ขณะที่เอ่ยคำพูดประโยคนั้นออกไปเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองกำลังทำให้โอลีฟผิดหวังอย่างยิ่งแต่เขาก็ไม่คิดจะพูดอะไรต่อจากนั้นอีก
ทั้งนี้เพราะมันเป็อะไรบางอย่างที่เขาก็ไม่อาจอธิบายแก่ตัวเองได้เหมือนกันว่าเพราะอะไรเขาจึงไม่เคยเอ่ยคำว่า “รัก”กับผู้หญิงคนใดก็ตามที่เขามีสัมพันธ์สวาทด้วยเขา้าความแน่ใจเสียก่อนว่าความรู้สึกที่เขามีต่อเธอผู้นั้น มันเป็อะไรที่แตกต่างกว่าไฟราคะที่ร้อนแรงแผดเผาทั้งเขาและหล่อนอยู่อลิสแตร์ไม่้าแปลความหมายของคำว่า “รัก”ให้มากไปกว่าความหมายที่มีอยู่ในตัวของคำนั้นอีก
เขารู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่เพียงเื่นี้เื่เดียวที่ทำให้เขาแตกต่างไปกว่าผู้ชายอื่นๆยังมีเื่ต่างๆ อีกมากมายนัก
บัดนี้ มันได้กลายเป็แฟชั่นไปแล้วสำหรับการที่สุภาพบุรุษทั้งหลายจะเขียนโคลงกลอนสรรเสริญเยินยอสุภาพสตรีผู้ที่ตนกำลังชื่นชมและสนใจสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเื่การใช้ภาษาย่อมได้รับประโยชน์จากความรู้นั้นยิ่งกว่าใคร
แต่อาจจะเป็เพราะลอร์ด อลิสแตร์ เป็ผู้หนึ่งที่ได้รับการศึกษาสูงจนได้พบว่าเขาทนไม่ได้กับการที่จะมานั่งเขียนกลอนแสดงความชื่นชมความงามในตัวผู้หญิงที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยเพราะมีความรู้สึกคล้ายกับเป็การลดค่าของภาษาลงอย่างไรบอกไม่ถูกมันทำให้ความหมายของคำเปลี่ยนไปอย่างมาก
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เขาก็ยังไม่เคยเอ่ยปากกับผู้หญิงคนไหนว่าเขารักหล่อนอยู่ดีดังนั้น มันจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ถ้าจะมีผู้หญิงสักคนสังเกตเห็นในเื่นี้และไม่พอใจทั้งยังแสดงปฏิกิริยากับเื่นี้ด้วย
“ช่วยบอกหน่อยสิคะว่าคุณรักฉัน”
โอลีฟเฝ้าร่ำร้อง
“แล้วบอกด้วยว่าถ้าฉันแต่งงานไปกับคนอื่นละก็คุณจะต้องหัวใจสลายแน่”
“ผมไม่ใคร่แน่ใจนะ ว่าตัวเองจะมีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ”
ลอร์ด อลิสแตร์ ตอบออกไปตามความรู้สึกแท้จริง
“เพราะที่ผ่านๆ มามีผู้หญิงสวยน่ารักหลายต่อหลายคนที่คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอกับตัวผมนั้นมันเป็เพียงแค่ความสัมพันธ์ทางด้านร่างกายเท่านั้นนี่”
“โอ...อลิสแตร์ ทำไม คุณถึงเป็คนใจร้ายอย่างนี้คะ...?”
โอลีฟร้อง
“นี่คุณกำลังทำให้ฉันคิดแล้วนะคะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณเห็นฉันเป็เพียงเครื่องเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้นทั้งที่ฉันรักคุณด้วยใจจริง ก็เพราะความรักที่ฉันมีต่อคุณนี่แหละที่ทำให้ฉันมานั่งโศกช้ำระกำใจอยู่อย่างนี้”
“เอ...ผมไม่อยากเชื่อเลยนะ ว่าคุณจะรู้สึกกับผมมากมายถึงขนาดนั้นแต่ก็เอาเถอะ ตอนนี้เชื่อไว้ก่อน”
อลิสแตร์ว่า
“แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าแค่คำพูดเพียงคำเดียวนั้นมันสำคัญแค่ไหนกันเชียวผมว่าการแสดงออกของคนเรามันน่าจะสำคัญกว่าคำพูดเป็ไหนๆทั้งยังทำให้เรามีความสุขด้วยกันทั้งสองฝ่ายด้วย”
ขณะพูดฝ่ามือที่ลูบไล้เรือนผมก็เลื่อนลงมายังลำคอประคองใบหน้าเธอขึ้นไว้พร้อมกับประทับริมฝีปากลงแต่เพราะโอลีฟไม่ได้คำตอบอย่างที่ใจ้า เธอจึงขืนตัวไว้
ทว่าความรุนแรงของจูบที่เขามอบให้ก็ทำให้ไฟในทรวงที่มอดลงเมื่อครู่กลับลุกโชนขึ้นอีกครั้งและในที่สุดไฟพิศวาสอันแรงร้อนนั้นก็สนองตอบต่อเปลวไฟในทรวงของเขาในยามนั้นที่โอลีฟไม่อยากจะคิดอะไรทั้งนั้นรู้แต่เพียงว่าจะต้องสนองความปรารถนาอันแรงร้อนของตนเองให้ถึงที่สุด
เมื่อวันวาน ลอร์ด อลิสแตร์ ไม่ได้พบโอลีฟแต่ก็รู้อยู่ว่าทั้ง่บ่ายและค่ำ เธอวุ่นวายกับการต้อนรับขับสู้ทั้ง ดยุคและมาควิสและเกือบจะแน่ใจเสียด้วยซ้ำ ว่าในที่สุดเธอจะต้องยอมให้คนใดคนหนึ่งสอดสวมแหวนหมั้นลงในนิ้วเรียวเพราะแม้แต่ฐานันดรศักดิ์ของดยุคจะสูงส่งกว่า แต่มาควิสแห่งฮอโรว์บีก็ร่ำรวยกว่ามาก ดังนั้น ในสายตาของลอร์ด อลิสแตร์ แล้วบุรุษทั้งสองต่างทัดเทียมกัน
เมื่อใดก็ตาม ที่โอลีฟเป็ภรรยาของใครคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้ เมื่อหล่อนได้นั่งปลายโต๊ะในตำแหน่งเ้าภาพฝ่ายหญิงของบ้านได้ประดับเรือนร่างด้วยเครื่องเพชรประจำตระกูลหล่อนย่อมจะเป็ของรางวัลล้ำค่าอีกชิ้นหนึ่งที่บุรุษทั้งหลายจะต้องหมายปองโดยเฉพาะเมื่ออลิสแตร์ครุ่นคิดอยู่ว่าครั้งหนึ่งหล่อนเคยเป็สมบัติของเขาอยู่แทบทุกค่ำคืน
แต่เขาก็ยังเชื่อว่า ผู้หญิงคนใดก็ตาม ถ้าได้แต่งงานไปแล้วชีวิตของหล่อนย่อมจะจืดชืดไร้รสชาติอย่างไม่ต้องสงสัยเลย...
ถ้าสามีของหล่อนเป็บุคคลที่มีความสำคัญพอสมควร หล่อนย่อมมีส่วนในการส่งเสริมสนับสนุนฐานะของเขาให้เด่นดังยิ่งๆขึ้น ย่อมไม่ปรารถนาอิสระไม่ว่าจะเป็ทางด้านความคิดหรือความรู้สึก
เขายังจำได้ว่าครั้งหนึ่งหญิงสาวในวงสังคมชั้นสูงคนหนึ่งที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยเพียงแค่ครั้งหรือสองครั้งเคยเอ่ยออกมาว่า
“พวกผู้ชายในวงสังคมชั้นสูงต่างเหมือนกันหมดทุกคนนั่นแหละพวกเขามีความปรารถนาในตัวผู้หญิงแบบเดียวกับความปรารถนาที่จะได้ภาพเขียนสวยๆสักภาพ แจกัน ล้ำค่าสักชิ้นหรือไม่ก็ม้าฝีเท้าจัดรูปร่างงามสายพันธุ์ชั้นดีสักตัวเท่านั้นเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาสมใจอยากแล้ว ก็จะเริ่มกวาดสายตามองหาสิ่งใหม่ๆเพื่อจะเอาเข้ามาสะสมเพิ่มในกรุสมบัติของตน”
“อ้าว...ทำไม คุณถึงดูถูกตัวเองอย่างนั้นล่ะครับ?”
อลิสแตร์ย้อนถามเพราะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็คำพูดประโยคที่หล่อนอยากได้ยิน
ทว่า ลึกลงไปในใจเขารู้ว่าในสิ่งที่หล่อนพูดนั้นมันก็เป็ความจริงอยู่ เพียงแต่ว่าเขาไม่เคยคิดที่จะเก็บหล่อนมาสะสมไว้ในกรุสมบัติเท่านั้น
เขามีเงินมากพอที่จะซื้อหาความสุขให้กับตนเองได้เพียงแต่ไม่้าสู้ราคากับใครอย่างที่สุภาพบุรุษทั้งหลายในแวดวงเดียวกันกระทำอยู่เท่านั้น
ทั้งนี้เพราะเขาไม่มีที่ดินมากมายให้เช่า อันเป็หลักประกันถึงรายรับประจำปีไม่ได้มีคฤหาสน์หลังใหญ่ที่จะต้องทะนุบำรุงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเขาจึงมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าคนอื่นๆ จำนวนคนรับใช้ที่บ้านในกรุงลอนดอนก็มีไม่มากและเขามีม้าไว้สำหรับขี่เที่ยวเพียงแค่สองตัวเท่านั้น
ส่วนใหญ่แล้ว เขาจะมีความสุขอยู่ตามบ้านเพื่อนฝูงมากกว่า...
อีกประการหนึ่ง เ้าของบ้านทุกหลังย่อมพร้อมจะสนิทสนมกับบุคคลที่ไม่มีภาระผูกพันโดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหนุ่มรูปงามมีชื่อเสียงโด่งดังเช่น ลอร์ด อลิสแตร์ ดังนั้นบัตรเชิญจึงหลั่งไหลเข้าสู่มือเขาไม่เว้นวัน เมื่อเป็เช่นนี้เขาจึงต้องจ้างเลขานุการไว้เป็พิเศษ เพื่อช่วยตอบจดหมายและอื่นๆโดยให้ทำงานเพียงวันละสองชั่วโมง
เมื่อเขามีเลขานุการที่คอยจัดรายการนัดหมายต่างๆให้มีต้นห้องที่คอยรับใช้ดูแลใกล้ชิด มีพ่อครัวฝีมือเอกไว้ทำอาหารให้กินเมื่อเขาอยู่บ้าน ชีวิตของลอร์ด อลิสแตร์ ย่อมน่าอิจฉาไม่น้อยเลย
ไม่มีประตูบ้านหลังใดในกรุงลอนดอนที่จะไม่เต็มใจเปิดออกต้อนรับเขาที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ในบ้านทุกหลังที่เขาได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งนั้นมักจะมีสาวสวยที่เต็มอกเต็มใจดูแลไม่ให้เขาต้องเปลี่ยวเหงาอยู่เพียงลำพังในยามราตรีเลย
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง พรินซ์ ออฟ เวลส์ได้รับสั่งกับเขาว่า
“เรารู้ว่าท่านเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก แต่ให้ตายสิ อลิสแตร์เรารู้สึกอยู่ตลอดเวลาเลยนะว่าท่านมีชีวิตที่เปี่ยมด้วยความสุขยิ่งกว่าเราหลายเท่านัก...!”
ลอร์ดอลิสแตร์หัวเราะด้วยความขบขัน...ก่อนจะสนองตอบต่อรับสั่งนั้นว่า
“แต่ข้าพระพุทธเ้ากลับคิดว่าจะต้องมีบุคคลอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่อยากจะอยู่ในตำแหน่งนี้ของใต้ฝ่าพระบาทนะพระเ้าค่ะ”
“แล้วท่านล่ะ เป็คนหนึ่งในจำนวนนั้นด้วยหรือเปล่า...?”
พรินซ์ ออฟ เวลส์ ทรงย้อนถาม
“โอ...ไม่ละพระเ้าค่ะเพราะข้าพระพุทธเ้ารู้ดีว่าในตำแหน่งที่ทรงดำรงอยู่นี้ใต้ฝ่าพระบาทต้องทรงแบกรับภาระหน้าที่หนักหนาสาหัสขนาดไหนพระเ้าค่ะ”
“ซึ่งนั่นเป็ความจริงอย่างที่สุดซึ่งทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่ามันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย”
เ้าชายรับสั่งด้วยพระพักตร์บึ้งตึงอย่างไม่สบพระทัย
“บอกตามตรงนะอลิสแตร์ว่าเราอิจฉาท่านจริงๆ...ว่าแต่ท่านเคยรู้บ้างหรือเปล่าล่ะ ว่าเราอิจฉาท่านอยู่ตลอดเวลาน่ะ?”
ลอร์ด อลิสแตร์ ได้แต่หัวเราะอย่างขบขันแต่ลึกลงไปในใจเขารู้ซึ้งถึงความหมายในรับสั่งประโยคนั้นของเ้าชายอยู่
ขณะเดียวกัน ในตอนนั้นเขายังคิดต่อไปอีกด้วยว่าตนเองช่างเป็บุคคลโชคดีอะไรเช่นนี้ที่ทุกวันนี้ยังครองความเป็โสด ใช้ชีวิตอิสระปราศจากข้อผูกพันกับสตรีนางใดอยู่ได้ทั้งเขาก็ไม่ใช่บุคคลที่มีอารมณ์แปรปรวนไม่แน่นอน อยู่ตลอดเวลาเช่นเ้าชายอีกด้วย
ในสัมพันธ์สวาททุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัมพันธ์สวาทที่ทรงมีต่อมิสซิส ฟิทเชอเบิร์ทเ้าชายทรงแสดงออกอย่างคล้อยตามอารมณ์ที่บังเกิดในยามนั้นๆ ไปเสียทุกบททุกตอนยิ่งเสียกว่าที่นักเขียนบทละครรังสรรค์ขึ้นจากจินตนาการเสียด้วยซ้ำ
เ้าชายถึงกับเคยกันแสง เอามีดแทงพระองค์ถึงกับทรงขู่ใครทุกคนว่าจะทรงฆ่าตัวตายถ้าความรักของพระองค์ไม่ได้รับสนองตอบ
แต่ลอร์ด อลิสแตร์ คิดว่าตนเองพอจะล่วงรู้ในเหตุผลว่า เพราะเหตุใดพรินซ์ ออฟ เวลส์ จึงเสกสมรสกับมิสซิสฟิทเชอเบิร์ท อย่างเป็ความลับเหตุผลประการสำคัญที่ทำให้ทรงฝืนโบราณราชประเพณีและทรงมีอคติต่อตำแหน่งองค์รัชทายาทที่ทรงดำรงอยู่ก็เพราะไม่ทรงปรารถนาในราชบัลลังก์แม้แต่น้อย
และเนื่องจากเขาได้เห็นตัวอย่างของความผิดพลาดในการตัดสินพระทัยของพรินซ์ออฟ เวลส์ นั่นเองที่ทำให้ลอร์ด อลิสแตร์ ยิ่งมีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีวันเผยความรู้สึกของตนเองให้ใครได้รู้จนกว่าเขาจะเชื่ออย่างหมดจิตหมดใจเสียก่อน ว่าความรู้สึกที่เกิดอยู่กับเขานั้นมันเป็ความรู้สึกแท้จริง
แม้แต่ในยามที่ตกอยู่ในบ่วงเสน่หาอันแรงร้อน...ลอร์ด อลิสแตร์ก็ยังมีสติพอที่จะบอกตัวเองว่า ความรู้สึกที่เกิดอยู่กับตนเองในขณะนั้นมันเป็เพียงความรู้สึกทางอารมณ์ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกนั้นก็จะจืดจางและเลือนหายไปในที่สุดไม่ใช่ความรักในอุดมคติเช่นที่เขาปรารถนาความรู้แบบที่เขาเฝ้าบอกกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่ามันจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับตัวเขาแน่