มามี้ของข้าไม่อ่อนโยน

    เรื่องลำบากยามเช้า

    หานลี่กันถูกปลุกขึ้นมาแต่เช้าตรู่ อาหมิ่นและอาหมิงรีบแต่งกายให้หญิงสาวเตรียมเข้าวังเพื่อร่วมงานชมดอกไม้ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ แม้หญิงสาวจะง่วงเพียงใดแต่กลับถูกอาหมิงและอาหมิ่นลากออกจากเตียงขึ้นมาจนได้

    “เอามามี้ของข้าไปไหน”

    เสียงหยางชุนเอ่ยขึ้นอย่างงัวเงีย อาหมิงและอาหมิ่นอมยิ้มให้กับท่าทางนั้นของเด็กน้อยก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มตัวให้เด็กชายที่ยังนอนอยู่บนเตียง

    “บ่าวเพียงจะนำคุณหนูออกไปแต่งตัวเพื่อร่วมงานชมดอกไม้ในวังเจ้าค่ะ”

    “แล้วข้าต้องออกไปแต่งตัวด้วยหรือไม่”

    “คุณชายน้อยไม่ต้องมีเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายเช่นสตรี อีกสักพักค่อยลุกก็ได้เจ้าค่ะ”

    “อื่ม ๆ”

    เด็กชายตัวน้อยเอ่ยตอบก่อนจะพลอยหลับไปตามเดิม อาหมิงและอาหมิ่นจึงได้พาหานลี่กันออกมาจากที่นอนเพื่อจัดการตามที่พวกนางได้ถูกฮูหยินสั่งการลงมาอย่างใจเย็น ขณะที่กำลังจะจัดการคุณหนูที่ยังไม่ลืมตาตื่นของตนนั้น จู่ ๆ บ่าวรับใช้เรือนหน้าได้เดินเข้ามาพร้อมด้วยกล่องเสื้อผ้า รองเท้าและเครื่องประดับที่เข้าชุดกัน

    “นี่มันอะไรกัน”

    อาหมิ่นเอ่ยถามบ่าวรับใช้เรือนหน้าที่ขนของเข้ามาในเรือน

    “พี่อาหมิ่น ข้าเองก็เพิ่งได้รับคำสั่งจากฮูหยินให้นำชุดพวกนี้เข้ามาให้คุณหนู”

    “ชุดที่ฮูหยินให้คุณหนูก็มีตั้งหลายชุด แล้วยังเพิ่มชุดนี้อีกหมายความว่าอย่างไรกัน”

    “ชุดนี้มิใช่ชุดที่ฮูหยินจัดเตรียมให้ แต่เป็นชุดที่ท่านแม่ทัพหยางส่งมาให้ต่างหาก พวกข้าได้ส่งไปให้ฮูหยินดูแล้ว จนเมื่อได้รับอนุญาตพวกข้าจึงได้นำมาให้คุณหนู”

    หานลี่กันที่แม้จะยังไม่ลืมตาได้พยักหน้าช้า ๆ

    “อาหมิง เจ้าลองนำเสื้อผ้าและข้าวของเหล่านั้นออกมาดูหน่อยสิ”

    “เจ้าค่ะ”

    อาหมิงได้ดึงชุดที่ถูกส่งมาโดยแม่ทัพหยางออกมาดูก่อนจะตกตะลึงในความงามนั้น

    “คุณหนู ชุดนี้ทำจากผ้าแพรอย่างดี เนื้อผ้าเบาและเย็นสบาย อีกทั้งยังปักลายปะการังสีแดงตัดตรงชายกระโปรงสีชมพู ช่างเข้ากับปิ่นและกำไลปะการังสีเลือดยิ่งนัก แต่....มีอีกชุดแม้เนื้อผ้าและสีจะอ่อนเข้มต่างกันเล็กน้อย แต่ลายที่ปักบนชายกระโปรงกลับเป็นรูปดอกเหมย”

    อาหมิ่นเองก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดูเครื่องประดับที่ถูกส่งมาด้วยพร้อมกัน

    “ในกล่องเครื่องประดับนี้มีปิ่นดอกเหมยที่มีผีเสื้อห้อยอยู่ ดูราวกับมีชีวิตยามสวมใส่ หากคุณหนูมิต้องการสวมปิ่นปะการังก็สามารถสวมปิ่นดอกเหมยนี้ได้นะเจ้าคะ ต่างหูไข่มุกสีชมพู และต่างหูไข่มุกสีแดง รวมถึงรองเท้า....ที่ขนาด...เท่ากับรองเท้าที่คุณหนูสวมใส่เลยเจ้าค่ะ”

    “อื่ม ดูเหมือนเขาจะทำการบ้านมาเป็นอย่างดี แม้แต่ชุดที่ส่งมาให้ก็มีสองชุดเพื่อให้ข้าได้เลือก”

    หานลี่กันถอนหายใจเบา ๆ ‘จะให้เลือกอะไรอีก ในเมื่อตั้งใจเสียขนาดนี้แล้ว’ หญิงสาวลืมตาขึ้นมองก่อนจะชี้ไปยังชุดแรก

    “ข้าเป็นสตรีที่มีคู่หมั้นแล้ว อีกทั้งยังมีลูกติด หากจะแต่งกายงดงามเกินไปในงานเช่นนี้เกรงว่าผู้คนจะครหาได้ว่ามิสำรวม เพียงเพราะได้รับการหนุนหลังจากว่าที่สามีที่ยังไม่ปรากฏตัวจึงทำให้หลงลืมตัวคิดว่าตัวเองนั้นโสด”

    “ใครจะกล้าว่าเช่นนั้นกันเจ้าคะ”

    “ต่อหน้าคงไม่มีใครกล้า แต่ลับหลังนั้น...ทั้งเจ้าและข้าไม่มีใครรู้ได้”

    อาหมิงและอาหมิ่นต่างมองหน้ากัน ทั้งสองเองแม้จะเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากหานลี่กัน แต่สิ่งหนึ่งที่คุณหนูของนางสอนไว้ก็คือ การไม่ประมาท

    “จริงสิ รายชื่อคุณหนู คุณชายและคนที่ร่วมงานพวกเจ้าได้ดูแล้วใช่ไหม”

    “เจ้าค่ะ”

    “มีใครที่ข้าควรระวังบ้าง”

    “ดูจากรายชื่อแขกในงาน ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นบุตรชายหญิงของเสนาบดีและเหล่าขุนนางไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบุ๋นหรือบู๊ อีกทั้งยังมีเหล่าองค์ชายที่คาดว่าน่าจะเข้าร่วมงานนี้ด้วยเจ้าค่ะ”

    “เช่นนั้นคุณหนูรองเซวียก็ย่อมไม่มีทางพลาดงานนี้ใช่หรือไม่”

    “เจ้าค่ะ”

    “เหล่าองค์ชายที่คุณหนูพึงระวังเห็นจะเป็นองค์รัชทายาท และองค์ชายแปด เพราะทั้งสองพระองค์ล้วนยังมิมีพระชายา เกรงว่าการมาร่วมงานนี้ก็เพื่อมาหาคนหนุนหลังของตนเอง”

    “องค์รัชทายาทนั้นแม้ต่อหน้าผู้คนจะดูเก่งกาจ สุขุมแต่เบื้องหลังนั้นได้ยินมาว่าไม่ธรรมดานะเจ้าคะ”

    หานลี่กันพยักหน้าช้า ๆ ‘ในวังที่ต้องระวังตัวเองทุกทิศทาง แน่นอนว่าหากเขี้ยวเล็บไม่คมพอก็คงจะไม่สามารถรักษาชีวิตของตนเองไว้ได้’

    “ส่วนองค์ชายแปดนั้นเป็นองค์ชายจากพระสนมเซี่ย ตำแหน่งซู่เฟย พระนางเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทไม่น้อยไปกว่าพระสนมเสิ่น ตำแหน่งกุ้ยเฟย แม้ทั้งสองพระองค์จะมีองค์ชายให้ฝ่าบาท แต่องค์ชายแปดนั้นอายุถึงแก่วัย...และมีชายาแล้ว แต่องค์ชายสิบสองของพระสนมเสิ่นนั้นยังอายุเพียง 8 ขวบเท่านั้น”

    “เจ้าพูดถึงองค์ชายแปด และองค์ชายสิบสองที่เป็นองค์ชายจากพระสนมคนโปรดแสดงว่าทั้งพระสนมและตัวองค์ชายนั้นเป็นบุคคลที่ข้าพึงระวังใช่หรือไม่”

    “เจ้าค่ะ พระสนมทั้งสองนั้นรักและตามใจองค์ชายของตนเองเป็นอย่างมาก...ดังนั้น....”

    “อ่อ...ข้าพอจะเข้าใจความหมายของเจ้าแล้ว”

    อาหมิงและอาหมิ่นถอนหายใจเบา ๆ พวกนางทั้งสองอยากเข้าไปปกป้องคุณหนูด้านใน แต่ด้วยกฎของวังหลวงพวกนางจึงทำได้เพียงยืนรออยู่นอกวังก็เท่านั้น

    “ดูเหมือนงานนี้หากพี่หญิงรองและคุณหนูรองเซวียร่วมมือกัน...ข้าอาจลำบากได้ คงต้องห่าง ๆ จากพวกนางไว้จะดีกว่า”

    “ดูเหมือนคุณหนูตระกูลซู่นั้นจะน่าคบหาอยู่นะเจ้าคะ”

    “อื่ม ไว้เข้าไปในงานแล้วข้าจะลองพูดคุยกับนางดู แล้วพี่หญิงใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง”

    “หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ดูเหมือนคุณหนูใหญ่เว่ยจะเก็บตัวมากกว่าก่อน แต่เพราะคำพูดที่คุณหนูได้ให้ไว้ตอนนี้คุณหนูใหญ่เว่ยจึง...ยิ้มแย้มได้มากกว่าเดิม..แม้จะไม่เท่าก่อนหน้านั้น”

    “อื่ม เรื่องนี้คงต้องให้เจ้าตัวจัดการตัวเอง แล้วไอ้สารเลวนั่นล่ะ”

    “ดูเหมือนหลังจากถูกจับโยนออกไปจากจวนคุณหนูรองเว่ยได้ให้คนพาไปรักษาตัวและหาที่พักให้เจ้าค่ะ”

    “ได้ยินมาว่าตรงส่วนนั้นของ...คุณชายฉินจะไม่สามารถใช้การได้อีกการจากถูก....วันนั้น”

    “หึ สมน้ำหน้า กล้ามาทำลายชื่อเสียงและความสงบของที่นี่”

    “คุณหนู เรื่องนี้ข้าไม่รู้ว่าควรจะพูดดีหรือไม่”

    หานลี่กันมองไปทางอาหมิงและอาหมิ่นยิ้ม ๆ

    “มีเรื่องอะไรที่ทำให้พวกเจ้าไม่กล้าพูดอีกงั้นหรือ”

    หานลี่กันหัวเราะเบา ๆ

    “ทำไมคุณหนูรองเว่ยถึงได้กล้าที่จะทำเช่นนั้น”

    “ใช่ ๆ แล้วทำไมโหวฮูหยินถึงไม่ทำอะไรนางเลยเจ้าคะ”

    หานลี่กันมองตัวเองในกระจกด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ประดับบนใบหน้า

    “ที่นางกล้าทำเช่นนั้นคงหวังจะใช้คนสารเลวนั่นมาข่มขู่คนในจวนและพาอนุฉินกลับเข้ามาอีกครั้ง และเหตุผลที่โหวฮูหยินไม่ทำอะไรนางนั้น ไม่ใช่เพราะไม่กล้าหรือกลัวสิ่งใด แต่ชื่อเสียงของพี่หญิงใหญ่นั้นสำคัญที่สุด หากทำอะไรพี่หญิงรองไปก็เท่ากับว่ายอมรับความจริงเรื่องที่พี่หญิงรองพูด”

    “คุณหนูรองช่าง.....”

    “ช่างเถอะ ๆ เรื่องนี้คงไม่จบเพียงเท่านี้หรอก พวกเจ้าจับตาดูเอาไว้ให้ดี”

    “เจ้าค่ะ”

    เมื่อเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว หานลี่กันได้เดินจูงมือหยางชุนออกจากเรือนก่อนจะออกมาพบเว่ยซีซวนที่หน้าจวน

    “พี่หญิงใหญ่ วันนี้ช่างงดงามยิ่งนัก”

    “เจ้าเองก็งดงามไม่แพ้ข้าเช่นกัน แต่ชุดนี้...”

    หานลี่กันมองชุดที่ตนเองสวมใส่ก่อนจะยกยิ้มน้อย ๆ

    “ทางจวนแม่ทัพหยางส่งชุดเหล่านี้มาให้เจ้าค่ะ”

    “เหมือนว่าทางนั้นจะยอมรับเจ้าอย่างหมดใจสินะ”

    เว่ยซีซวนเอ่ยยิ้ม ๆ ก่อนจะถามหาบุรุษหนุ่มทั้งสองของจวนหานและจวนโหว

    “ดูเหมือนพี่ใหญ่และพี่เว่ยจะเดินทางออกไปก่อนนะเจ้าคะ เห็นว่ามีเรื่องให้ต้องจัดการเล็กน้อย”

    ไม่นานสตรีในอาภรณ์เหลืองค่อย ๆ เดินออกมาสมทบ แม้นางจะพยายามประโคมเครื่องแต่งกายและประดับด้วยเครื่องประดับจนเต็มกาย แต่กลับดูด้อยค่าและงดงามน้อยกว่าเว่ยซีซวนและหานลี่กัน เว่ยซิ่วกำมือแน่นใต้แขนเสื้อของตนก่อนจะมองไปทางสองสตรีเบื้องหน้าอย่างริษยา