บทที่ 53 ทั้งหมดคือแบบแผน
หลังจากเข้าถึงวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง สภาวะของฉินชูก็เปลี่ยนไป ร่างกายของเขาในตอนนี้ตกอยู่ในสภาวะที่เป็นเหมือนกระบี่หนึ่งเล่ม จิตของเขาและกระบี่หลอมเป็นหนึ่ง นอกจากนี้ยังเข้าถึงพลังของเจตจำนงแห่งวิถีกระบี่อีกด้วย
ภายใต้ทั้งสองสภาวะนี้ ทำให้ฉินชูดึงพลังของเคล็ดวิชากระบี่กายสิทธิ์ออกมาได้เต็มที่ แต่ละกระบวนท่าล้วนรวดเร็วเฉียบคม พละกำลังทางร่างกายแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ การโจมตีรุนแรงทรงพลังมากพอที่จะต่อกรกับกระบี่ที่ถูกเงาร่างมายาควบคุม
หลังจากโจมตีกลับสองสามครั้ง ฉินชูเริ่มรุดหน้าไปหนึ่งก้าว ฟาดฟันกระบี่ที่ถูกเงาร่างมายาควบคุมต่ออีกสองสามครั้ง ก็รุดหน้าไปอีกหนึ่งก้าว
“ไม่เข้าพวก...ต่อให้ตอนนี้ข้าไม่เข้าพวก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าต้อยต่ำ คิดว่าข้ากลัวกระนั้นหรือ” มวลความดุดันแผ่ซ่านออกมาตามร่างกาย ตอนนั้นเขากล้าสู้กับอสูรพยัคฆ์อย่างไร ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นใคร ตอนนี้ก็ยังกล้าสู้อยู่อย่างนั้นไม่ต่างกัน
และแล้วเงาร่างมายาก็หยุดควบคุมกระบี่ มือสะบัดเบาๆ ขึ้นหนึ่งครั้ง หอบพลังไร้รูปร่างพลันซัดกระแทกฉินชูลอยกระเด็นไปที่ประตูตำหนักและล้มหมอบลงบนพื้น
ฉินชูยันกระบี่ลุกขึ้นยืน ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ “เจ้าไม่สู้ตามแบบแผน”
“แบบแผนอะไร ผู้ใดกำหนดแบบแผนที่จะใช้สู้กับเจ้า นี่คือแบบแผนการต่อสู้ของข้า เป็นเพียงผู้เยาว์อย่าริอ่านอวดเบ่ง” เงาร่างมายาสะบัดขึ้นอีกหนึ่งครั้ง จากนั้นกระบี่ที่ลอยอยู่ในอากาศก็พุ่งเข้าฝัก
ฉินชูหมดคำจะพูด เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เข้าตาเงาร่างมายานี้เท่าไร
“มีเลือดศักดิ์สิทธิ์สถิตร่าง ร่างกายทรงพลังไร้เทียมทาน บรรลุวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง กระบวนท่ากระบี่พื้นฐานแน่นไร้ช่องโหว่ เข้าถึงพลังเจตจำนงแห่งวิถีกระบี่ นับว่าเป็นผู้ที่คู่ควรที่จะดำรงอยู่ในวิถีกระบี่อย่างแท้จริง หน่วยก้านไม่เลว ใจกล้าบ้าบิ่น นับว่าเป็นพรสวรรค์ที่หายากเหลือเกิน แต่น่าเสียดาย ข้าไม่ได้มองหาผู้สืบทอดอย่างเจ้า วิถีกระบี่ของเจ้าขัดกับปณิธานของข้า” เงาร่างมายาพูดขึ้น
ฉินชูคลี่ยิ้ม “ข้าไม่สน ข้าแค่ต้องการขัดเกลาวิถีกระบี่ของตัวเอง”
พูดจบ ฉินชูก็หันไปมองซั่งซูอวี๋ จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากตำหนัก ในเมื่ออีกฝ่ายพูดออกมาแบบนั้น เขาก็จะไม่รบเร้า
“ท่านอาวุโส เขามีพรสวรรค์ที่หายากยิ่งนัก” ซั่งซูอวี๋หันไปพูดกับเงาร่างมายา
“ข้ารู้ แต่พรสวรรค์ของเขาไม่เหมาะกับวิถีกระบี่ของข้า ผู้ฝึกตนที่บรรลุวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงได้หายากยิ่ง หากเขาค่อยๆ ฝึกฝนต่อไป จะต้องขัดเกลาวิถีกระบี่อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้แน่นอน” เงาร่างมายาเอ่ยขึ้น
“แล้วการที่เขาฝึกฝนเคล็ดวิชากระบี่ของคนอื่นแบบนี้จะส่งผลอะไรกับวิถีกระบี่ของเขาในอนาคตหรือไม่” ซั่งซูอวี๋ทอดสายตามองตามหลังฉินชูออกไปนอกตำหนัก
เงาร่างมายาส่ายหน้า “ไม่ เคล็ดวิชาที่เขาฝึกเป็นเพียงกระบวนท่ากระบี่เท่านั้น นั่นเป็นเพียงขั้นตอนการเรียนรู้และซึมซับเอาแก่นสารจากเคล็ดวิชากระบี่ของผู้อื่น ซึ่งไม่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีกระบี่ของเขาแต่อย่างใด แต่วิถีกระบี่ของข้า เป็นวิถีกระบี่ที่ตกผลึกโดยสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นข้าจึงไม่อาจถ่ายทอดให้เขาได้”
หลังจากได้ยินร่างเงามายาพูดขึ้น ซั่งซูอวี๋ก็นิ่งเงียบลง
“ดูเหมือนเจ้าจะเป็นสตรีที่มีความทะเยอทะยานเช่นกัน จงอย่ากังวล หากวันหนึ่งเจ้าหยั่งถึงวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงได้ และหากเจ้าได้รับถ่ายทอดวิชาจากข้าไป วิถีกระบี่ของเจ้าที่ผ่านมาจะถูกขัดเกลาให้บริสุทธิ์ยิ่งกว่าเดิม สักวัน เจ้าจะสามารถคิดค้นวิถีกระบี่ของตัวเองได้เช่นกัน” เงาร่างมายามองหน้าซั่งซูอวี๋พร้อมกับพูดอ่านใจซั่งซูอวี๋ออกมา
หากซั่งซูอวี๋ได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากเงาร่างมายา เท่ากับว่านางจะกลายเป็นผู้สืบทอดวิชานั้น ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อวิถีกระบี่ของตัวเองในอนาคต ดังนั้น ต่อให้วิชาเงาร่างมายาจะล้ำค่าหายากแค่ไหน นางก็ยังรู้สึกลังเลอยู่
หลังจากพูดจบ เงาร่างมายาก็หายตัวมาโผล่ด้านหน้าซั่งซูอวี๋ ปลายนิ้วชี้พลันแตะที่หว่างคิ้วของซั่งซูอวี๋อย่างไม่บอกกล่าว
ผ่านไปสักพักใหญ่ เงาร่างมายาจึงถอยกลับ จากนั้นร่างเงาก็ค่อยๆ จางลงอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าประทับวิชาสืบทอดของข้าลงในสติปัญญาของเจ้าแล้ว อาจจะไม่เหมาะสมกับเจ้าทั้งหมด แต่จงเลือกฝึกฝนให้เข้ากับตัวเองแล้วกัน” เงาร่างมายาพูดกับซั่งซูอวี๋
ซั่งซูอวี๋โค้งคำนับให้เงาร่างมายาที่ถ่ายทอดวิชาให้แก่นางด้วยความเคารพ
“ไอ้หนูเจ้าเล่ห์ ยังอยากลองดีอีกหรือ” เงาร่างมายาตะโกนออกไปด้านนอกตำหนัก
ฉินชูยืนอยู่ด้านนอกตำหนักไม่ขยับ การที่เขาไม่ยอมไปไหนก็เพราะกำลังรอซั่งซูอวี๋อยู่
ทันใดนั้น มวลพลังคล้ายฝ่ามือไร้รูปทรงก็พุ่งเข้ามาลากฉินชูเข้ามาด้านในตำหนัก “เป็นเพียงผู้น้อย แต่ใจกล้าไม่เจียมตัว”
ฉินชูไม่โต้ตอบ เขาไม่มีพลัง ดังนั้นตอนนี้ทำได้แค่ปล่อยผ่าน
“กระบี่เล่มนี้ของข้าถือว่าเป็นของดีไม่เบา เจ้าอยากได้หรือไม่” เงาร่างมายามองฉินชู
“ขอท่านอาวุโสโปรดเสนอเงื่อนไขขึ้นมาได้เลย” ฉินชูรู้ดีว่าไม่มีของดีที่ไหนที่ได้มาโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน
“เงื่อนไข? ข้าไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน แต่ในเมื่อเจ้าเสนอขึ้นมาแบบนี้ เช่นนั้นพวกเราลองต่อรองกันสักหน่อยก็ย่อมได้ ข้าคือใคร พวกเจ้าน่าจะรู้จัก ข้าคือผู้ก่อตั้งที่แห่งนี้และเป็นคนจากสำนักชิงหยุนเหมือนกับพวกเจ้า ดังนั้นจึงมีปณิธานอยากให้สำนักชิงหยุนสืบทอดต่อไปตลอดกาล แต่ข้าไม่อยากบังคับอะไรพวกเจ้านัก เพียงหวังว่าพวกเจ้าจะสร้างคุณูปการให้สำนักชิงหยุนตามแต่กำลังของพวกเจ้าก็พอ” เงาร่างมายาพูดขึ้น
“ข้าไม่มีปัญหา ท่านอาวุโสจงอย่าคิดว่าข้าจะทำเพื่อสำนักตามกำลังที่ทำไหว คนอย่างข้ามีแต่ทำอย่างสุดกำลังเท่านั้น” ฉินชูเดินมาด้านหน้ากระบี่ของร่างเงามายา จากนั้นก็เอื้อมมือออกไปชักกระบี่ออกจากฝัก
“กระบี่เล่มนี้เป็นศัสตราขั้นที่เจ็ดที่มีจิตวิญญาณกระบี่สถิตอยู่ อาจเป็นเพราะข้ามีจิตสังหารรุนแรงเกินไป ทำให้จิตวิญญาณกระบี่ที่ก่อเกิดในศัสตราชิ้นนี้อัดแน่นไปด้วยจิตสังหาร หลังจากบรรลุวิถีกระบี่ของตัวเองจนสำเร็จ ข้าพบว่าคุณสมบัติของกระบี่เล่มนี้ไม่เหมาะกับข้าอีกต่อไป เพราะจิตสังหารในกระบี่เล่มนี้รุนแรงขึ้นตามกาลเวลา มันเริ่มกลายเป็นกระบี่สังหารที่ชั่วร้ายขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ข้าจำเป็นต้องฆ่าจิตวิญญาณชั่วร้ายของกระบี่เล่มนี้ทิ้งอย่างจนปัญญา ข้าไม่รู้ว่าจิตวิญญาณกระบี่ที่จะก่อเกิดขึ้นใหม่หลังจากนี้จะเป็นเยี่ยงไร ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับปณิธานของเจ้า ตัวเจ้าจะเป็นคนกำหนดวิถีกระบี่ของตัวเอง” เงาร่างมายามองฉินชูที่กำลังชักกระบี่ออกจากฝักพลางพูดขึ้น
“ท่านอาวุโสโปรดวางใจ ผู้เยาว์จะไม่ทำให้ผิดหวัง ขอท่านอาวุโสหลับให้สบาย” ฉินชูสะพายกระบี่ขึ้นหลัง
“หึ ข้าอยากเห็นวันที่เจ้าทำให้ข้าผิดหวังเสียจริง คนอย่างข้าไม่มีวันตาย ดังนั้นมีเวลาเหลือเฟือ ร่างที่เจ้าเห็นในตอนนี้เป็นเสี้ยวพลังวิญญาณของข้าที่ทิ้งไว้ที่นี่ หากร่างที่แท้จริงของข้าตาย เสี้ยวพลังวิญญาณนี้จะสลายหายไปทันที เข้าใจหรือไม่” เมื่อได้ยินคำพูดของฉินชู เงาร่างมายาก็พูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
ฉินชูถอยหลังไปสองก้าว เดิมทีเขาคิดว่าเงาร่างมายาด้านหน้าเป็นเสี้ยววิญญาณชิงหวางที่เหลือทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ แต่ความจริงที่ได้ยินกลับเป็นอีกอย่าง
“เรื่องที่ข้าควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว พวกเจ้ากลับไปเถอะ” เงาร่างมายาปัดมือไล่ จากนั้นร่างเงาก็ค่อยๆ เลือนรางจนหายไปในที่สุด
ซั่งซูอวี๋หันไปมองฉินชู ดวงตาสะสวยคู่นั้นกวาดมองพินิจ นางรู้ดีว่าฉินชูมีพรสวรรค์สูงส่ง แต่นางนึกไม่ถึงว่าฉินชูจะสามารถคิดค้นวิถีกระบี่ของตัวเองขึ้นมาได้อย่างที่ชิงหวางบอก
“ซั่งซูอวี๋ เจ้าคิดจะทำอะไรอีก” ฉินชูถอยหลังออกห่างหนึ่งก้าว เขาเริ่มระแวงซั่งซูอวี๋ขึ้นมา ผู้หญิงคนนี้สวยงดงามจนแทบหยุดหายใจยามที่พบเห็นก็จริง แต่ท่าทางของนางเยือกเย็นจนฉินชูไม่กล้าเข้าใกล้
“ไม่มีอะไร ข้าได้รับสืบทอดวิชามา เจ้าได้ป้ายลัญจกรกับศัสตราของชิงหวางมา ถือว่ายุติธรรม” ซั่งซูอวี๋พูดขึ้น
“ในเมื่อศิษย์พี่อย่างเจ้าเห็นว่ายุติธรรม ก็จงหยุดมองข้าด้วยสายตาเยือกเย็นแบบนั้นได้แล้ว” ฉินชูพูดกลับ
ซั่งซูอวี๋ไม่พูดอะไร นางโค้งคำนับไปที่ด้านในตำหนัก จากนั้นค่อยออกมาด้านนอก
ฉินชูลังเลพักหนึ่งก่อนทำตามนาง
“ฉินชู เจ้ารู้จักเลือดศักดิ์สิทธิ์หรือไม่” เมื่อออกมาด้านนอก อยู่ๆ ซั่งซูอวี๋ก็ถามฉินชูขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย