ราชากระทิงผู้ปกครองด้วยความหวาดกลัว
ด้วยพละกำลังมหาศาลของมัน ผนวกเข้ากับความดุดันของสัตว์ป่า หมัดขวาของมันรุนแรงเพราะความฮึกเหิมจากโทสะ ทำให้ผู้ใดก็มิอาจต่อกรกับมันในการต่อสู้อย่างตรงไปตรงมา เพียงแต่ว่า ทุกสิ่งย่อมมีจุดอ่อน ไม่มีผู้ใดไร้เทียมทานอยู่ยืนยงคงกระพัน อสูรกระทิงคลั่งก็เช่นเดียวกัน ซึ่งจุดอ่อนของมันก็คือ..
‘ความโกรธที่มากล้นจนเกินไป’
ท่ามกลางห้องโถงใหญ่ที่โล่งเปล่า บรรยากาศรอบกายพลันเพิ่มทวีความอึดอัด แววตาของอสูรกระทิงคลั่งเปล่งประกายแสงสีแดงฉาน พร้อมเสียงคำรามแห่งโทสะดังก้องกังวานประหนึ่งเสียงปืนใหญ่
“โฮ้กกก !!!”
พลันเสียงคำรามเริ่มต้นดังกึกก้อง เรือนร่างโครงกระดูกได้หายลับไปอีกครั้ง ครู่ต่อมาได้ปรากฏตัวขึ้นพลางกระหน่ำห่าฝนแห่งคมดาบเข้าเชือดเฉือนอย่างต่อเนื่อง
.
[ศัตรูได้รับสถานะ ‘พิษงูทมิฬ’]
.
ด้วยความสามารถของทักษะร่างจำแลงแห่งความตาย ค่าสถานะทั้งหมดจึงเพิ่มพูนทวีขึ้นมามากถึงสิบหน่วย การติดสถานะจึงง่ายดายยิ่งขึ้นเพราะโชคที่เพิ่มขึ้นสิบหน่วย เพียงแต่ว่า นับตั้งแต่ที่กวีเริ่มต้นจู่โจมจนถึงปัจจุบัน การโจมตีครั้งสุดท้ายของเขาก็ล่วงผ่านมาแล้วราวร้อยครั้ง
“โจมตีตั้งนานแต่พึ่งมาติดเนี่ยนะ !!” เสียงของกวีแฝงความเจ็บปวดอย่างมากล้น อย่างไรก็ตาม การติดสถานะในครั้งที่หนึ่งร้อยก็ยังดีกว่าไม่ติด กระนั้นการโจมตียังไม่หยุดลง พายุฝนแห่งคมดาบยังคงโหมกระหน่ำต่อไปอย่างเป็นอนันต์ ในขณะที่ราชากระทิงอสูรกระทิงคลั่งยังคงเปล่งเสียงคำรามแห่งโทสะอยู่ร่ำไป
แม้จะแข็งแกร่งประหนึ่งเทพแห่งการทำลายล้าง ทว่าสิ่งที่อสูรกระทิงคลั่งยังขาดไปคือการยับยั้งชั่งใจ อารมณ์ร้ายของมันไม่เพียงส่งผลในการเพิ่มพูนพลังทำลาย ทว่ายังสร้างผลกระทบร้ายแรงเปรียบดังดาบสองคมเมื่อถูกศัตรูยั่วยุ คล้ายคลึงกับการกดเปิดปิดสวิตช์ไฟ หากล่วงรู้ว่ายามโกรธของมันคือเมื่อใด แค่นั้นก็เพียงพอจะควบคุมทิศทางของสนามรบให้เป็นไปดั่งที่ใจคาดหวัง
.
< ว่าแล้วเชียว ไอ้บ้านี่มันไม่ชอบให้ใครมาดูถูกหรือยั่วยุ เหมือนกับตอนที่เราด่ามันว่าไอ้ลูกหมาขณะที่กำลังจะโจมตีในครั้งแรก พอมันโกรธ มันจะทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด ทั้ง ๆ ที่ในตอนนั้นมันสามารถใช้กรงเล็บตัดคอของเราให้ขาดได้ แต่กลับเลือกใช้หมัดต่อยเข้าใส่เพราะการกำหมัดจะปลดปล่อยความโกรธได้ดีกว่า >
.
กวีครุ่นคิดพลางจู่โจมด้วยดาบอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเร็วที่เพิ่มพูนมหาศาลจากผลลัพธ์ของร่างจำแลงแห่งความตาย เพิ่มทวีโทสะให้แก่อสูรกระทิงคลั่งเพราะมิอาจจับสัมผัสของศัตรู จนกระทั่งในท้ายที่สุด..
“ฉึบ-”
เมื่อนั้นแขนอีกข้างของมันได้ขาดสะบั้นลงอีกครั้ง พร้อมความโกรธในเบื้องลึกใต้จิตใจของอสูรกระทิงคลั่งพลันเพิ่มทวีคูณจนถึงขีดสุด ศีรษะเหวี่ยงกระทบพื้นสร้างความเสียหายจนก่อเกิดเป็นกลุ่มควันฟุ้งกระจาย ประหนึ่งระเบิดทำลายล้างที่บีบอัดและเพิ่มทวีความเสียหายในคราเดียว
มันหันซ้ายหันขวาพร้อมดวงตาสีแดงฉานที่เปล่งประกาย เฝ้ารอการเคลื่อนตัวที่ผิดปกติของกลุ่มควัน ไม่ว่าจะพรางตัวได้แนบเนียนเพียงใดก็มิอาจเคลื่อนไหวภายใต้ละอองฝุ่นที่ปกคลุมรอบกาย
เพียงแต่ว่า หนึ่งนาทีผ่านไป สองนาทีผ่านไป กระทั่งห้านาทีได้ล่วงผ่านจนกลุ่มควันจางหายไปจนหมดสิ้น กระนั้นกลับไม่ปรากฏรูปกายของกวีในระยะใกล้เคียง
พลันความโกรธเริ่มต้นจางลงไปตามกาลเวลา เมื่อนั้นอสูรกระทิงคลั่งจึงตระหนักได้ถึงบางสิ่ง มันเร่งหันมองขึ้นจาก ณ เบื้องบน จดจ้องขึ้นไปราวกับกำลังควานหาศัตรู
เป็นไปดั่งที่มันคาดเดา เหนือศีรษะของมันขึ้นไปราวหนึ่งไมล์ เรือนร่างของยมทูตแห่งความตายได้ลอยเด่นอยู่เหนือมันพร้อมเปลวเพลิงสีทมิฬลุกโชติช่วงราวกับเสื้อคลุม
“ทำไมเราถึงไม่นึกให้ออกเร็วกว่านี้กันนะ ในเมื่อเราไม่สามารถต่อกรกับมันในระยะประชิด แค่นั้นก็ถอยห่างออกมาให้ไกลที่สุดก็สิ้นเรื่อง” กวีกล่าวพลางจดจ้องมองลงมาจากเบื้องบน แม้ศัตรูจะต้องการสะบั้นศีรษะของเขามากเท่าใด ทว่ากระทิงนั้นหาใช่นกกระเรียน มันไม่มีปีก จึงมิอาจโบยบินขึ้นมาเพื่อเด็ดหัวของกวีได้ดั่งที่ใจคาดหวัง
ถึงกระนั้น กวีก็มิอาจถือครองแต้มต่อที่สูงกว่าแต่อย่างใด เพื่อการกระหน่ำการโจมตีเข้าใส่ศัตรูในการจู่โจมเมื่อครู่ มานาส่วนใหญ่จึงถูกถ่ายโอนไปยังดาบ ทำให้การป้องกันจึงหละหลวมยิ่งกว่าครั้งอื่นใด พลันศีรษะของอสูรกระทิงคลั่งได้กระทบกับพื้นดินในครั้งสุดท้ายของการโจมตี แรงปะทะและก้อนหินได้พุ่งเข้ามาพลางสร้างความเสียหายให้แก่เขา พลังชีวิตจึงลดลงไปมากพอสมควร จากเดิมคือแปดในสิบส่วนจึงหลงเหลือเพียงหกในสิบส่วน
เพียงแต่ว่า ในโชคร้ายย่อมมีข้อได้เปรียบอยู่บ้าง ไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะอยู่ยืนยงคงกระพันเป็นอมตะ การโหมกระหน่ำคมดาบเมื่อครู่คงสร้างบาดแผลและความเสียหายให้แก่มันไม่มากก็น้อย
.
< เอาไงดีล่ะ ตอนนี้เราต้องเร่งคิดแผน การยืดเยื้อการต่อสู้ในขณะที่ใช้ทักษะร่างจำแลงแห่งความตายไม่ใช่เรื่องดีแม้แต่น้อย ยิ่งเวลาผ่านไปนานพลังชีวิตของเราก็จะลดลง เพราะฉะนั้นเราต้องรีบคิดหาทางและจัดการศัตรูให้เร็วที่สุด >
.
กวีครุ่นคิด แต่แล้วเขากลับเปลี่ยนความคิดไปหลังจากนั้นเพียงไม่นานนัก
.
< ไม่สิ ศัตรูเองก็ต้องสูญเสียพลังชีวิตทุก ๆ สิบวินาทีเพราะผลของสถานะพิษงูทมิฬเช่นกัน และเรามั่นใจว่าเจ้านั่นจะต้องได้รับความเสียหายไม่ต่างจากเราอย่างแน่นอน เผลอ ๆ อาจจะมากกว่าเราด้วยซ้ำ หรือเราจะอยู่ข้างบนนี้และรอคอยโอกาสจนกว่ามันใกล้จะตายดี แบบนั้นจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ารึเปล่า ? >
.
หลากหลายความเป็นไปได้ผุดขึ้นในหัวของกวีมากมายราวกับดอกเห็ด ทว่าทุกความเป็นไปได้ย่อมมีความเสี่ยงแทบทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าทางเลือกใดจะให้ผลลัพธ์ในรูปแบบใด และความไม่แน่นอนย่อมสร้างผลลัพธ์อันไม่คาดฝันในช่วงเวลาที่ไม่คาดคิดเสมอ
เพียงแต่ว่า กวีกลับไม่หลงเหลือเวลาให้ครุ่นคิดอีกแล้ว เมื่อบางสิ่งลอยผ่านเขาไปเพียงฉิวเฉียด พลันเฝ้ามองเพ่งพินิจลงไปเบื้องล่าง ปรากฏพบเศษหินจำนวนมากพุ่งตรงขึ้นมารวดเร็วประหนึ่งแรงโน้มถ่วงไหลย้อนกลับ
“จริงสิ มันขว้างหินขึ้นมาก็ได้นี่หว่า !!!” กวีเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยความตกตะลึง ศัตรูแม้จะปราศจากแขนทั้งสองข้าง ทว่ามันกลับใช้เท้าเตะก้อนหินยักษ์ให้แหลกละเอียดจนแปรเปลี่ยนเป็นพายุหินจำนวนมหาศาล
เมื่อนั้นกวีจึงเร่งความเร็วเพื่อเลี่ยงหลีกการโจมตี กระนั้นพายุหินกลับโหมกระหน่ำเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง เขาจำต้องจู่โจมเพื่อปลิดชีพศัตรูให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นฝ่ายที่ต้องสิ้นชีพจะเป็นเขาเสียเอง
“ตายเป็นตายสิวะ !!” กวีเร่งเพิ่มพูนมานาเพื่อปกคลุมร่างกาย เลี่ยงหลบและเคลื่อนผ่านฝูงพายุหินลงไปเพื่อตวัดเข้าใส่ศัตรูด้วยความเร็วสูงสุด
ไม่มีทางเลือกใดอื่น ความเร็วของกวีเพิ่มพูนยิ่งขึ้นมากมายมหาศาล พร้อมมือขวาจับดาบยื่นออกไปด้านหลังตระเตรียมท่วงท่าเข้าฟาดฟันศัตรู
กระนั้นทั้งหมดกลับเป็นเล่ห์กลเพทุบาย พลันรูปลักษณ์ของกวีปรากฏกายในระยะสายตา หนึ่งในเขาทมิฬจึงงอกยาวพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงนภาในฉับพลัน
“ซุ่ม !!”
ปลายแหลมคมของเขาทมิฬพุ่งทะยานและทิ่มแทงทะลุกลางหน้าผากของกวีไปยังอีกฟากฝั่ง สติของกวีหลุดลอยหายไปในฉับพลันพร้อมประกายแสงสีแดงเพลิง ณ ดวงตาได้ดับลง
ร่างกายของยมทูตผู้ไร้เนื้อหนังแน่นิ่งไปในครู่หนึ่งประหนึ่งซากศพที่แท้จริง เมื่อนั้นเขาทมิฬที่เหลือจึงงอกยาวพุ่งทะยานออกไปเพื่อยืนยันความตายของศัตรู
ทันใดนั้น รูม่านตาอันกลวงโบ๋ได้ปรากฏประกายแสงขึ้นมา พลันได้สติในชั่วครู่ขณะ ดาบในมือขวาเร่งตวัดเพื่อตัดเขาแหลมคมจนขาดสะบั้น และหลบหนีได้ทันก่อนเขาทมิฬที่เหลือจะทิ่มแทงร่างกาย
“โฮ้กกก !!”
อสูรกระทิงคลั่งส่งเสียงคำรามบ้าคลั่งประหนึ่งสัตว์ป่า พร้อมกระโจนขึ้นสู่ผืนนภาพลางส่งปลายเท้าขวาประทับกลางอกของกวี
“อั่ก-”
เรือนร่างของกวีลอยละลิ่วปลิวออกไปประหนึ่งเศษกระดาษ พลันปะทะเข้ากับกำแพงในภาวะที่ไร้ซึ่งพลังมานาปกคลุม
เพียงแต่ว่า เมื่อสิ้นสุดการโจมตี แทนที่มันจะพุ่งทะยานเข้ามาเพื่อปลิดชีพกวี กระนั้นกลับหยุดนิ่งและเฝ้ามองมาด้วยแววตาเรียบเฉยประหนึ่งกำลังมอบแต้มต่อให้แก่ศัตรู
พลังชีวิตของกวีลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว พร้อมพลังมานาที่ร่อยหรอลงไปเพียงพอสำหรับการโจมตีได้อีกไม่กี่ครั้ง
กระนั้นกลับมีสิ่งหนึ่งที่กวีรู้สึกเคลือบแคลงใจเป็นที่สุด
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมเรายังไม่ตาย ?” กวีกล่าวในขณะที่มือขวาสัมผัส ณ บริเวณกลางหน้าผาก ปรากฏเป็นรูกลวงใหญ่ที่เกิดขึ้นเพราะถูกเขาทมิฬทิ่มแทง
ในความเป็นจริงนั้น กวีไม่มีทางมีชีวิตอยู่รอดหากอ้างอิงตามหลักชีววิทยา กระนั้นกลับกลายเป็นว่าสติของเขายังคงอยู่ ประหนึ่งว่าความเสียหายที่ได้รับมิได้ร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิต
เมื่อครั้นต่อสู้กับฝูงสุนัขจิ้งจอก เขาได้ทดสอบอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง ในบางครั้ง จิ้งจอกบางตัวจะไม่สิ้นชีพในทันทีเพราะการโจมตีห่างไกลจากจุดตาย พวกมันยังหลงเหลือแรงกายและพลังชีวิตเข้าสู้ต่อ กระนั้นเมื่อใดที่ศีรษะของมันขาดสะบั้นลง ไม่ว่าจะนับเป็นการโจมตีครั้งแรกหรือครั้งที่สิบสอง พวกมันล้วนตายในทันทีไม่มีครั้งต่อไป
พลังชีวิตจึงเปรียบได้ดังตัวบ่งชี้ความสามารถของร่างกาย การลดและเพิ่มของมันขึ้นอยู่กับกระบวนการทำงานของอวัยวะภายใน
ถึงกระนั้น ทันทีที่กะโหลกของกวีถูกทะลวงไปยังอีกฟากฝั่ง เมื่อนั้นชีวิตของเขาควรสิ้นลง ทว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น หากจะให้มองหาเหตุผล คงมีเพียงความเป็นไปได้เพียงหนึ่ง..
‘เป็นเพราะภายในศีรษะของเขาไม่มีสมองในเชิงกายภาพ’
“ตึ่ก ๆ”
เสียงการเต้นของหัวใจดังขึ้นอย่างแผ่วเบา มือขวาที่ไร้เนื้อหนังพลันวางมือลงบนกลางอกของตน ภายใต้การร่ายรำของเปลวเพลิงสีทมิฬได้มีบทเพลงแห่งดวงจิตดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
“เข้าใจล่ะ งั้นจุดอ่อนของร่างนี้ก็คือ..” กวีเอ่ยขึ้น นั่นคือจุดอ่อนของเขา พลันร่างกายแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นร่างจำแลงแห่งความตาย ทุกระบบภายในร่างกายจะหยุดลง ไม่มีสารอาหารหรือลมหายใจก็สามารถคงอยู่ได้อย่างเป็นคงกระพัน กระนั้นหากมีบางสิ่งเสียบทะลุกลางอกของตน ไม่มีใครคาดเดาว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นเป็นลำดับต่อไป
กลับเข้าสู่การต่อสู้ ห้วงเวลาล่วงผ่านเลยไปราวห้านาที กระนั้นอสูรกระทิงคลั่งกลับยังคงนิ่งเฉยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
“โฮ้กกกก !!”
เสียงคำรามของราชาแห่งเผ่ากระทิงดังก้องกังวานประหนึ่งเสียงกลอง ร่างกายของมันเริ่มต้นขยายตัว ออร่าสีเทาเปล่งประกายแสงออกมาอย่างน่าสะพรึงพร้อมแสงสีแดงที่เปล่งประกายออกมาผ่านดวงเนตรของมัน
“เกิดอะไรขึ้นกับมัน !!” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นแฝงความตกตะลึงอย่างมากล้น การเปล่งเสียงตะโกนครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่นใด ไม่เพียงความโกรธที่เพิ่มพูนทวี ทว่าพลังกายกลับเพิ่มทวีคูณอย่างมากมายมหาศาลราวกับเป็นคนละคน
เรือนร่างของอสูรกระทิงคลั่งเลือนหายไปในชั่วพริบตา ครู่ต่อมาปรากฏตัวขึ้นพร้อมปลายเท้าขวาเข้าประทับกับกลางอกของกวี
“อั่ก-”
เรือนร่างของเขาลอยละลิ่วและปลิวออกไปยังอีกฟากฝั่งของกำแพง รุนแรงและรวดเร็วประหนึ่งลูกปืนใหญ่
เปลวเพลิงสีดำที่ลุกโชติช่วงปะทะเข้ากับกำแพง ณ อีกฟากหนึ่ง ความเสียหายในครั้งนี้มากมายมหาศาล เพียงหนึ่งการโจมตีบั่นทอนพลังชีวิตไปมากถึง10% ด้วยผลของทักษะร่างจำแลงแห่งความตาย ทำให้พลังกายยามนี้จึงหลงเหลืออยู่เพียงสามในสิบส่วนจากจุดเริ่มต้น
.
< บ้าอะไรของมันวะ! จู่ ๆ พลังของมันก็เพิ่มขึ้น อย่าบอกว่ามันสามารถเพิ่มพลังให้ตัวเองได้ด้วยตัวเองเนี่ยนะ นี่มันตลกร้ายชัด ๆ !! >
.
กวีครุ่นคิด ทว่ายังไม่ทันได้หาคำตอบ รูปลักษณ์ของอสูรกระทิงคลั่งพลันปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้กวีไม่รอช้า เร่งตวัดดาบเพื่อต้านทานพลัง
“ตู้มม !!”
ดาบในมือขวาหักออกเป็นสองส่วนในทันใด ทว่าแรงผลักกลับส่งผลดีต่อกวี ร่างกายของเขาปลิวออกไปอีกครั้ง แม้จะได้รับเสียหายไม่น้อย กระนั้นก็เพียงพอจะหลบพ้นด้วยความเร็วอันมากล้นจากการต้านทานพลังเมื่อครู่
ในขณะที่ร่างกายยังคงล่องลอยอยู่บนห้วงอากาศ กวีได้ครุ่นคิด เหตุใดพลังของมันจึงเพิ่มขึ้นในฉับพลัน หากมันมีพลังมากมายถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดจึงไม่ใช้งานตั้งแต่แรกเริ่ม จนกระทั่งแขนทั้งสองข้างขาดสะบั้นออกจากร่างกาย จะต้องมีเงื่อนไข อันใดสักประการหนึ่ง บางสิ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญต่อการเพิ่มพูนพลังของมัน
“ซุ่ม !!”
อสูรกระทิงคลั่งปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลัน ณ บริเวณเหนือหัวของกวี แววตาของมันเปล่งประกายความโกรธแค้นอย่างเปี่ยมล้น บาดแผลทั่วกายมีเพียงสายโลหิตหลั่งไหลออกมา กระนั้นพละกำลังกลับมากล้นขัดแย้งกับพลังชีวิตที่คงเหลืออยู่ ณ ปัจจุบัน
พลังชีวิต ?
กวีฉุกคิดบางสิ่งขึ้นได้ในหนึ่งชั่วครู่ขณะ แววตาอันกลวงโบ๋เริ่มต้นส่องแสง แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าอันยิ้มแย้มและหนึ่งคำพูดได้ถูกเปล่งออกมา
“ชั้นเข้าใจแล้ว หนึ่งเงื่อนไข หนึ่งสิ่งที่ต้องเสียไป และหนึ่งรางวัลที่ได้รับ งั้นก็แสดงว่าพลังชีวิตของแกก็ใกล้หมดแล้วเหมือนกันสินะ !!”
ไม่ทันที่กวีจะได้สั่งเสียสิ่งใด อสูรกระทิงคลั่งไม่ปล่อยให้ทุกวินาทีเสียเปล่า ร่างกายของมันปรากฏขึ้นพร้อมออกแรงเตะกวี
“แม่งเอ้ย !!” กวีมิอาจต้านทานการโจมตี ร่างกายของเขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อกรกับผู้ใด
“ตู้ม !!”
เป็นครั้งที่สามที่เรือนร่างของยมทูตประทับเข้ากับกำแพง กวีกลับร่างกลายเป็นมนุษย์อีกครั้ง บ่งบอกว่าตนนั้นแทบมิอาจคงสติเพื่อควบคุมพลังของตนได้อีก
อสูรกระทิงคลั่งจ้องมองมาหากวีด้วยรอยยิ้มอันเย้ยหยัน ระดับความโกรธลดลงไปเพราะการแก้แค้นได้สัมฤทธิผล ในขณะที่มันยังแลดูแข็งแรงหากมองเพียงผิวเผิน ทว่าพลังชีวิตของกวีกลับเหลือเพียงหนึ่งในยี่สิบส่วน ร่างกายของเขาติดกับกำแพงคล้ายกับประติมากรรม แขนสองข้างกางออกราวกับพระเยซูที่ถูกตรึงไว้กับไม้กางเขน ในขณะที่สติใกล้จางหายไปพร้อมสายตาที่ช่างเลือนราง
“ซุ่ม !!”
เรือนร่างของอสูรกระทิงคลั่งเลือนหายไปอีกครั้ง และครั้งต่อไปที่มันปรากฏตัว นั่นคือครั้งสุดท้ายที่กวีจะสิ้นลมและชีวิตของตน
ไม่มีทางใดที่กวีจะหลุดรอดพ้นจากการโจมตีในครั้งนี้ เงาทมิฬคู่นั้นกำลังพุ่งตรงเข้ามา และจะทะลุทะลวงผ่านกลางอกของกวีโดยไร้ซึ่งหนทางเลี่ยงหลีก นั่นคือวาระสุดท้ายของกวี รวมเวลาทั้งหมดแล้วไม่มากหรือน้อยไปกว่าห้าวินาที ที่พลังชีวิตของเขาจะหมดลง
“ชั้นจะทำยังไงดี”
ทุกเซลล์สมองรวมพลเพื่อครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด ว่ากันว่า เมื่อใดที่ใครก็ตามย่างกรายเข้าสู่ดินแดนแห่งความตาย หนึ่งวินาทีจะเปรียบได้ดังหนึ่งนาที กวีครุ่นคิด และเพียงสองวินาทีต่อมา มุมปากของยมทูตแห่งความตายได้ปรากฏรอยยิ้มขึ้นในฉับพลัน บ่งบอกว่าเขานั้นถือครองบางสิ่งเพื่อพลิกสถานการณ์
ทันใดนั้น อสูรกระทิงคลั่งได้ปรากฏตัวขึ้นพลางอ้าปากมากพอจนสามารถเขมือบกวีได้ในคราเดียว บ่งบอกว่ามันต้องการกลืนกิน ในฐานะรางวัลแห่งความสำเร็จที่สามารถนำมาเล่าขานต่อไปได้อีกนานนับปี
เพียงแต่ว่า ทุกสิ่งกลับไม่เป็นไปดั่งที่มันคาดหวัง
“ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว”
เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นอย่างแผ่วเบา เมื่อใดก็ตามที่แววตาของศัตรูจดจ้องไปยังวังวนแห่งดวงเนตร ความสามารถในการตัดสินใจจะลดน้อยลง ทำให้อสูรกระทิงคลั่งจึงหยุดชะงักในฉับพลัน กระนั้นก็ยื้อความตายได้เพียงสามวินาที
ทว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว พลันอสูรกระทิงคลั่งหยุดชะงัก ดาบในมือขวาได้ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน และในสองวินาทีต่อมา มือทั้งสองข้างได้ประทับกันราวกับกำลังสวดภาวนา พร้อมกับหนึ่งวาจาได้ถูกเปล่งออกมาอย่างแผ่วเบาในขณะที่รอบข้างมีเพียงความเงียบงัน
“โล่อากาศ.. ฟาเรม”
ทันทีที่สิ้นเสียงของกวี โล่อากาศสีขาวบริสุทธิ์ได้ปรากฏขึ้นขนาบข้างศีรษะของศัตรู บดขยี้พร้อมเสียงกรีดร้องแห่งความตายได้เริ่มต้น และเพียงสามวินาทีต่อมา ศีรษะของมันได้แหลกละเอียดกลายเป็นเศษซาก ร่างกายพุ่งตรงกระทบกับกำแพงห่างจากกวีไปทางซ้ายเพียงไม่มากนัก
การต่อได้ถูกตัดสิน กวีหลุดร่วงจากกำแพงร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน เขาเกือบตาย อ้วกออกมาพร้อมร่างกายที่สั่นไหวประหนึ่งต้นไม้เมื่อยามถูกลมพายุฤดูร้อนโบกพัด
“เรารอดแล้ว” เสียงเอื้อนเอ่ยแลดูไร้เรี่ยวแรง เขาเร่งลุกขึ้นยืน ร่างกายมิอาจทรงตัวให้มั่นคง กระนั้นสิ่งใดก็มิอาจหยุดยั้งเขาได้อีกต่อไป
กวีก้าวเดินตรงไปยังซากศพของราชากระทิง อสูรกระทิงคลั่ง หากการกลืนกินเขาคือรางวัลสำหรับมัน ฉะนั้นร่างกายของมันเองก็คือรางวัลสำหรับเขาเช่นกัน
กวีวางมือลงบนตัวของอสูรกระทิงคลั่งอย่างแผ่วเบา เพียงแต่ว่า นี่ก็นับเป็นอีกครั้ง ที่เรื่องราวอันไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ได้คาดคิด
“ครึ่น ๆ ๆ”
แผ่นดินได้สั่นไหวอย่างรุนแรง กวีที่ยามนี้ไร้ซึ่งแรงกายได้ล้มลงอย่างง่ายดาย
ทันใดนั้น เหนือหัวของเขาได้ปรากฏเรือนเงาขนาดใหญ่มหึมา พลันลองแหงนมองขึ้นไป ปรากฏว่าบางสิ่งได้ร่วงหล่นลงมามีขนาดใหญ่โตและเรียวยาว
“ตัวบ้าอะไรวะ อย่าบอกนะว่า..”
‘นั่นคืองู ?’
บางสิ่งได้ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินส่งเสียงดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณ ร่างกายของมันปกคลุมด้วยเกล็ดสีทมิฬ ดวงตาส่องประกายแสงสว่างสีแดงฉานเช่นเดียวกับอสูรกระทิงคลั่งและกวี กระนั้นกลับมีขนาดใหญ่โตยิ่งกว่าราชาแห่งกระทิงราวสามหรือสี่เท่า
“ข้าคือราชินีแห่งงูพิษผู้หยิ่งผยองยิ่งกว่าผู้ใด เจ้าผู้บุกรุกเอ๋ย เจ้าบังอาจนักที่กล้าสังหารหนึ่งในห้าสหายรักของข้า เพราะฉะนั้น แม้จะไม่มีทางเลือก แต่ข้าจะมอบความตายอันไม่มีทางเลี่ยงหลีกให้แก่เจ้าเอง” เสียงของหญิงสาวถูกเปล่งขึ้น จิตสังหารแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง พร้อมร่างกายของเกลด้าพลันหายไปในฉับพลันรวดเร็วประหนึ่งสายลม
ความลนลานปกคลุมม่านตาจนไร้ซึ่งสติ ความรวดเร็วของมันเหนือล้ำยิ่งกว่าราชาแห่งเผ่ากระทิง ไม่มีตรวจจับ ไร้ซึ่งหนทางเลี่ยงหลีก เคลื่อนที่ไปมาเพื่อให้อีกฝ่ายมิอาจเดาทางออก
ทันใดนั้น จิตสังหารพลันพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมการโจมตีที่เถรตรง ราชินีแห่งงูพิษทมิฬอ้าปากกว้างพร้อมเขมือบกวีทั้งเป็น ต่อให้เขาจะฟื้นคืนขึ้นมาได้กี่ครั้งก็ตาม สุดท้ายก็ต้องตายในกระเพาะงูเพราะกรดที่ร้อนแรงประหนึ่งเปลวไฟ
จะสู้.. หรือจะหนี?
หนึ่งคำถามปรากฏขึ้นในหัวของกวี ในขณะที่ศัตรูพุ่งตรงเข้ามา ทุกเซลล์สมองต่างพร้อมใจเร่งกระบวนการครุ่นคิด และคำตอบที่ได้รับกลับมา ช่างง่ายดายน่าขันและน่าขายหน้าเสียนี่กระไร
.
< เรา.. >
.
< ต้องหนี !! >
.
กวีฉุกคิดได้ในฉับพลัน เสียงว่ากล่าวก้องกังวานชั่วกัลป์ชั่วกันดังลั่นไปทั่วบริเวณ
“ใช้งานใบย้อนกลับ !!”
สิ้นเสียงของเขา กวีเร่งคว้าม้วนคัมภีร์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาอยู่ในหัว กล่าวขานถ้อยคำเพื่อเรียกใช้งาน เมื่อนั้นม้วนคัมภีร์จึงเริ่มส่องแสง และร่างของเขาพลันเลือนหายไปในทันทีพร้อมกับรอดพ้นจากการถูกกลืนทั้งเป็นได้ในฉับพลัน