กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 74 ขึ้นเขา(2)

            “เอายาให้ข้าก่อน”

            เสียงแหบแห้งของเย่ฉีดังขึ้นเมื่อเห็นเสี่ยวไป๋ใช้หัวน้อยๆของมันถูไหล่เขาส่วนเจ้าปีกดำนั่นแม้จะยังดิ้นรนแต่ตอนนี้ปีกทั้งสองข้างใช้การไม่ได้แล้วปล่อยมันไว้ก็ไม่มีทางหนีไปได้

            ก่อนจะลงมือเย่ฉีคิดไว้แล้วว่าผลลัพธ์จะจบลงเช่นนี้ไม่ว่าเขาจะจับตราประทับปีกดำได้หรือไม่แต่สุดท้ายแล้วเขาต้องสู้จนหมดแรงแน่นอนเม็ดยาฟื้นฟูที่เหลืออยู่จึงฝากไว้กับเสี่ยวไป๋เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินที่เขาไม่อาจขยับตัวได้หลังเสี่ยวไป๋ป้อนเม็ดยาเข้าปากเย่ฉีก็ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าเขาจะลุกขึ้นยืนไหวมองไปยังตราประทับปีกดำที่ดิ้นรนอยู่เย่ฉีเย่ฉีพลันหัวเราะออกมานึกย้อนกลับไปปีนั้นแม้สภาพของเขาจะดีกว่านี้มากแต่สภาพของตราประทับปีกดำล้วนเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

            “ไปเถอะได้เวลาขึ้นเขาแล้ว”

            เย่ฉีตราประทับไปก่อนจะโบกมือเก็บลูกแก้วค่ายกลกลับมาธงค่ายกลเหล่านั้นแม้จะมีค่าแต่เย่ฉีไม่เหลือแรงไปตามเก็บแล้วรอจนเสี่ยวไป๋บินขึ้นมาเกาะไหล่เขาทั้งสองจึงได้เดินทางออกจากหุบเขามุ่งหน้าสู่ขุนเขาทั้งเก้าอันเป็นสะพานเชื่อมสู่ชั้นเมฆาที่ซ่อนสมบัติทั้งเก้า

            ระหว่างนั้นบนสันเขาด้านนอกเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ภายในหุบเขาสงบลงแล้วหลายคนก็เริ่มเข้ามาตรวจสอบแน่นอนว่าทั้งเย่ฉีทั้งตราประทับปีกดำล้วนจากไปแล้วแต่ธงค่ายกลยังมีให้เห็นอยู่โอหยางเก๋อมองธงค่ายกลด้วยสายตาจริงจังแต่สุดท้ายก็ทำใจเชื่อไม่ได้จึงส่ายหัวเดินจากไปชัดเจนแล้วว่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของผู้ฝึกตนแน่นอนจากการจัดวางค่ายกลแล้วโอหยางเก๋อแม้ไม่รู้แต่ก็เดาได้ว่าต้องเป้นค่ายกลระดับสูงคนที่เขานึกออกในตอนนี้ก็มีแต่เย่ฉีที่สามารถทำลายค่ายกลของเขาได้แต่พลังรบที่แสดงออกมานั้นเย่ฉีความสามารถถึงเพียงนั้นจริงหรือ?

            เรื่องในหุบเขาจบลงเหล่ารุ่นเยาว์ทั้งหมดต่างมุ่งหน้าไปยังขุนเขาทั้งเก้าจากปากทางเข้านั้นเขาทั้งเก้าเรียงวนเป็นก้นหอยและจากเขาลูกแรกก็จะมีความสูงไล่ขึ้นไปเรื่อยๆบนยอดเขาทั้งเก้านั้นปกคลุมไปด้วยทะเลเมฆทุกชั้นแม้ว่าพวกโอหยางเก๋อจะถูกชิงตราประทับไปหมดแล้วแต่พวกเขาก็ยังมีหวังอยู่เล็กน้อยถึงอย่างไรคนจากสวรรค์และโลกอสูรก็ไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้อีกทั้งโลกปีศาจกับสมาพันธ์เจ็ดดาราที่ไม่มีผู้นำทัพควบคุมก็ยังสามารถเจรจาต่อลองด้วย

            แม้จะทำได้มากที่สุดคือการขึ้นเขาลูกแรกแต่ก็ยังดีกว่าคว้าน้ำเหลวในแดนศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้สำหรับพวกโอหยางเก๋อแล้วต่อให้ไม่มีสมบัติติดตัวแต่พวกเขาก็คือคุณชายจากขุมอำนาจใหญ่รุ่นเยาว์เหล่านี้ล้วนร่ำเรียนอยู่ในสำนักศึกษาภายใต้สมาคมด้วยฐานะของพวกเขาการแลกเปลี่ยนกันย่อมทำได้ไม่มีปัญหาแน่นอนว่าด้วยข้อเสียเปรียบด้านนี้ไหนเลยจะไม่ถูกอีกฝ่ายกรรโชก

            เอ๋ออ้าวเทียนกับคนจากโลกอสูรแลกเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยแต่ผลประโยชน์ที่ได้รับไปแน่นอนว่ามากพอจะทำให้พวกโอหยางเก๋อต้องเจ็บปวดโชคดีที่โลกวิญญาณกับสมาพันธ์เจ็ดดารานั้นไม่มีผู้นำทัพอยู่จึงทำให้การเจรไม่ยากเย็นเกินไปนักท้ายที่สุดโอหยางเก๋อ เตียวผิง เฮยอี้ผานทั้งสามคนนี้ก็ได้รับตราประทับมากพอที่จะขึ้นเขาลูกแรกได้ส่วนคนที่เหลือนั้นก็กล่าวได้เพียงว่าหมดวาสนากับแดนศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างแท้จริง

            ศิษย์ของนิกายมังกรนพเก้าสองคนอยู่ที่เขาลูกแรกคนหนึ่งได้รับเลือกให้ขึ้นไปด้านบนส่วนอีกคนฝึกบำเพ็ญรอที่ตีนเขาอย่างสงบเห็นศิษย์ของนิกายมังกรนพเก้าแล้วแม้พวกโอหยางเก๋อจะอยากลงมือแค่ไหนก็ยังไม่กล้าทำในตอนนี้ขณะเดียวกันที่เขาลูกที่สามนั้นต้วนหลิงเทียนกับเสวียชิงก็เห็นเอ๋ออ้าวเทียนกับชายหนุ่มจากโลกอสูรเดินตามขึ้นเขามาทั้งสี่คนไม่ได้พูดคุยอะไรกันเพียงแค่มุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขาเท่านั้น

            สภานการณ์ในแดนศักดิ์สิทธิ์ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้ายแล้วเย่ฉีฟื้นสภาพตัวเองขึ้นมาได้สามส่วนก็ยังต้องใช้ความพยายามไม่น้อยกว่าจะมาถึงเขาลูกที่เก้าภูเขาลูกนี้กว้างใหญ่และสูงเสีดฟ้ามองไปยังปลายยอดเขาที่แทงทะลุชั้นเมฆขึ้นไปด้านบนแววตาของเย่ฉีก็เกิดความตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อยในตอนนั้นแม้ว่าเขาจะสามารถจัดการตราประทับปีกดำได้แต่กลับไม่สามารถขึ้นสู่เขาลูกที่เก้าได้

            คนต่างสถานการณ์ย่อมต่างเช่นกันคู่ต่อสู้ของเขาในยุคนั้นไหนเลยจะถูกเขาปล้นตราประทับได้ง่ายๆเหมือนตอนนี้?แม้ตำนานจะมีเรื่องกล่าวขานแต่เย่ฉีก็ไม่มั่นใจเต็มสิบส่วนว่าสิ่งที่อยู่บนเขาลูกที่เก้านั้นจะเป็นเรื่องจริงอย่างไรก็ตามตอนนี้เขามีโอกาศที่จะพิสูจน์มันด้วยตัวเองแล้ว!

            “เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ทุดสิ่งมีชีวิตล้วนต้องใช้ตราประทับในการผ่านทาง”

            เย่ฉีกล่าวออกมาพลางลูบหัวเสี่ยวไป๋หลังจากมังกรน้อยบินไปหาโขดหินแล้วหมอบรอเย่ฉีจึงเริ่มเดินขึ้นเขาผ่านพ้นตีนเขามาเพียงไม่กี่จั้งเย่ฉีก็นำตราประทับที่เหลืออยู่ทั้งหมดออกมาด้านหน้าเขามีม่านพลังโปร่งเสียงชั้นหนึ่งขวางอยู่รอจนตราประทับทั้งหมดถูกดูดเข้าไปในม่านพลังนั้นเบื้องหน้าของเย่ฉีจึงปรากฏประตูไม้บานหนึ่งเปิดรอเขาอยู่

            “พลังของกฎโบราณนั้นลึกล้ำอย่างแท้จริง”

             ระหว่างเดินผ่านประตูไม้เข้าไปด้านในนั้นเย่ฉีก็กล่าวออกมาขณะมองตราประทับที่เขาจับมากลับคืนสู่สภาพเดิมหลังบินผ่านม่านพลังออกไปด้านนอกกระทั่งเจ้าปีกดำตัวนั้นยังคำรามใส่เขาอย่างเกรี้ยวโกรธอยู่ครู่หนึ่งด้วยซ้ำ

            ทางขึ้นเขานั้นเรียบง่ายมีเพียงถนนเส้นเดียวทอดยาวสู่ยอดเขาเวลาในแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นเหลืออีกแค่หนึ่งชั่วยามแต่ตอนนี้เย่ฉีเดินบนถนนเส้นนี้มาสามวันเต็มๆแล้วดังนั้นในเขาแต่ละลูกล้วนมีการไหลของเวลาไม่เท่ากับโลกภายนอกกว่าเย่ฉีจะเดินมาถึงยอดเขาก็ใช้เวลาไปถึงสิบสองวันเรี่ยวแรงของเขาไม่เพียงไม่ฟื้นฟูแต่ยังถดถอยกว่าเดิมเสียอีก

            อย่างไรก็ตามพริบตาที่เท้าของเย่ฉีเหยียบลงบนพื้นราบด้านบนยอดเขาพลังของเขาทั้งหมดก็ฟื้นฟูขึ้นมาอย่างกระทันหันรวมทั้งอากาดบาดเจ็บทั้งหมดด้วยกฎโบราณของแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้แม้แต่เย่ฉีก็ยังไม่เข้าใจทั้งการสร้างตราประทับทั้งข้อจำกัดมากมายล้วนอยู่เหนือจินตนาการของเขาอย่างแท้จริง

            “ทิวทัศน์นี้ต่างจากที่คิดไว้มากทีเดียว”

            มองไปยังบรรยากาศรอบด้านเย่ฉีเลิกให้ความสนใจกับกฎโบราณก่อนชั่วคราวบนยอดเขาแห่งนี้คือพื้นที่โล่งเตียนกว้างสุดสายตาใจกลางของยอดเขามีลานหินอยู่แห่งหนึ่งและเป็นเพียงสิ่งเดียวที่อยู่ยอดเขาด้วยเช่นกัน

            “หนึ่งแท่นหินและกระถางสามใบ...ไม่มีบันทึกว่าเคยมีใครขึ้นมาบนเขาลูกที่เก้าแต่ตำนานที่เล่าขานนั้นกลับเป็นเรื่องจริง”

            เสียงของเย่ฉีดังขึ้นฟังแล้วสั่นไหวเล็กน้อยริมผีปากของเขาค่อยๆ ฉีกออกเป็นรอยยิ้มกว้างฝนตำนานกล่าวว่าบนเขาลูกที่เก้านี้มียอดสมบัติสถิตอยู่สามอย่างนอกจากแท่นหินที่คาดว่าจะช่วยในการฝึกฝนแล้วกระถางทั้งสามใบนี้ก็คือสมบัติที่ว่านั่น

            “กระถางไตรภูมิ...หากมีคนนำมันออกจากที่นี่จะเกิดอะไรขึ้นกันนะ?”

            เย่ฉีคิดเรื่อยเปื่อยขณะเดินเข้าไปบนลานหินกระถางทั้งสามใบนี้มีเรื่องเล่าขานอยู่ไม่น้อยถือเป้นหนึ่งในสุดยอดสมบัติของจักรวาลที่ลึกลับและทรงพลังมากต้นกำเนิดของกระถางทั้งสามใบนี้ไม่แน่ชัดแต่ที่อยู่ของมันกลับหลุดรอดออกมาตั้งแต่ยุคโบราณอย่างไรก็ตามเวลาผ่านพ้นมาหลายยุคขนาดนี้กลับไม่มีผู้ยิ่งใหญ่คนใดสามารถนำมันออกจากเขาลูกนี้ได้เลย

            เย่ฉีเดินไปหยุดด้านหน้ากระถางทั้งสามใบสำหรับแท่นหินนั้นเขาไม่ได้ให้ความสนใจเลยการฝึกฝนของเขาเป็นสิ่งที่เขาเลือกเส้นทางเอาไว้แล้วชีวิตนี้ของเขาถูกกำหนดให้เดินในทางที่แตกต่างดังนั้นเขาจะไม่พึ่งพาโชคชะตาของฟ้าดินกระถางทั้งสามใบนี้มีตัวอักษรเลือนรางสลักเอาไว้ที่ขอบกระถางด้วย

            อดีตปัจจุบัน อนาคต นี่ก็คือคุณสมบัติของกระถางทั้งสามใบสำหรับกระถางใบขวาสุดที่มีคำว่าอนาคตสลักไว้นั้นเย่ฉีไม่สนใจ เส้นทางของเขาจะต้องเดินไปอย่างมั่นคงและไม่สั่นคลอนการสอดส่องหรือช่วงชิงอนาคตนั้นจะทำให้เขาไขว้เขวยิ่งไม่ต้องพูดถึงกระถางที่มีคำว่าปัจจุบันเลยกระถางใบนี้ช่วยให้มองเห็นความจริงอย่างลึกซึ้งข้อผิดพลาดและการหลงผิดที่เกิดขึ้นจะถูกขจัดออกไป ชีวิตนี้ของเย่ฉีคือมนุษย์ในจักวาลนี้ต่อให้เป็นผู้ไร้มลทินก็ไม่สามารถบริสุทธิ์ดั่งผ้าขาวได้แต่ไหนแต่ไรเย่ฉีก็ไม่เคยคิดว่าตนเป็นคนดีอยู่แล้วความดำมืดและข้อผิดพลาดก็คือส่วนหนึ่งของเส้นทางการฝึกฝนขอเพียงพระหนักรู้ไม่หลงผิดได้ก็พอแล้ว

            ดังนั้นเป้าหมายในครั้งนี้ของเย่ฉีก็คือกระถางอดีตปัญหาเพียงเรื่องเดียวในชีวิตนี้ของเขาไม่ใช่การฝึกฝนแต่เป็นเหล่าศัตรูที่เขายังไม่พร้อมจะรับมือยังไม่ต้องพูดถึงในอนาคตที่เส้นเขตแดนถูกเปิดออกเลยลำพังแค่ตอนนี้มีเหล่าราชันย์มากมายที่ไม่ได้เป็นศัตรูกับเขามารวมกันที่โลกมนุษย์ก็ถือเป็นปัญหาร้ายแรงที่เขาต้องรีบหาทางแก้ไข

            สิ่งที่ทำให้ราชันย์เหล่านั้นไม่ผลีผลามก็เพราะเหตุผลเดียวพวกเขายังไม่เข้าใจสถานการณ์ของเย่ฉีมากพอสำหรับเรื่องนี้ยิ่งเวลาผ่านไปความลับเรื่องนี้ของเขาก็ถูกเปิดโปงออกมาแน่นอนเมื่อถึงตอนนี้เกรงว่ายังไม่ต้องให้ศัตรูในอดีตของปรากฏตัวเลยแค่คนหิวโหยพวกนี้ก็สามารถรุมทึ้งเขาเป็นเศษเนื้อได้แล้ว!

            กระถางอนาคตช่วยสอดส่องเรื่องต่างๆในอนาคตเพื่อเตรียมรับมือและเลือกเส้นทางที่ถูกต้องกระถางปัจจุบันช่วยปรับปรุงแก้ไขข้อผิดผลาดที่เกิดขึ้นความสามารถของกระถางทั้งสองนี้กล่าวได้ว่าช่วยเหลือในการฝึกฝนอย่างยิ่งและเป็นเหมือนพรจากสวรรค์ที่จะพลิกชะตาชีวิตของคนผู้หนึ่งได้เลยอย่างไรก็ตามประโยชน์โดยทั่วไปของกระถางอดีตนั้นมีไว้สำหรับคนป่วยหรือคนตายมากกว่า

            กระถางใบนี้จะช่วยย้อยคืนหวนกลับไปยังอดีตได้แน่นอนว่าไม่ใช่การย้อยเวลากลับไปแต่เป็นการย้อนสภาพของคนผู้หนึ่งกลับไปยังช่วงเวลาในอดีตตามใจปารถนาต่อให้เป็นคนตายก็สามารถย้อยสภาพกลับไปเป็นตอนที่มีชีวิตได้!

            เย่ฉีไม่ได้เจ็บป่วยไม่ได้ใกล้ตายยิ่งกายเนื้อกับพลังปราณแท้ของเขาก็ย้อนสภาพกลับไปได้แค่ช่วงชีวิตนี้เท่านั้นอย่างไรก็ตามสำหรับข้อจำกัดด้านอื่นแล้วไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาตั้งแต่วันนั้นที่เขาลืมตาตื่นในป่าไผ่ทั้งการได้พบกับชายแก่ผู้นั้นและการใช้ชีวิตอย่างยาวนานทั้งหมดทั้งมวลนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและเขายังจดจำได้ไม่ลืมเลือนตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งวันนี้ดวงจิตของเย่ฉียังคงเป็นดวงเดิมดังนั้นการย้อนทวนของกระถางอดีตจึงอยู่ในขอบเขตที่สามารถทำได้!

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน