดซ่อนพลังของตนเองค่อย ๆ เดินอย่างช้า ๆ ขึ้นบันไดของลานประลอง "ข้าพร้อมแล้ว แต่หากท่านประมุขดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะมีเมตตา โปรดบอกเงื่อนไขในการทดสอบที่ท่านกำหนดขึ้นให้ข้าได้ทราบด้วยจะได้หรือไม่" เสวี่ยหมิงที่เคยมีประสบการณ์ที่โดยเอาเปรียบจากประมุขของสำนักหงส์อัคคีมาก่อน ดังนั้นการที่ให้ฮัวเหวินเยี่ยนเอ่ยเงื่อนไขต่อหน้าผู้คนย่อมดีกว่า
"หึ หึ หึ นับว่าเด็กน้อยเจ้าใจกล้าไม่เบา ได้เงื่อนไขข้อแรกเจ้าจำเป็นต้องเอาชนะหนึ่งในผู้ที่ถูกคัดเลือกจากข้าให้ได้หนึ่งคนเสียก่อน หลังจากนั้นเจ้าจึงจะมีสิทธิ์ทดสอบคุณสมบัติของสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของวิหคเพลิง"
เสวี่ยหมิงขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะเขาเองไม่เข้าใจว่า เหตุใดประมุขของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ จึงได้จัดการทดสอบทางสายเลือดไว้หลังจากการประลอง เพราะหากนางมั่นใจว่าเสวี่ยหมิงไม่มีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ของหงส์อัคคี การที่ให้เสวี่ยหมิงทดสอบคุณสมบัติของสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของวิหคเพลิง ใยมิใช่เป็นการกำจัดเสวี่ยหมิงที่รวดเร็วกว่า
แม้ไม่เข้าใจเหตุผลซ่อนแฝงของฮัวเหวินเยี่ยน แต่เสวี่ยหมิงก็มิได้ใส่ใจมากความเพียงคิดทบทวนรอบหนึ่ง เมื่อไม่เข้าใจก็ปล่อยผ่านไป เพราะเสวี่ยหมิงเชื่อว่าผู้ที่ฮัวเหวินเยี่ยนเลือกมาทั้งเก้านั้นหาใช่คู่ต่อสู้ของตนเองในตอนนี้แม้แต่คนเดียว ดังนั้นการประลองจะก่อนหรือหลังก็มีค่าเท่ากัน เพียงแต่กังวลว่าประมุขดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ จะซ่อนเล่ห์กลอันใดเอาไว้ในการทดสอบสายเลือดของตนเองก็เท่านั้น
"ตกลงงั้นเราก็มาเริ่มการประลองกันได้เลย" เสวี่ยหมิงที่หยุดยืนอยู่กลางลานประลองผายมือขวาออกแสดงท่าทางเชื้อเชิญผู้คนทั้งเก้าโดยไม่ได้ระบุว่าต้องการสู้กับผู้ใด เป็นความนัยซ่อนแฝงว่าใครก็ได้ ยิ่งทำให้ฮัวเหวินเยี่ยนแอบรู้สึกขำอยู่ในใจ เพราะนางมั่นใจว่าผู้ใดก็ตามที่ขึ้นไปประลองล้วนสามารถสังหารเสวี่ยหมิงลงได้ เพราะนางมีไพ่ตายที่ชื่อว่า...ยันต์เพลิงระเบิดร่าง ฝังเอาไว้ในตัวของเสวี่ยหมิง และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ฮัวเหวินเยี่ยนละเมิดกฎ ทำทีเป็นใจดีอนุญาตให้จ้าวฮุยเป็นหนึ่งในผู้ถูกคัดเลือก ซึ่งแท้จริงแล้วนางเพียงต้องการให้มันเป็นแพะรับมีดเปื้อนโลหิตในการสังหารเสวี่ยหมิงแทนที่ผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ เพื่ออนาคตจะได้ชักจูงความผิดหวังของหนิงเซียนให้มุ่งเป้าไปยังผู้คนนอกสำนักแทน
"จ้าวฮุย เจ้าจงไปแสดงพลังที่ก้าวหน้าขึ้นจากการฝึกฝนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ให้เจ้าเด็กแซ่หลงดูซะสิ" ฮัวเหวินเยี่ยนเอ่ยเสียงเรียบ