เดิมทีองค์หญิงห้ากำลังนั่งแคะเล็บด้วยความเบื่อหน่าย แต่เมื่อได้ยินเสิ่นเจียวเจียวกล่าวออกมาเช่นนั้น นางก็หยุดการกระทำ แล้วเงยหน้าขึ้นมองสหายที่เพิ่งมาถึงด้วยสีหน้าประหลาดใจ
‘เสิ่นเอ้อร์ที่ใบหน้าเสียโฉมเพิ่งจะมาคารวะนางเมื่อครู่นี้เอง แล้วเหตุใดเสิ่นต้าต้องมาขอลาพักแทนเสิ่นเอ้อร์ด้วยล่ะ …สองพี่น้องตระกูลเสิ่นกำลังเล่นงิ้วอะไรให้นางดูอยู่กันแน่!’
ปฏิกิริยาขององค์หญิงห้าทำให้หนังศีรษะของเสิ่นเจียวเจียวชาวาบ ไม่เพียงแต่สหายผู้สูงศักดิ์จะไม่เอ่ยคำใดออกมาแล้วแต่ยังใช้สายตาที่ทั้งประหลาดใจและยังคล้ายกำลังจับผิดจ้องมองมาอีก
…องค์หญิงห้าผู้นี้อารมณ์แปรปรวน หากเกิดพลาดพลั้งพูดสิ่งใดผิดหูไป นางคงจะถูกลงโทษเป็แน่ เมื่อก่อนผู้คนต่างรับรู้ว่าเสิ่นเจียวเจียวคือบุตรีเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเสิ่น ความรักใคร่เอ็นดูจากคนในตระกูลล้วนหลั่งไหลมาที่นาง ทว่าั้แ่เสิ่นเชียนเกอกลับมา ถึงแม้บิดามารดาและพี่ชายจะไม่ได้แปรเปลี่ยน แต่ในสายตาของคนอื่น ๆ แล้ว นางก็เป็เพียงบุตรบุญธรรมเท่านั้น ไม่ได้เป็สายเืแท้จริงของตระกูลเสิ่นแต่อย่างใด…
เสิ่นเจียวเจียวขบเม้มริมฝีปาก “องค์หญิงห้าเพคะ หม่อมฉันรอน้องสาวอยู่หน้าประตูกว่าครึ่งชั่วยาม หม่อมฉันจึงได้มาสายเพคะ” นางกำลังอธิบายว่าเหตุใดนางจึงมาถึงในเวลาที่ใกล้เข้าชั้นเรียนเช่นนี้
วาจาของเสิ่นเจียวเจียวทำให้องค์หญิงห้าหัวเราะร่วนในทันที “ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของพวกเ้าสองพี่น้องจะไม่ได้ดีเหมือนที่ใครเขาลือกันสินะ”
เพื่อเป็การรักษาภาพลักษณ์ความปรองดองของตระกูลเสิ่น ใต้เท้าเสิ่นและเสิ่นฮูหยินก็มักจะเอ่ยถึงความสัมพันธ์อันดีของบุตรสาวทั้งสองให้คนภายนอกฟังอยู่บ่อยครั้ง ว่ากันว่าสองพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว แม้กระทั่งเรือนพักอาศัยก็ต้องเชื่อมติดกัน
แต่หากว่า ‘แม้กระทั่งเรือนที่พักก็เชื่อมติดกัน’ เช่นนั้นแล้วเหตุใดเมื่อออกจากเรือนจึงไม่รู้ความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายล่ะ?
ฉับพลันนั้นเอง แววตาของเสิ่นเจียวเจียวก็ถูกความหดหู่เข้าครอบงำ “น้องสาวของหม่อมฉันอายุน้อยกว่า บางทีอาจจะเป็เพราะเมื่อวานหม่อมฉันทำให้นางไม่พอใจ ขอบพระทัยองค์หญิงที่ชี้แนะ เมื่อกลับไปแล้วหม่อมฉันจะไปขอโทษเพคะ หม่อมฉันเชื่อว่าอย่างไรนางก็ต้องให้อภัยหม่อมฉันแน่”
เมื่อเสิ่นเจียวเจียวกล่าวมาเช่นนี้ นางก็สามารถส่งให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่าได้ในชั่วพริบตา อีกทั้งยังได้แสดงจิตใจที่ดีงามออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนเสิ่นเชียนเกอก็กลายเป็คนเอาแต่ใจไร้เหตุผลไปโดยปริยาย
ทว่าในความเป็จริง เห็นได้ชัดว่าเช้านี้เสิ่นเจียวเจียวและเสิ่นจิ่งเยี่ยนออกมาก่อนโดยไม่รอเสิ่นเชียนเกอ ไม่แม้แต่จะใส่ใจส่งคนไปตามหรือถามไถ่เลยด้วยซ้ำ!
เสิ่นเจียวเจียวก้มหน้าพลางกล่าวคำขออภัยองค์หญิงห้าอีกครั้ง ท่าทางของนางดูทั้งน้อยเนื้อต่ำใจและสำนึกผิดอย่างเหลือล้น
ยามนี้ ผู้คนโดยรอบที่แอบมองอยู่ต่างก็ส่งสายตาเห็นอกเห็นใจไปยังเสิ่นเจียวเจียว
บุตรบุญธรรมที่เติบโตและอาศัยอยู่ในตระกูลเสิ่นั้แ่แบเบาะครั้นอายุได้สิบปีก็เพิ่งจะรู้ถึงสถานะแท้จริงของตนเอง มิหนำซ้ำบุตรสาวที่แท้จริงของตระกูลก็ยังถูกรับกลับมาอีก สำหรับนางแล้วคงจะอึดอัดและยากลำบากไม่น้อย การที่นางยังสามารถเติบโตมาเป็คนที่จิตใจดีงามเช่นนี้ได้ต้องไม่ใช่เื่ง่าย แล้วองค์หญิงห้ายังจะใจร้ายทำให้หญิงสาวที่น่าสาสารผู้นี้ลำบากใจอีกได้อย่างไร!
องค์หญิงห้าขมวดคิ้วเล็กน้อยยามได้ยินวาจาของผู้เป็สหาย แม้จะดูไม่ออกว่าในถ้อยคำที่เสิ่นเจียวเจียวกล่าวมามีเจตนาใดเคลือบแฝงอยู่ แต่ทว่านางกลับรู้สึกไม่ค่อยชอบใจนัก
ในตอนนี้ ผู้เป็องค์หญิงเริ่มเกิดความรู้สึกเห็นใจเสิ่นเชียนเกอขึ้นมาบ้างแล้ว …ต้องอยู่ร่วมกับพี่สาวที่ไม่ว่าจะไปที่ใดก็มีแต่ผู้คนเวทนา และคอยปกป้องอยู่มากมายเช่นนี้ คิดอย่างไรก็ช่างน่าอึดอัดใจเสียจริง!
เป็ตอนนั้นเองที่เสิ่นเชียนเกอเดินตามนางกำนัลขององค์หญิงห้าออกมา ขณะที่กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนอยู่ที่ห้องด้านหลังนางก็รับรู้ว่าพี่สาวของตนได้มาถึงแล้ว
ทันทีที่เสิ่นเจียวเจียวเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นคนที่ไม่ควรอยู่ที่นี่มากที่สุด เดินตามหลังนางกำนัลขององค์หญิงห้าออกมา คุณหนูใหญ่เสิ่นใจนหน้าซีดเผือด การปรากฏตัวของเสิ่นเชียนเกอนี้แม้จะไม่ต้องกล่าวสิ่งใด ก็เป็การหักล้างวาจาของเสิ่นเจียวเจียวได้จนหมดสิ้น
ทุกครั้งที่ต้องไปยังหอศึกษา เสิ่นเชียนเกอจะต้องนั่งรถม้าคันเดียวกับนางและออกเดินทางโดยมีพี่ชายคอยทำหน้าที่รับส่ง ในเมื่อวันนี้นางนั่งรถคันนั้นมาคนเดียว เช่นนั้นน้องสาวของนางเดินทางมาที่นี่ได้อย่างไร!
“เ้า เ้ามาวังหลวงได้อย่างไร?” เสิ่นเจียวเจียวที่ไม่อาจระงับอารมณ์เมื่อเห็นเสิ่นเชียนเกอได้ เผลอโพล่งคำถามออกมาอย่างฉุนเฉียว
หลังจากถามออกไปแล้ว เสิ่นเจียวเจียวก็ได้สติ นางตระหนักได้ว่าไม่ควรเอ่ยคำถามเช่นนั้น ทว่าวาจาที่ลั่นออกไป ไฉนเลยจะหวนคืนได้
เสิ่นเชียนเกอชำเลืองมองเสิ่นเจียวเจียวอยู่ชั่วครู่ ถ้าหากเมื่อเช้าพี่สาวผู้นี้ส่งคนไปถามไถ่ที่สวนรองหนิงโช่วสักคำ นางก็คงไม่ใช้รถม้าของท่านย่า แล้วเหตุการณ์ที่น่าอับอายเช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
สาเหตุของเื่นี้ แท้จริงแล้วก็เพียงแต่เสิ่นเจียวเจียวและเสิ่นจิ่งเยี่ยนไม่้าให้นางเดินทางไปด้วยเท่านั้น ดังนั้นหากจะกล่าวโทษก็ต้องโทษตัวพวกเขาเอง
“ท่านย่าเห็นว่าข้าไม่มีรถม้า ท่านย่าจึงให้ข้าใช้รถม้าของท่านเป็การชั่วคราว” เสิ่นเชียนเกอตอบ
สิ้นคำตอบของคุณหนูรองตระกูลเสิ่น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังระงมขึ้นในห้องรับแขกอย่างไม่ขาดสาย
มีหลายคนที่มาถึงวังหลวงในเวลาไล่เลี่ยกับเสิ่นเชียนเกอ พวกนางพบว่ารถม้าที่คุณหนูรองเสิ่นนั่งมาในวันนี้ดูแปลกไปจากยามปกติจริง ๆ มันไม่เหมือนกับรถม้าที่บรรดาคุณหนูนิยมใช้กัน แต่กลับดูเหมือนรถม้าที่เหล่าผู้าุโใช้เสียมากกว่า ในตอนนั้นไม่มีผู้ใดคิดอะไรมากนัก แต่ ณ ตอนนี้ เมื่อได้ฟังสิ่งที่เสิ่นเชียนเกอบอก พวกนางถึงได้เข้าใจ
เช่นนี้ก็หมายความว่า เื่ทั้งหมดที่เสิ่นเจียวเจียวกล่าวออกมาั้แ่ต้นเป็เื่เหลวไหลทั้งเพ!
…ในเมื่อคุณหนูรองเสิ่นใช้รถม้าร่วมกับคุณหนูใหญ่ แล้วเหตุใดนางยังจะต้องขอใช้รถม้าของเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าด้วยล่ะ?...
…หรือว่าคุณหนูใหญ่เสิ่นจงใจกีดกันไม่ให้คุณหนูรองเสิ่นร่วมใช้รถม้าด้วย?...
สายตาหลายคู่ที่แต่เดิมเคยมองดูเสิ่นเจียวเจียวด้วยความเห็นอกเห็นใจ มาบัดนี้กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
ด้านองค์หญิงห้า เมื่อได้ยินสิ่งที่เสิ่นเชียนเกอกล่าว ดวงตาสุกใสก็เปล่งประกายเจิดจ้า องค์หญิงสูงศักดิ์รู้สึกสะใจจนหลุดหัวเราะ ความขุ่นเคืองที่ทับถมอยู่ในใจก่อนหน้านี้มลายหายไปจนหมด เหตุใดก่อนหน้านี้นางถึงไม่รู้เลยว่าเสิ่นเอ้อร์ผู้นี้จะฉลาดมีไหวพริบมากถึงเพียงนี้!
ดวงพักตร์งดงามที่เคยสดใสดุจผกาต้องแสงตะวันยามเช้าของเสิ่นเจียวเจียวเปลี่ยนเป็ซีดเผือดในทันที นางกำมือที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อยาวไว้แน่น แต่มีหรือที่สตรีดีพร้อมจะยอมเป็ผู้ร้าย เสิ่นเจียวเจียวสูดลมหายใจแล้วเงยหน้าขึ้นมองผู้มีศักดิ์เป็น้องสาว
คุณหนูใหญ่เสิ่นยกยิ้มอ่อนหวานแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแสนห่วงใย “เมื่อเ้าได้นั่งรถม้าของท่านย่า ข้าเองก็สบายใจ รถม้าของท่านย่าทั้งสบายและกว้างขวางที่สุดในจวนเราแล้ว”
คำกล่าวนี้บอกเป็นัยว่า เสิ่นเชียนเกอจงใจแอบใช้รถม้าที่ดีที่สุดของจวน โดยไม่แยแสพี่สาวผู้นี้เลยสักนิด
ทว่า…
“เมื่อเช้าข้ามาถึงวังหลวงในเวลาไล่เลี่ยกับเสิ่นเอ้อร์ รถม้าเก่า ๆ โทรม ๆ ที่เสิ่นเอ้อร์นั่งมาเป็ของฮูหยินผู้เฒ่าอย่างนั้นหรือ?” คุณหนูใหญ่ซุนจากตระกูลเสนาบดีกรมกลาโหมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย
ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าที่พักอาศัยอยู่กับบุตรสาวในสวนรองหนิงโช่วนั้น ล้วนแต่เป็ฮูหยินผู้เฒ่าเป็ผู้รับผิดชอบทั้งหมด นางไม่เคยหยิบยืมหรือร้องขอมาจากส่วนกลางเลย สองแม่ลูกใช้ชีวิตเรียบง่ายสมถะ รถม้าที่มีแม้จะได้รับการดูแลรักษาอย่างดี แต่ก็ถูกใช้งานมานานหลายปีแล้ว เมื่อมองจากภายนอกจะรู้สึกว่ามันเก่าและโทรมเป็อย่างมาก และถ้าหากนำมาจอดคู่กัน รถม้าเก่าคันนี้ก็นับว่าเทียบไม่ได้เลยกับรถม้าใหม่เอี่ยมที่ตกแต่งอย่างวิจิตรของเสิ่นเจียวเจียว
แม้ไม่ได้ตั้งใจแต่วาจาของคุณหนูใหญ่ซุนก็คล้ายแส้อาบยาพิษ สำหรับเสิ่นเจียวเจียว ยามนี้ คุณหนูผู้งามพร้อมและน่าเวทนารู้สึกราวกับถูกแส้เส้นนั้นฟาดเข้าใบหน้าเต็มแรง
เสิ่นเจียวเจียวหน้าถอดสีจนเห็นได้ชัด นางคิดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าจะใช้ชีวิตสมถะถึงเพียงนี้ รถม้าเก่าทรุดโทรมแล้วก็ไม่คิดเปลี่ยน!
องค์หญิงห้าหัวเราะคิกคักอย่างสำราญใจอีกครั้งก่อนเอ่ยปาก ในขณะปากว่าสายตาก็ไล่มองเสิ่นเจียวเจียวั้แ่หัวจรดเท้า “แหม ๆ คิดไม่ถึงว่าคนตระกูลเสิ่นจะมีชีวิตที่ลำบากยากแค้นถึงเพียงนี้ คราวหน้าข้าจะทูลขอเสด็จพ่อให้พระราชทานสิ่งของให้ตระกูลเสิ่นให้มาก”
“…” สิ้นวาจาของสหายสูงศักดิ์ เสิ่นเจียวเจียวก็ไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้อีก
การเข้าวังหลวงในวันนี้นางสวมชุดกระโปรงที่ทำจากผ้าฮ้วนไช่ซาอันเลื่องชื่อ ข้อมือน้อย ๆ มีกำไลไข่มุกเม็ดงามสวมอยู่ ถึงแม้เม็ดไข่มุกจะไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก แต่ก็ถือเป็อัญมณีล้ำค่าที่หาได้ยากเป็อย่างยิ่ง เพียงแค่เครื่องประดับสองชิ้นบนร่างกายของนางนี้ ตระกูลเสิ่นก็ห่างไกลกับคำว่า ‘ลำบากยากเข็ญ’ มากโขแล้ว และสิ่งที่องค์หญิงห้ากล่าวมาจึงเพียงแค่้าเสียดสีนางเท่านั้น
ตรงกันข้าม เสิ่นเชียนเกอกลับสวมเพียงชุดกระโปรงจับจีบสีครามแกมน้ำเงิน มวยผมประดับด้วยปิ่นทองคำเพียงชิ้นเดียว แม้กระทั่งกำไลหยกเล็ก ๆ สักชิ้นก็ไม่มี ดูเรียบง่ายเป็อย่างยิ่ง
เมื่อเสียดสีเสิ่นเจียวเจียวจนพอใจแล้ว องค์หญิงห้าก็เหลือบมองเสิ่นเชียนเกอวูบหนึ่ง ก่อนออกปากตำหนิเสียงขุ่น “ดูเ้าแต่งตัวเข้าสิ ถ้าข้าไม่รู้มาก่อน คงนึกว่าเ้าต่างหากที่เป็บุตรบุญธรรม!”
องค์หญิงห้าเองก็ไม่ทราบเลยว่าแม้คำที่กล่าวจะดูแคลน ทว่าเจตนาลึก ๆ ในใจนางแล้วกลับอยากให้คนเสิ่นเอ้อร์ผู้นี้ได้ดี
ทางด้านเสิ่นเชียนเกอนั้น ใบหน้าใต้ผ้าคลุมบางยังคงอารมณ์เดิมไว้ไม่เปลี่ยน คำพูดเสียดแทงเหล่านี้นางได้ยินจนชินหูมาั้แ่ภพก่อน ในตอนนั้น ถ้อยคำแทงใจที่ว่า ‘ตัวนางเป็เสมือนบุตรบุญธรรม’ ยามได้ฟังคราแรกนางก็รู้สึกโกรธไม่น้อย แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ยิ่งประสบพบเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยตนเองนางก็ยิ่งรู้แน่ชัดว่าในสายตาบิดามารดาของนาง เสิ่นเชียนเกอผู้นี้ไม่ต่างอะไรกับบุตรที่ถูกรับมาเลี้ยง หากวิเคราะห์ให้ดีจะเข้าใจว่าสิ่งที่องค์หญิงห้ากล่าวมาก็คือ ‘ความเป็จริง’ อย่างหนึ่ง ในเมื่อสิ่งที่ได้ยินได้ฟังคือความเป็จริง แล้วจะโกรธเคืองด้วยสาเหตุใด อย่างไรเสียตัวนางก็มิอาจเปลี่ยนแปลงความเป็จริงนี้ไปได้
วาจาขององค์หญิงห้าไม่ได้ปลุกคลื่นั์ในใจของเสิ่นเชียนเกอให้ตื่นขึ้นมาซัดกระหน่ำได้เลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำนางยังสามารถยิ้มตอบสหายผู้สูงศักดิ์ด้วยกิริยาที่สำรวมได้อีกด้วย
รอยยิ้มของเสิ่นเชียนเกอทำให้องค์หญิงห้าต้องหันขวับไปมอง ดวงตาสองข้างเบิกกว้างอย่างตกตะลึง องค์หญิงผู้เอาแต่ใจจ้องมองสหายที่นางเคยนึกหมั่นไส้ราวกับมองเห็นสัตว์ประหลาด
‘ท่าทางเสิ่นเอ้อร์ผู้นี้จะไม่เพียงแค่เสียโฉมเท่านั้น สติของนางก็คงเสียไปด้วยกระมัง!’
.
.
.
[1] เสิ่นต้า:คุณหนูใหญ่เสิ่น