ณ ห้องตำราส่วนตัวของเสนาบดีเซี่ยจิ้งหง กลิ่นหมึกชั้นดีและกระดาษเก่าลอยอวลอยู่ในอากาศอันเงียบสงบ บนโต๊ะไม้จันทน์แดงตัวใหญ่กลางห้อง ของล้ำค่าสองสิ่งถูกคลี่วางแผ่ไว้เต็มพื้นที่ แสงตะวันที่สาดส่องลอดบานหน้าต่างเข้ามา อาบไล้
“ภาพวาดมังกรทะยานเมฆพู่กันเดียว” และ “กลอนตุ้ยเหลียน” อักษรทรงพลัง ให้ยิ่งดูเจิดจรัสและเปี่ยมด้วยบารมีจนน่าเกรงขาม
เสนาบดีเซี่ยยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าสมบัติทั้งสองชิ้นนั้นเป็นเวลานาน สองมือไพล่ไว้ด้านหลัง สายตาของท่านไล่มองทุกตวัดปลายพู่กันของปรมาจารย์ทั้งสองด้วยความชื่นชมอย่างสุดซึ้ง ยิ่งชื่นชม...ก็ยิ่งรู้สึกเสียดายจนจับขั้วหัวใจ
“ของล้ำค่าถึงเพียงนี้...สมบัติที่แม้แต่เชื้อพระวงศ์ยังต้องใฝ่หา...” ท่านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความขุ่นข้องหมองใจ “...เหตุใดต้องตกไปอยู่ในมือของคนสกุลฉินด้วย!”
เซี่ยหยางที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลัง ก้าวขึ้นมาเบื้องหน้าเล็กน้อย “ท่านพ่อ...เรื่องนี้เป็นเพราะลูกได้ให้สัตย์วาจาไว้ ว่าจะหาของกำนัลไปขอขมาสกุลฉิน การรักษาคำพูดคือคุณธรรมพื้นฐานของวิญญูชน อีกทั้งยังเป็นการรักษาหน้าตาของสกุลเซี่ย และหลีกเลี่ยงการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็นนะขอรับ”
“ศัตรูรึ!” เสนาบดีเซี่ยหันขวับมาเผชิญหน้ากับบุตรชาย แววตาของท่านพลันแข็งกร้าวขึ้น “เจ้าคิดว่าสกุลเซี่ยของเราต้องไปเกรงกลัวผู้ใด..! บิดาของเจ้าคือเสนาบดีกรมพิธีการ! สหายของเจ้าคือบุตรชายแม่ทัพใหญ่! และบัดนี้ตัวเจ้าเองก็ยังเป็นที่โปรดปรานของสองปรมาจารย์แห่งซงซาน! แค่สกุลฉิน...เจ้าจะไปหวาดหวั่นอะไรกับมัน!”
น้ำเสียงของเสนาบดีเซี่ยเต็มไปด้วยอำนาจและความไม่พอใจ.! เขายอมรับไม่ได้ที่จะต้องสูญเสียสมบัติระดับแคว้นเช่นนี้ไป เพียงเพื่อ “รักษาหน้า” ให้กับตระกูลขุนนางที่ด้อยกว่า!
เซี่ยหยางยังคงสงบนิ่ง เขาไม่ได้โต้เถียงด้วยอารมณ์ แต่กลับกล่าววาจาเปรียบเปรยอย่างนุ่มนวล “ท่านพ่อ...แม้นกอินทรีจะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ยังต้องการต้นไม้ใหญ่ไว้ทำรัง...หากวันใดพายุใหญ่โหมกระหน่ำจนต้นไม้รอบด้านโค่นล้มไปหมดสิ้น เหลือเพียงต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้านลมอยู่เพียงลำพัง...ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด ก็ย่อมมีวันที่จะต้านทานแรงมรสุมไม่ไหว...สกุลเซี่ยเรายิ่งใหญ่ แต่ก็มิควรสร้างศัตรูเพิ่มโดยไม่จำเป็นนะขอรับ การยอมเสียสละเล็กน้อยเพื่อแลกกับความสงบในระยะยาว..ลูกเห็นว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่า”
คำพูดนั้นมีเหตุผล...แต่เมื่อเสนาบดีเซี่ยหันกลับไปมองภาพวาดมังกรอันทรงพลังนั้นอีกครั้ง...ความเสียดายก็ท่วมท้นขึ้นมาจนบดบังเหตุผลทั้งปวง!
บรรยากาศในห้องพลันตึงเครียดขึ้น...สัมผัสได้ถึงความคิดที่แตกต่างกันสุดขั้วของสองพ่อลูก
ทันใดนั้น...สายตาของเซี่ยหยางพลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งบนโต๊ะทำงานของบิดา...มันคือม้วนราชโองการที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน...บนม้วนนั้นมีตราประทับครั่งสีแดงสดขององค์จักรพรรดิประทับอยู่อย่างเด่นชัด ภาพของมังกรห้าเล็บที่ขดตัวอย่างน่าเกรงขามบนตราประทับนั้น...พลันจุดประกายความคิดบางอย่างขึ้นในใจของเขา!
‘อำนาจ...บารมี...ผู้ที่อยู่เหนือคนทั้งปวง...ใช่แล้ว!’ จิตวิญญาณของเสิ่นอี้พลันสว่างวาบ ‘เหตุใดเราต้องเจรจากับคู่แข่ง...ในเมื่อเราสามารถยื่นเรื่องต่อประธานกรรมการสูงสุดได้โดยตรง!’
แววตาของเซี่ยหยางเปลี่ยนไป! จากความเยือกเย็น...บัดนี้กลับทอประกายแห่งความหลักแหลมและเจ้าเล่ห์ขึ้นมาอย่างฉับพลัน!
“ท่านพ่อ” เขากล่าวขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้น้ำเสียงกลับเปลี่ยนไป “บางที...ที่ท่านพูดก็มีเหตุผล...ของล้ำค่าเช่นนี้ หากมอบให้สกุลฉินไป ก็ดูจะไม่สมเกียรติของท่านปรมาจารย์ทั้งสองจริงๆ”
เสนาบดีเซี่ยหันมามองบุตรชายด้วยความประหลาดใจ
เซี่ยหยางกล่าวต่อ “ทว่า...หากเราเก็บของสองสิ่งนี้ไว้กับตัว...ก็เปรียบเสมือนการถือ ‘เผือกร้อน’ ไว้ในมือ ข่าวที่ลูกได้รับของรางวัลนี้มาต้องดังไปทั่วเมืองหลวงแล้วเป็นแน่ หากเราเก็บไว้เอง ย่อมต้องมีผู้คนมากมายที่อิจฉาริษยาและหาทางมาช่วงชิงไปในภายภาคหน้า อาจนำภัยมาสู่สกุลเราได้อย่างไม่คาดคิด”
“แล้วเจ้าจะให้ทำอย่างไร!” เสนาบดีเซี่ยเริ่มหงุดหงิด
เซี่ยหยางยิ้ม...เป็นรอยยิ้มของพญาหงส์ที่กำลังจะพลิกกระดานหมากทั้งกระดาน!
“ของที่ล้ำค่าเกินไปจนไม่อาจเก็บไว้ได้...และสูงส่งเกินไปจนไม่อาจมอบให้ผู้อื่น...” เขาหยุด...แล้วจ้องมองเข้าไปในดวงตาของผู้เป็นบิดา
“...ก็ย่อมคู่ควรแก่ผู้เดียวในใต้หล้า...นั่นคือ...ฝ่าบาท...องค์จักรพรรดิพ่ะย่ะค่ะ!”
สิ้นคำนั้น...ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางห้อง!
เสนาบดีเซี่ยยืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ...สมองของขุนนางผู้ช่ำชองในเกมการเมืองกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว...ถวายให้ฮ่องเต้รึ? การถวายของสิ่งนี้...จะทำให้ฮ่องเต้พอพระทัยอย่างยิ่ง...เป็นการสร้างความดีความชอบที่ยิ่งใหญ่...จากนั้น...ก็ทูลขอของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ...เพื่อนำไปมอบให้สกุลฉิน...ของพระราชทาน! ใช่แล้ว! ของพระราชทาน! สกุลฉินไหนเลยจะกล้าปฏิเสธ! ไม่เพียงแต่ไม่ต้องเสียของล้ำค่าไป...แต่ยังได้ทั้งความดีความชอบจากเบื้องสูง...และยังสามารถปิดปากสกุลฉินได้อย่างแนบเนียน!
“ยอดเยี่ยม!”
เสนาบดีเซี่ยเผลอตบโต๊ะดังปัง! นัยน์ตาที่เคยขุ่นมัว บัดนี้กลับเปล่งประกายเจิดจ้าด้วยความตื่นเต้นและชื่นชมอย่างถึงที่สุด!
“เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมที่สุด! หยางเอ๋อร์...เจ้า...เจ้าช่างฉลาดหลักแหลมเกินกว่าที่พ่อเคยคาดคิดไว้มากนัก!” ท่านหัวเราะออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นเสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยความโล่งอก และความภาคภูมิใจ
ความตึงเครียดทั้งหมดพลันมลายหายไป...ถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศแห่งการวางแผนอย่างกระตือรือร้น
“พรุ่งนี้เช้า!” เสนาบดีเซี่ยกล่าวอย่างเด็ดขาด “พ่อจะนำของทั้งสองสิ่งนี้เข้าวังไปพร้อมเจ้าในยามว่าราชกิจ! เราจะทูลเกล้าฯ ถวายของล้ำค่า และทูลขอของพระราชทานเล็กๆ น้อยๆ กลับมา...เพื่อนำไป ‘ขอขมา’ สกุลฉิน!”
บัดนี้...สองพ่อลูกที่เคยมีความคิดแตกต่างกัน...ได้กลับกลายเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว ทั้งสองมองไปยังสมบัติล้ำค่าบนโต๊ะ...ไม่ใช่ด้วยความเสียดายอีกต่อไป...แต่ในฐานะกุญแจดอกสำคัญ...ที่จะไขประตูไปสู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสกุลเซี่ย..!
…..
ยามราตรีโรยตัวปกคลุมนครหลวงฉางอัน... ณ จวนรองเจ้ากรมกลาโหมสกุลฉินนั้น สว่างไสวไปด้วยแสงโคมไฟนับร้อยดวง ขับไล่ความมืดให้เลือนหายไปสิ้น ภายในเรือนรับรองอันโอ่อ่า ปูด้วยพรมขนสัตว์จากเปอร์เซีย กลิ่นกำยานชั้นดีมีราคาลอยอบอวลไปทั่วห้อง สร้างบรรยากาศที่หรูหราและเปี่ยมด้วยอำนาจ
รองเจ้ากรมฉินนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูงตัวใหญ่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับครุ่นคิดถึงเรื่องราววุ่นวายไม่หยุดหย่อน ข้างกายของท่านคือฮูหยินฉินในอาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทองสีแดงสด นางกำลังใช้พัดด้ามจิ๋วพัดเบาๆ พลางบ่นอุบอิบด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
“นี่ก็ล่วงเลยมากี่วันแล้ว! สกุลเซี่ยยังคงเงียบเฉย ไม่ส่งข่าวคราวใดๆ มาเสียที! คิดจะยืดเยื้อให้เรื่องการหมั้นหมายของเราต้องอับอายขายหน้าไปถึงเมื่อใดกัน!”
“ใจเย็นก่อนเถิดฮูหยิน” รองเจ้ากรมฉินกล่าวเสียงเรียบ “เสนาบดีเซี่ยเป็นผู้รักหน้าตายิ่งกว่าสิ่งใด เขาไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปเฉยๆ เป็นแน่”
ฉินเหมยอิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อีกฝั่งหนึ่งก้มหน้าลงเล็กน้อย เมื่อได้ยินเรื่องการหมั้นหมาย ในใจของนางรู้สึกทั้งโกรธและน้อยใจ...โกรธที่เซี่ยหยางบังอาจทำเรื่องน่าอัปยศเช่นนั้น...แต่น้อยใจที่เขาไม่เคยเห็นความงดงามของนางเลย
ทันใดนั้น! เสียงฝีเท้าอันรีบร้อนของพ่อบ้านชราก็ดังขึ้นจากหน้าประตู!
“นายท่าน! นายท่านขอรับ! ข่าวใหญ่! ข่าวใหญ่ขอรับ!”
พ่อบ้านชราฉินวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเขาแดงก่ำ แววตาเบิกกว้างเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นยินดีอย่างที่ปิดไม่มิด!
“มีเรื่องอันใดกันพ่อบ้านฉิน เหตุใดจึงตื่นตระหนกเช่นนี้” ฮูหยินฉินเอ่ยถามอย่างรำคาญใจ
พ่อบ้านชรารีบคุกเข่าลง ประสานมือรายงานด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาด้วยความตื่นเต้น “เรียนนายท่าน ฮูหยิน และคุณหนู! ข้าน้อย...ข้าน้อยเพิ่งได้รับข่าวมาขอรับ! คุณชายใหญ่เซี่ย...คุณชายเซี่ยหยาง...กลับมาถึงเมืองหลวงแล้วขอรับ!”
“อะไรนะ!” ฮูหยินฉินร้องเสียงหลง
รองเจ้ากรมฉินที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นเป่าลมร้อนอย่างละเมียดละไมพลันชะงักงัน! สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากถ้วยชา แต่ใจของท่านกลับเย็นวาบด้วยความประหลาดใจ ท่านค่อยๆ วางถ้วยชาลง แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับพ่อบ้านชราด้วยนัยน์ตาที่เบิกโพลง
“แล้วอย่างไรต่อ...เล่ามาให้หมด”
เมื่อได้รับอนุญาต พ่อบ้านชราจึงรีบเล่าต่ออย่างรวดเร็ว “ข่าวเล่าลือกันทั่วทั้งเมืองหลวงเลยขอรับ! การกลับมาของคุณชายเซี่ยครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก! ชาวบ้านต่างเล่าขานกันว่า เขาเดินทางไปยังเขาซงซาน และได้รับการยอมรับจากท่านปรมาจารย์หลิน...ปราชญ์อันดับหนึ่งของแผ่นดินผู้เป็นอาจารย์ของเสนาบดีเซี่ย! ไม่เพียงเท่านั้น...เขายังได้รับความโปรดปรานจากท่านเคนชิน ปรมาจารย์ต่างแดนอีกท่านหนึ่งด้วย!”
“ว่ากันว่า...ที่เขาดั้นด้นเดินทางไปไกลถึงเพียงนั้น...” พ่อบ้านชราลดเสียงลงเล็กน้อย ราวกับกำลังจะบอกความลับที่สำคัญที่สุด “...ก็เพื่อไปขอของมีค่า...นำมาเป็นของขอขมาแก่นายท่านและฮูหยินโดยเฉพาะขอรับ! แม้จะยังไม่มีผู้ใดทราบว่าเป็นสิ่งใด แต่ของที่ได้มาจากปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสอง...ย่อมต้องมีค่ามหาศาลอย่างแน่นอนขอรับ!”
สิ้นคำรายงานนั้น...ทั่วทั้งห้องก็พลันเงียบกริบ!
ฉินเหมยอิงที่นั่งก้มหน้าอยู่เงียบๆ ถึงกับใจเต้นระรัว! ‘เขา...เขาถึงกับเดินทางไกลไปถึงเขาซงซาน...เผชิญความยากลำบาก...ก็เพื่อหาของมาขอขมาเรา...เพื่อข้างั้นหรือ?’
ความคิดนั้นทำให้ใบหน้างามของนางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม สีเลือดฝาดแล่นริ้วขึ้นมาจนแดงก่ำ ลามไปจนถึงใบหูและท้ายทอย! นางรีบก้มหน้างุดยิ่งกว่าเดิม สองมือบิดชายกระโปรงผ้าไหมของตนไปมาแก้เขิน...ภาพของเซี่ยหยางผู้เคยดูอ่อนแอในสายตาของนาง บัดนี้กลับกลายเป็นบุรุษผู้กล้าหาญและทุ่มเทเพื่อความรัก...ในจินตนาการของนางไปเสียแล้ว
“ฮ่าๆๆๆ! ดี! ดีจริงๆ!”
เสียงหัวเราะอันดังกึกก้องของรองเจ้ากรมฉินทำลายความเงียบลง! ท่านลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปตบบ่าพ่อบ้านชราอย่างแรงด้วยความพึงพอใจ “ข่าวดีเช่นนี้ สมควรได้รับรางวัล!” ท่านโยนถุงเงินที่หนักอึ้งส่งให้พ่อบ้านชราที่รับไปแทบไม่ทัน
“ขอบพระคุณนายท่าน! ขอบพระคุณนายท่าน!”
ฮูหยินฉินเองก็ยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน นางหัวเราะคิกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “สมแล้วที่เป็นถึงว่าที่ลูกเขยของสกุลฉิน! ช่างรู้จักที่ต่ำที่สูงและมีความจริงใจยิ่งนัก! ข้าล่ะอยากจะเห็นเสียจริงว่าของล้ำค่าจากปรมาจารย์นั้นจะงดงามเพียงใด!”
สองสามีภรรยาหันมาสบตากัน...แววตาเต็มไปด้วยความละโมบและความคาดหวังอย่างถึงที่สุด
“ดูท่า...ข่าวลือที่ว่าเขาเป็นคุณชายไม่เอาไหนคงจะเป็นเรื่องเท็จสิ้นดี” รองเจ้ากรมฉินกล่าวพลางลูบเคราของตนเอง “สามารถทำให้ปรมาจารย์ทั้งสองยอมรับได้...ย่อมไม่ธรรมดา...บางที...การได้เกี่ยวดองกับสกุลเซี่ยในครั้งนี้ อาจจะนำพาประโยชน์มาให้เรามากกว่าที่คิดไว้ก็ได้!”
เพลิงแห่งความคาดหวังได้ถูกจุดขึ้นแล้วในใจของทุกคนในสกุลฉิน พวกเขากำลังเฝ้ารอคอย “ของขอขมา” ชิ้นนั้นอย่างใจจดใจจ่อ...โดยที่ไม่รู้เลยว่า...สิ่งที่กำลังจะเดินทางมาถึงจวนของพวกเขานั้น...ยิ่งใหญ่และเหนือความคาดหมาย...เกินกว่าที่พวกเขาจะสามารถจินตนาการได้..!