เทพอสูรกลืนตะวัน

    บทที่ 35 : มุ่งสู่ตำหนักคุมกฏ

    หุบเขาร้อยอสูร



    ฟุบ ๆ ๆ



    หลังจากที่เกิดแรงระเบิดขนาดใหญ่ขึ้นไม่นานนักเหล่าคนจากตำหนักคุมกฏก็ปรากฏตัวขึ้นบริเวณที่เกิดเหตุพร้อมกับสำรวจรอบ ๆ



    ''ผู้เฒ่าหวางจากที่สำรวจบริเวณนี้แล้วพบว่าน่าจะเกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างศิษย์คนหนึ่งกับอสรพิษเกล็ดดาราขอรับ''



    เมื่อผู้เฒ่าหวางไดยินดังนั้นก็ลูบเคราของเขาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ



    ''ศิษย์คนหนึ่งงั้นรึ ?''



    หลังจากขบคิดอยู่สักพักผู้เฒ่าหวางก็พูดขึ้น



    ''แล้วพวกเจ้าพบอะไรบ้าง ?''



    ศิษย์คนหนึ่งได้ยินคำถามก็เดินเข้ามาพร้อมกับยื่นป้ายศิลาและกระเป๋าหนังสัตว์ให้กับผู้เฒ่าหวาง



    ''ครับผู้เฒ่า เมื่อครู่ข้าไปตรวจสอบบริเวณรอบ ๆ พบกับเศษซากของอสรพิษเกล็ดดารา กับป้ายศิลาประจำตัวของศิษย์คนหนึ่ง และกระเป๋าหนังสัตว์ที่เก็บสมุนไพรกับสิ้นส่วนของหมาป่า กับหมีขาวครับซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นของคนที่สู้กับอสรพิษเกล็ดดาราขอรับ''



    (เปลี่ยนจากป้ายประจำตัว เป็นป้ายศิลาประจำตัวแทน)



    เมื่อผู้เฒ่าหวางรับป้ายศิลานั้นมาก็ตรวจสอบทันที



    ''ศิษย์ใน เจียงเฉินงั้นรึ ? พวกเจ้ารู้จักไหม ?''



    ทันทีที่เหล่าศิษย์ได้ยินคำถามก็ส่ายหน้าทันทีพร้อมกับศิษย์คนหนึ่งที่พูดขึ้น



    ''เมื่อไม่กี่วันก่อนทางสำนักได้เปิดรับศิษย์ใหม่เข้ามา คาดว่าเจียงเฉินคนนี้อาจจะเป็นหนึ่งในศิษย์ใหม่เหล่านั้นก็เป็นได้นะครับผู้เฒ่าหวาง''



    ผู้เฒ่าหวางได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อย



    ''แล้วพวกเจ้าพบอะไรอื่นนอกจากศิลาประจำตัวกับของพวกนี้หรือไม่ ?''



    ''ไม่เลยครับ นอกจากป้ายศิลาประจำตัวนี่กับกระเป๋าหนังและเศษซากที่กระจัดกระจายของอสรพิษเกล็ดดาราแล้วไม่มีอย่างอื่นเลยครับ''



    ''แล้วตัวศิษย์คนนั้นหล่ะ เจ้าพบเขาหรือไม่ ?''



    ''ไม่เลยครับ พวกข้าค้นหาบริเวณรอบนอกแล้วก็ไม่พบเลยราวกับว่าเขานั้นออกจากที่นี้ทันทีที่จบการต่อสู้ แต่นั่นก็แสดงว่าเขานั้นมีทักษะการเคลื่อนที่ที่ยอเเยี่ยมเป็นอย่างมากเลยครับ''



    ผู้เฒ่าหวางได้ยินก็พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย



    ''ช่างน่าเสียดายนักที่ข้านั้นไม่อาจพบตัวศิษย์ที่โดดเด่นเช่นนี้ได้ในตอนนี้ แต่นั่นก็คงในอีกไม่ช้าเป็นแน่''



    ...................................................................................



    ทางด้านของเจียงเฉินนั้นในตอนนี้กำลังนั่งดูดซับปราณที่เหลืออยู่ในแกนอสูรของอสรพิษเกล็ดดารา พร้อมกับดูดซับพิษของมันให้กลายเป็นพลังของตัวเอง

    เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ จนแม้แต่ตัวของเจียงเฉินเองก็ยังไม่รู้ว่ามันผ่านไปกี่วัน หรือกี่เดือนแล้ว



    จนในที่สุดดวงตาของเจียงเฉินก็เปิดออกเผยให้เห็นดวงตาสีเขียวมรกรตสดใสราวกับพร้อมที่จะมองทะลุทุกสิ่งอย่าง



    เจียงเฉินลุกขึ้นอย่างใจเย็นก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ



    ''ข้าหลับไปนานเพียงไหนกัน ? ราวกับเวลาผ่านไปนานนับร้อยปี''



    หลังจากนั้นเจียงเฉินก็ฝึกฝนอีกเล็กน้อยเพื่อควบคุมพลังของตนเอง



    ฟู่ ~



    คลื่นพลังอันมหาศาลได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของเจียงเฉินแสดงให้เห็นว่าเขานั้นพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นนึงแล้ว 



    ''4ปีที่ผ่านมาในที่สุดข้าก็สามารถควบคุมพลังของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แล้ว และยังสามารถบรรลุถึงขั้นที่ 4 ของปราณปฐพีแล้วด้วยดู''



    ในตอนนี้เจียงเฉินสามารถที่จะควบคุมพลังของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แต่ถึงเจียงเฉินจะใช้เวลาไปถึง 4 ปีแต่เจียงเฉินก็ยังไม่สามารถที่จะควบคุมพลังของเขาในตอนที่ใช้พลังของหัวใจแห่งพฤกษาได้อย่างสมบูรณ์ทำให้เขามักที่จะไม่สามารถควบคุมตัวเองและทำลายสิ่งรอบข้างอยู่บ่อยครั้งในตลอด 3 ปีที่ผ่านมา


    (3 ปี ด้านในจะเท่ากับ 1 วันข้างนอกนะครับ)



    เจียงเฉินตัดสินใจจะออกไปส่งภาระกิจที่ได้รับมาจากตำหนักภาระกิจและนำแต้มไปแลกกับสมุนไพรเพื่อนำมาปรุงเม็ดยา แต่เมื่อเขาสำรวจอย่างละเอียดอีกทีก็พบว่ากระเป๋าหนังที่เขาเอาไว้ใส่ชิ้นส่วนสัตว์กับสมุนไพรได้หายไปเสียแล้วพร้อมกับป้ายศิลาประจำตัวด้วยเช่นกัน



    ''ให้ตายเถอะ ! มันคงจะตกตอนที่ปะทะกับอสรพิษเกล็ดดาราครั้งนั้น''



    เจียงเฉินตัดสินใจออกจากดินแดนพฤกษาอมตะและกลับไปยังสถานที่ที่เจียงเฉินสู้กับอสรพิษเกล็ดดาราครั้งก่อนเพื่อหาป้ายศิลาประจำตัว 



    เมื่อออกมาและค้นหาพื้นที่โดยรอบเจียงเฉินก็พบว่าบริเวณรอบ ๆ นั้นถูกเก็บกวาดไปหมดเรียบร้อยแล้วทำให้ทุกอย่างถูกเก็บไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นดังนั้นเจียงเฉินจึงได้แต่ถอนหายใจและเดินคอตกกลับไปยังสำนักเพื่อสอบถามถึงป้ายศิลาของเขา



    ระหว่างทางเจียงเฉินก็พบเจอกับผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่งมากมายเจียงเฉินคาดว่าคนพวกนั้นคงมาป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรจากเขต 3 ออกมาเพิ่มอีกไม่งั้นคงจะเดือดร้อนกันทั้งสำนักเป็นแน่



    ไม่นานนักเจียงเฉินก็เดินมาถึงพื้นที่ส่วนกลางของสำนักโชคยังดีที่เจียงเฉินยังมีเข็มกลัดเพื่อแสดงถึงตัวตนของเขาในสำนักไม่อย่างงั้นเจียงเฉินคงถูกกันออกจากพื้นที่ของสำนักโดยเหล่ายามเฝ้าประตู



    ในระหว่างทางเจียงเฉินก็ได้ยินเรื่องการจู่โจมของสัตว์อสูรระดับปราณฟ้าที่หลุดออกมาจากเขต 3 จากศิษย์คนอื่นแต่สิ่งที่ทำให้เจียงเฉินรู้สึกตกใจจริง ๆ นั่นก็คือเรื่องที่หัวหน้าตำหนักคุมกฏกำลังตามหาตัวศิษย์ที่ชื่อเจียงเฉินอยู่นั้นทำให้ตัวเขารู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย



    แต่ถึงอย่างงั้นเจียงเฉินก็ต้องไปยังตำหนักคุมกฏอยู่ดีเพราะป้ายศิลาประจำตัวของเขาได้หายไปและการที่ได้ไปพูดคุยกับหัวหน้าตำหนักคุมกฏอาจช่วยอะไรเขาเรื่องนี้ได้ไม่มากก็น้อย



    'อย่างแย่สุดข้าก็คงอาจจะถูกถีบออกจากสำนักหล่ะนะ คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้ได้หรอก'