ตอนที่ 82 โหดร้ายต่อตนเอง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ร่างผอมบางในชุดสูทสีขาวที่พอดีตัวร่อนลงจากท้องฟ้า เสียงแหวกอากาศทำให้มอนสเตอร์ที่อยู่บริเวณนั้นแตกตื่นและพุ่งความสนใจมาที่เขา
บรรยากาศรอบกายของเด็กหนุ่มเยียบเย็นราวกับยอดภูเขาน้ำแข็ง
ครั้งนี้เขาไม่ได้เรียกไอเทมสปีริตของตนเองออกมา แต่กลับบังคับโลหิตของตนเองผ่านรูขุมขน
เขาในตอนนี้สามารถบังคับของเหลวในร่างกายได้ทุกสัดส่วน ซึ่งมาจากทักษะที่ขุดค้นในมณีทักษะก้อนนั้น
ร่างของเขาถูกอาบด้วยโลหิตสีแดงฉาน จากนั้นโลหิตเหล่านั้นก็เคลื่อนไว้ราวกับมีชีวิต พวกมันพุ่งไปที่นิ้วชี้และนิ้วกลางข้างขวาของเฟิร์ส แล้วก่อรูปร่างเป็นกระบี่โลหิตสีแดงที่หลอมรวมนิ้วทั้งสองนั้นเอาไว้
ใช่แล้ว นี่คือทักษะโลหิตเปลี่ยนลักษณ์!
ข้อเสียของทักษะนี้คือไม่สามารถแยกวัตถุที่ก่อรูปร่างจากโลหิตให้ห่างออกจากร่างกายได้ แต่จุดเด่นของมันคือการควบคุมวัตถุนั้นได้ดั่งอวัยวะชิ้นที่สามสิบสามของร่างกาย
สิ่งนี่ยอดเยี่ยมยิ่ง มันสามารถทำให้เฟิร์สเข้าถึงวิถีกระบี่ได้ง่ายขึ้นเมื่อกระบี่คือส่วนหนึ่งของร่างกายของเขา
ชวีดดดดดดดด
มอนสเตอร์รูปร่างเหมือนแมลงที่มีเกล็ดนั้นตอบสนองได้อย่างรวดเร็วมาก
มันทิ้งเหยื่อที่อยู่ในปากแล้วถีกตัวโจมตีเฟิร์สด้วยขาใบมีดอย่างรวดเร็ว
ปัง! ปัง! ปัง!
เพียงแค่จังหวะเดียวขาที่มากกว่าสองข้างของมันก็โจมตีเฟิร์สไปหลายครั้ง
แต่ทุกครั้งเฟิร์สก็สามารถใช้กระบี่ในมือต้านรับการโจมตีเอาไว้ได้
“แข็งแกร่งมาก” เฟิร์สอดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชมอย่างพึงพอใจ
ความแข็งแกร่งของมอนสเตอร์ตัวนี้สามารถเทียบได้เท่ากับเวเนเตอร์ดาราขาวแปดถึงเก้าแฉกได้เลยทีเดียว
จริงอยู่ที่ว่าขั้นพลังของเฟิร์สเพิ่มขึ้น แต่นี่คือการฝึกฝน เขาจึงเลือกที่จะกดพลังของตนเองเอาไว้เพื่อเคี่ยวกรำตนเอง
หากนี่เป็นการล่าสังหารมอนสเตอร์ตัวนี้คงจะไม่มีโอกาสที่จะโจมตีเขาด้วยซ้ำ
ตูม! ตูม! ตูม!
ยิ่งเฟิร์สปะทะมอนสเตอร์ตัวนั้นก็ยิ่งถูกทำให้ร่นถอยมากกว่าเดิม
ริ้วกระบี่ของเขานั้นรวดเร็วยิ่ง กระบี่เหล่านี้ไม่ได้ถูกปรับแต่งเสริมพลังเข้าไป แต่เขากำลังใช้กำลังภายนอกล้วนๆ ในการต่อสู้
ต้องรู้ไว้ว่าเฟิร์สในตอนนี้ได้จารึกชีพจรยุทธ์ได้ถึงสิบเก้าจุดแล้ว ทุกๆ การโจมตีที่ออกมาจากร่างกายจึงรุนแรงยิ่ง หากเสริมพลังสถานะเข้าไปอีก ต่อให้ที่นี่เป็นอบิสสีขาวระดับสูง แต่มอนสเตอร์ที่กำลังต่อสู้ด้วยย่อมไม่อาจทนต่อการโจมตีของเขาได้แน่
สำหรับผู้ฝึกฝนกระบี่ มันเป็นธรรมดามาที่พวกเขาจึงฝึกร่ายรำกระบี่หรือวาดกระบี่แบบธรรมดาทุกวัน สิ่งที่พวกเขาฝึกฝนคือความลึกล้ำของกระบี่ ไม่ใช่การใฝ่หาพลัง ดังนั้นจึงมีคำกล่าวว่าสำหรับเซียนกระบี่ต่อให้ในมือเป็นแค่ใบหญ้า หญ้าใบนั้นก็ยังถือกว่าเป็นกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง
ความทรงพลังของเซียนกระบี่ไม่ได้อยู่ที่กระบี่หรือเคล็ดวิชากระบี่ของพวกเขา แต่มันคือสำนึกกระบี่หรือวิถีกระบี่ของพวกเขาต่างหาก
ในตอนนั้นเฟิร์สออกกระบี่ได้ไม่นาน ตอนสุดท้ายมอนสเตอร์ตัวนั้นก็ทนต่ออำนาจกระบี่ของเขาไม่ได้อีกแล้ว ร่างกายของมันราวกับจะมีกระบี่ปะทุออกมาจากภายใน
ตูมมมมมมม
ร่างที่สูงใหญ่หลายเมตรพลันเกิดรอยแยกที่เหมือนถูกของมีคมเชือดเฉือน จนในที่สุดก็ระเบิดอย่างรุนแรง ตายตกไปเสียอย่างนั้น
“ทนได้แค่นี้เองหรอ?” เฟิร์สกล่าวด้วยท่าทางที่ดูผิดหวังเล็กน้อย
แต่ในตอนนั้นเองอารมณ์ของเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อท้องฟ้าถูกย้อมเป็นสีดำและเกิดเสียงดังสนั่นดุจฟ้าร้อง
ครืน ... ครืน ... ครืน ...
ท้องฟ้าสีดำกำลังเคลื่อนเข้าหาเด็กหนุ่มโดยรอบด้าน
ทว่าท้องฟ้านั้นกลับมิใช่ท้องฟ้า แต่มันกลับเป็น ...
กองทัพมอนสเตอร์!
มีมอนสเตอร์จำนวนมากที่บินลงมาจากท้องฟ้าอย่างมืดฟ้ามัวดิน เสียงหึ่งๆ ของปีกที่กระทบกันดุจเสียงของฟ้าร้องในวันโลกาวินาศ
หากผู้คนได้มาเห็นภาพนี้พวกเขาจะต้องไม่เชื่อในสายตาตัวเองอย่างแน่นอน
แต่เด็กหนุ่มกลับไม่ได้รู้สึกสั่นไหวต่อมันเลยแม้แต่น้อย
“เข้ามา” น้ำเสียงที่เย็นชาเต็มไปด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่ ราวกับว่าเสียงนี้คือเสียงของกระบี่
โครม! โครม! โครม!
มอนสเตอร์บางตัวถึงเสียการทรงตัวเพราะได้ยินเสียงนี้ที่เหมือนกับถูกกระบี่ทิ่มแทง
แม้หลายร่างจะร่วงหล่นลงมา แต่ก็ยังมีหลายตัวที่พุ่งเข้าโจมตีเฟิร์สโดยตรง
ซูม! ซูม! ซูม!
ราวกับภาพสงครามล้างเผ่าพันธุ์ในภาพยนต์
มอนสเตอร์ที่บินอยู่บนฟ้าปล่อยลำแสงที่เหมือนกำมันตภาพรังสียิงลงมา ขณะเดียวกันมอนสเตอร์ที่เข้าถึงตัวของเด็กหนุ่มได้ก็ใช้ทั้งเขาทั้งขาที่เหมือนใบมีดโจมตีโรมรันไปพร้อมกัน
มือข้างหนึ่งของเฟิร์สถือกระบี่ มืออีกข้างควบคุมใช้อำนาจอักขระปัดป้องลำแสงที่โจมตีเข้ามาเหมือนกับโล่
ตูม! ตูม! ตูม!
ในหลายครั้งที่เขาพลาดท่าถูกทำให้ร่นถอย หลายครั้งถูกขาที่แหลมเหมือนคมมีดตัดเฉือน สร้างความรู้สึกกดดันให้กับเขา
“ดี!!!!!”
เด็กหนุ่มคำรามลั่นด้วยสภาพที่ค่อนข้างกระเซอะกระเซิง
การลงเทรดอบิสในครั้งนี้แตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง เขารู้สึกชื่นชอบแรงกดดันแบบนี้เป็นอย่างมาก
เฟิร์สยังคงใช้พลังต่ำสุดในการต่อสู้ เขาพยายามที่จะไม่ใช่ความสามารถพิเศษใดๆ ในการต่อสู้ เพื่อเป็นการเคี่ยวกรำตัวเอง
เขากำลังโหดร้ายต่อตนเอง!
แม้ร่างกายจะเริ่มได้รับบาดแผลนับไม่ถ้วน แต่เขากลับมีความสุขเป็นอย่างมาก
ในทุกครั้งที่เขาวาดกระบี่ออกไป ความลึกซึ้งของมันจะค่อยเพิ่มขึ้น ความรุนแรงเริ่มขยับขยายราวกับจะสามารถแยกส่วนมอนสเตอร์เหล่านี้ออกเป็นชิ้นได้เพียงแค่กระบี่เดียว
นี่คือการลับคมกระบี่ของเขา
ไม่เท่านั้นความกดดันในการต่อสู้นี้ยังเป็นทรัพยากรฝึกฝนอย่างดีในการทะลวงจุดชีพจรของตนเอง
ปัง!
ระหว่างต่อสู้นั้นชีพจรยุทธจุดที่ยี่สิบพลันทะลวงขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ภาพในตอนนี้เฟิร์สราวกับจะเป็นเทพสงคราม
ซากศพของมอนสเตอร์เริ่มกองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าซากศพเหล่านี้จะกลายเป็นขุนเขาลูกหนึ่ง
มันไม่ใช่ภูเขาซากศพธรรมดา แต่ได้กลายเป็นขุนเขาที่มีซากศพนับไม่ถ้วน
โดรนลำหนึ่งได้ถ่ายทอดภาพอันน่าสยอดสยองนี้ให้กับผู้ใช้งานของมันได้เห็น
ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของโดรนลำนี้ก็คือ “ผู้กองสายฟ้า”
ผู้กองเฒ่าอดที่จะรู้สึกสะท้านเมื่อได้เห็นภาพนี้ไม่ได้
“นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วเขายังโจมตีอย่างไม่หยุดพักเลยหรอ?”
เขารู้สึกทึ้งที่เด็กหนุ่มมีพละกำลังมหาศาลสามารถต่อสู้มาหลายวันโดยที่ไม่หยุดพัก
แม้ว่าโดรนของเขาจะไม่สามารถถ่ายภาพการต่อสู้ได้ชัด เพราะสนามต่อสู้นั้นเต็มไปด้วยฝุ่นควัน การระเบิด และร่างมหึมาของมอนสเตอร์จำนวนนับไม่ถ้วน
อีกทั้งมอนสเตอร์ของที่นี่ยังบินได้อีกด้วย ดังนั้นโดรนจึงต้องหลบหลีกมอนสเตอร์เหล่านั้น รักษาระยะห่างในสถานที่ที่สามารถถ่ายภาพได้
โดรนที่ถ่ายภาพได้จึงอยู่ในตำแหน่งที่ไกลยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็สามารถถ่ายภาพเหตุการณ์การต่อสู้และบันทึกเสียงอันอึกทึกนั้นได้
เสียงของการระเบิดและภาพของมอนสเตอร์ที่กระเด็นออกมากองเป็นภูเขานั้นยังมีอย่างต่อเนื่อง
ความร้ายกาจของเด็กหนุ่มนั้นทำให้ผู้กองเฒ่าคนนี้ต้องสะท้าน
“ต่อให้เป็นฉันก็ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ สมแล้วที่เป็นคนที่เบื้องบนส่งมา” ผู้กองสายฟ้ากล่าวอย่างยอมรับ
สำหรับเวเนเตอร์ดาราแดงแล้ว การต่อสู้ให้ศพมอนสเตอร์กองเป็นภูเขานั้นสามารถทำได้ แต่การต่อสู้อยู่ในกองทัพมอนสเตอร์คนเดียวและยาวนานขนาดนี้
ไม่ว่าเวเนเตอร์ดาราแดงคนใดก็นับว่าเป็นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก พวกเขาอาจทำได้ภายในวันสองวัน แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาจะตายเพราะอ่อนแรงลงที่นั่น
ผู้กองสายฟ้านั้นไม่รู้เลยว่าขณะที่เฟิร์สกำลังต่อสู้ เขาได้ใช้ทักษะจุดขั้วเชื่อมประสาน
เข็มนับร้อยสร้างรอยสักฟื้นฟูให้กับร่างกายได้ในพริบตา
การกระทำนี้เสมือนมีเวเนเตอร์สายสนับสนุนที่เก่งกาจร่วมต่อสู้ด้วย
สำหรับทักษะนี้มันทำให้เฟิร์สไม่ต่างไปจากมอนสเตอร์ ซึ่งมอนสเตอร์บางจำพวกไม่จำเป็นต้องดื่มกินแต่พวกมันจะสังเคราะห์แสง หรือพลังงานที่อยู่รอบตัว
พลังรอยสักที่เฟิร์สสร้างจากเข็มนั้นถูกกลั่นมาจากพลังสปีริตที่เขาสะสมไว้ในร่างกาย ซึ่งการที่เฟิร์สได้ทะลวงจุดชีพจรยุทธ์นั้น นอกจากจะสามารถจารึกเจตจำนงกระบี่เข้าไปในจุดชีพจรยุทธ์ได้แล้ว มันยังสามารถกักเก็บพลังสปีริตที่อยู่รอบกายได้อีกด้วย
นั่นจึงทำให้เฟิร์สเป็นผู้ที่มีพลังสปีริตเหนือกว่าเวเนเตอร์ทั่วไป
ทั้งหมดนี้จึงหมายความว่าเฟิร์สในตอนนี้แทบจะไม่ต่างไปจากผู้ฝึกตนเป็นเซียนที่สามารถดูดซับไอดินกลิ่นฟ้าก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพียงแต่ทั้งสองนั้นใช้เส้นทางเดินคนละสายเท่านั้น
ผู้กองสายฟ้าลอบสังเกตการณ์อยู่หลายวันจนสุดท้ายก็ละความสนใจไป
“เขาสามารถห้ำหั่นกองทัพมอนสเตอร์อบิสระดับสูงด้วยตัวตนเดียวได้จริงๆ ด้วย ช่างน่ากลัวจริงๆ”