ข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย

    บทที่ 137 ดาบกษัตริย์ และ มัจจุราชไร้กลิ่น

    บทที่ 137 ดาบกษัตริย์ และ มัจจุราชไร้กลิ่น

     

    เสียงเหล็กปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วลานหิน

    เคร้งงง!!

    ประกายไฟแตกกระจายเมื่อพระแสงดาบของขุนหลวงปะทะเข้ากับดาบยาวของพระยาพิเชษฐ์อย่างจัง แรงปะทะรุนแรงจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองแตกร้าวแยกออกเป็นใยแมงมุม

    พระยาพิเชษฐ์หัวเราะออกมาเบา ๆ

    "ฝีพระหัตถ์ยังไม่ตกเลยนะ... ฝ่าบาท"

    ขุนหลวงไม่ตอบ พระองค์เพียงหมุนพระวรกาย ฟันสวนกลับทันทีในพริบตา

    ฉัวะ!

    คมดาบเฉียดแก้มของพระยาพิเชษฐ์ไปเพียงเส้นผม เลือดสายไหลซึมลงมาตามใบหน้า พระยาพิเชษฐ์ใช้ปลายนิ้วแตะโลหิตขึ้นมาดู ก่อนจะหัวเราะอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง

    "ดี... แบบนี้ถึงจะสมกับเป็นพระมหากษัตริย์!"

    ทันใดนั้น ดาบทั้งสองเล่มก็เข้าปะทะกันอีกระลอก

    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

    ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับ ไม่มีผู้ใดยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว รอบตัวเต็มไปด้วยเศษซากศพและเสียงกรีดร้อง ทว่าราวกับโลกทั้งใบในเวลานี้ เหลือเพียงยอดนักดาบสองคนเท่านั้น

     

    อีกด้านหนึ่ง... หมอกสีม่วงลึกลับเริ่มแผ่ปกคลุมสนามรบทีละน้อย

    มหาดเล็กเทียมรีบใช้แขนเสื้อปิดจมูก "พิษอีกแล้ว..."

    ตรงหน้าเขา ชายร่างผอมในชุดดำกำลังยืนเหยียดยิ้ม... เนอ จอมอาคมพิษแห่งขอม รอบกายของมันเต็มไปด้วยอสรพิษ แมลงร้าย และหมอกพิษสีม่วงที่ค่อย ๆ หลั่งไหลออกมาจากอักขระบนพื้นดิน

    "เจ้าต้านได้เก่งกว่าที่คิด" เนอกล่าวพลางยกมือขึ้น

    หมอกพิษยิ่งทวีความหนาแน่น ทหารสยามที่กำลังต่อสู้อยู่บริเวณนั้นเริ่มเกิดอาการผิดปกติ คนหนึ่งทรุดลงคุกเข่า อีกคนไอออกมาเป็นเลือด บางคนเริ่มมองเห็นภาพพร่าเลือนจนฟันพลาด และถูกศัตรูแทงสวนล้มลง

    มหาดเล็กเทียมกัดฟันแน่นด้วยความโกรธแค้น "เลวชะมัด..."

    เนอยิ้มกว้าง "สงคราม... ไม่จำเป็นต้องชนะด้วยดาบเสมอไป พิษเพียงเล็กน้อย... ก็ฆ่าทั้งกองทัพได้"

    "งั้นข้าจะฆ่าเจ้าก่อน!" มหาดเล็กเทียมพุ่งทะยานเข้าไปทันที

    ตูม!!

    ดาบปะทะเข้ากับอาคมจนหมอกพิษระเบิดกระจายออกไปอีกครั้ง

     

    กลางสนามรบ พระยาพิเชษฐ์ผลักดาบของขุนหลวงออก ก่อนจะสืบเท้าถอยหลังไปหลายก้าว เขากวาดสายตามองสมรภูมิโดยรอบด้วยรอยยิ้มผู้ชนะ

    "เห็นหรือยัง... ฝ่าบาท สงครามครั้งนี้... ฝ่ายใดเป็นผู้ได้เปรียบ"

    ขุนหลวงเหลือบพระเนตรมองรอบด้าน แนวทหารสยามเริ่มถอยร่น หลายคนล้มลงเพราะฤทธิ์พิษ หลายคนถูกกดดันด้วยจำนวนศัตรูที่มากกว่า แม้เสียงปืนยังคงดังกดดันเป็นระยะ แต่เมื่อระยะห่างถูกบีบจนประชิดตัว ประสิทธิภาพของมันก็ลดลงอย่างมาก

    พระยาพิเชษฐ์หัวเราะเบา ๆ "ปืนของพวกท่านน่ากลัว... แต่ปืนหยุดคนเป็นพันไม่ได้ เมื่อระยะถูกบีบจนเข้าประชิด สุดท้ายก็ต้องกลับมาสู้ด้วยดาบอยู่ดี"

    เขาค่อย ๆ ยกดาบขึ้น "ยอมแพ้เสียเถิดฝ่าบาท ยิ่งยื้อ... ทหารของพระองค์ก็ยิ่งตาย บ้านเมืองก็ยิ่งเสียหาย หากพระองค์ยอมมอบราชบัลลังก์ หม่อมฉันจะไว้ชีวิตผู้คน"

    ขุนหลวงทอดพระเนตรพระยาพิเชษฐ์นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นพระสรวลชวนขนลุก

    "คิดหรือ... ว่าคำพูดของกบฏ... จะมีผู้ใดเชื่อ"

    พระยาพิเชษฐ์หัวเราะเสียงดังลั่น "อย่างนั้นหรือ... เช่นนั้นก็อย่าโทษหม่อมฉัน!"

    เขายกดาบขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมคำรามสุดเสียง

    "กองร้อยที่หก! กองร้อยที่เจ็ด! เข้าบดขยี้กองอารักขา!!"

    เสียงตอบรับดังกึกก้อง "รับคำสั่ง!!"

    ทหารลังกาสุกะอีกสองกองร้อยที่ซุ่มรออยู่ด้านหลังทะยานเข้าสู่สนามรบทันที คลื่นมนุษย์หลายร้อยคนพุ่งเข้าหาขุนหลวงจากด้านข้าง องครักษ์รีบตั้งโล่รับ ทว่าแนวป้องกันที่อ่อนล้าจากการสู้รบก่อนหน้านี้เริ่มสั่นคลอน

    ตูม! ทหารคนแรกถูกกระแทกจนลอยคว้าง เคร้ง! โล่เหล็กหลายบานแตกกระจาย

    "แนวซ้ายแตกแล้ว!" "ศัตรูทะลวงเข้ามา!" "คุ้มกันฝ่าบาท!"

    เสียงตะโกนดังระงมไปทั่ว ขุนหลวงทรงหันพระพักตร์ไปทอดพระเนตรภาพนั้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับมารับดาบของพระยาพิเชษฐ์ที่ฟันลงมาอีกครั้ง

    เคร้งงง!!

    แรงปะทะสะเทือนไปทั้งลานหิน แต่ครั้งนี้... สีพระพักตร์ของพระองค์เริ่มเคร่งเครียดกว่าเดิม เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่า หากแนวอารักขาถูกทะลวงแตกพ่าย... พระองค์จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันพร้อมกัน และในเวลานั้น แม้แต่พระมหากษัตริย์ผู้เก่งกาจที่สุด ก็คงไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้อีกนาน...

     

    ตูมมมม!!

    คลื่นอาคมระเบิดกระจายออกไปหลายร้อยเมตร

    ท่านเจ้าคุณเรืองใช้ดาบปักลงกับพื้น ฝืนยึดร่างของตนเองที่ถูกซัดไถลถอยหลัง เลือดสดไหลหยดลงมาตามปลายดาบไม่ขาดสาย ลมหายใจของเขาหนักหน่วง ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์จากด้ายอาคมของเมียว

    แต่สิ่งที่ทำให้เขาตึงมือที่สุดในเวลานี้... กลับไม่ใช่เมียว

    หากเป็นชายชราผู้ยืนถือหอกอยู่เบื้องหน้า... เจ้าพระยาสหัสเดชา ผู้นำแห่งลังกาสุกะ ผู้ผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน

    "หึ..." เจ้าพระยาสหัสเดชาหมุนหอกในมือเบา ๆ

    "ไอ้เรือง... ข้ายอมรับจริง ๆ ต่อให้เป็นข้าคนเดียว ก็คงฆ่าแกได้ไม่ง่าย"

    สิ้นคำพูด... เขา ก็กระทืบเท้าลงบนพื้น

    ตูม!

    พื้นดินยุบตัวลงพังทลาย ร่างของเจ้าพระยาสหัสเดชาหายวับไปจากจุดเดิม เร็วเสียจนแม้แต่ท่านเจ้าคุณยังต้องเบิกตากว้าง

    "เร็วมาก!"

    เคร้งงง!!

    หอกยาวปะทะเข้ากับดาบอย่างรุนแรง พลังมหาศาลกดทับลงมาจนแขนทั้งสองข้างของท่านเจ้าคุณสั่นสะท้อน พื้นดินใต้เท้าแตกร้าวขยายกว้าง

    "พลังนี่..." ท่านเจ้าคุณกัดฟันแน่น "ไม่ใช่ของมนุษย์..."

    เจ้าพระยาสหัสเดชายิ้มมุมปาก

    "สายตาไม่เลว เจ้าดูออกจนได้"

    เขาสะบัดหอกจนเกิดเสียงหวีดหวิวบาดแก้วหู ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

    "เมื่อหลายสิบปีก่อน... ข้าเคยเดินทางเข้าไปในป่าหิมพานต์"

    เพียงได้ยินคำว่า ‘ป่าหิมพานต์’ สีหน้าของท่านเจ้าคุณก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย สถานที่แห่งนั้นคือดินแดนต้องห้าม ดินแดนที่แม้แต่ยอดฝีมือผู้แก่กล้าก็ยังไม่กล้าก้าวล่วงเข้าไปลึกนัก

    เจ้าพระยาสหัสเดชายังคงกล่าวต่อ "ที่นั่น... ข้าได้พบชายผู้หนึ่ง มันแข็งแกร่งยิ่งกว่ายอดฝีมือคนใดที่ข้าเคยพบ ร่างกายของมัน... เปรียบเสมือนอสูรกาย"

    ขุนเกื้อที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกลยิ้มบาง ๆ เขาเคยได้ยินเรื่องนี้มาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ได้ฟัง ก็ยังรู้สึกสะท้อนใจในความน่าสะพรึงกลัวอยู่ดี

    เจ้าพระยาสหัสเดชาหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ "สุดท้าย... ข้าก็ขโมยพลังของมันมา"

    ทันใดนั้น อักขระไสยเวทสีเขียวดำจำนวนมหาศาลก็สว่างวาบขึ้นทั่วร่างของชายชรา

    ครืนนนน...

    พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือน กล้ามเนื้อทั่วร่างของเจ้าพระยาสหัสเดชาขยายใหญ่ตึงแน่น เส้นเลือดสีเขียวเข้มปูดโปนไปทั่วทั้งแขน ลมหายใจที่พ่นออกมาจากจมูกร้อนระอุราวกับสัตว์ร้าย แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วสมรภูมิ ทหารสยามหลายคนถึงกับหน้าซีดเผือด

    "พลังอะไรกัน... แค่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็หายใจแทบไม่ออกแล้ว..."

    ท่านเจ้าคุณกระชับดาบในมือแน่นกว่าเดิม "...พลังของสัตว์หิมพานต์งั้นหรือ"

    เจ้าพระยาสหัสเดชายิ้มเหี้ยม

    "ถูกต้อง มันไม่ใช่อาคม... แต่มันคือพลังกายอันบริสุทธิ์ พลังที่เหนือล้ำยิ่งกว่ามนุษย์!"

    สิ้นเสียง ร่างมหึมาก็พุ่งทะยานเข้ามาอีกครั้ง

    ตูมมม!!

    หอกฟาดฟันลงมา ท่านเจ้าคุณยกดาบขึ้นตั้งรับ

    เคร้งงงง!!

    แรงกระแทกครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ดาบในมือของท่านเจ้าคุณแทบจะหลุดกระเด็น เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดสดพุ่งทะลักออกจากมุมปากทันที ทว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัว...

    พรึบบบบ!

    ด้ายสีเลือดของเมียวก็พุ่งทะลวงเข้ามาจากด้านหลัง ท่านเจ้าคุณรีบเอี้ยวตัวหลบสุดชีวิต ทว่า...

    ฉัวะ!

    ด้ายเส้นหนึ่งเฉือนเข้าที่แผ่นหลังเป็นทางยาว เลือดสาดกระเซ็น ขณะเดียวกัน ขุนเกื้อก็ชักดาบเข้าร่วมวงสังหาร

    "ท่านเจ้าคุณ... ถึงเวลาจบเรื่องนี้แล้ว"

    สามยอดฝีมือ... หนึ่งถือหอกทรงพลัง หนึ่งใช้ด้ายอาคมพลิกแพลง หนึ่งเป็นจอมดาบผู้เหี้ยมโหด ยืนล้อมท่านเจ้าคุณเอาไว้เป็นรูปสามเหลี่ยม

    ท่านเจ้าคุณกวาดตามองทั้งสามคน ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ "ฮ่า... ให้เกียรติข้าดีแท้ ใช้ยอดฝีมือถึงสามคนมาฆ่าข้าคนเดียว"

    ขุนเกื้อมองด้วยสายตาเย็นเยียบ

    "คนอย่างเจ้า... หากประมาทแม้เพียงนิดเดียว คนที่ตาย... อาจเป็นพวกข้าต่างหาก"

    ทันใดนั้น ทั้งสามก็ลงมือพร้อมกันในเสี้ยววินาที หอกพุ่งตรงจากด้านหน้า ด้ายอาคมพุ่งปิดทางถอย ส่วนขุนเกื้อทะยานขึ้นฟ้า ฟันดาบลงมาจากด้านบนอย่างดุดัน

    ท่านเจ้าคุณสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะกำดาบแน่น

    "เข้ามา!!"

    ตูมมมมมม!!

    เสียงระเบิดจากการปะทะของยอดฝีมือทั้งสี่ดังกึกก้องวินาศสันตะโรไปทั่วทั้งหุบเขา จนแม้แต่คนที่กำลังต่อสู้อยู่ไกลออกไปยังต้องหันมามองด้วยความขวัญผวา

     

    ตูมมมม!!

    สายฟ้าสีม่วงฟาดลงกลางผืนป่าอย่างบ้าคลั่ง ต้นไม้หลายสิบต้นระเบิดกระจายเป็นเสี่ยง ๆ เปลวไฟลุกไหม้ลามเลียไปทั่วบริเวณ

    "ออกมา!!" เสียงคำรามของลีเคนาดังก้องไปทั่วทั้งป่า นางสะบัดหอกสายฟ้าอีกครั้ง ก่อนพายุอัสนีนับร้อยสายจะตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

    ตูม! ตูม! ตูม!

    พื้นดินแตกร้าว ควันดำลอยคลุ้ง หมื่นไวยกับหมื่นอินแทบกระอักเลือด

    "ไอ้นิน!!" หมื่นไวยวิ่งหลบสายฟ้าพัลวัน

    "ถ้าเอ็งไม่สำเร็จ ข้าจะกลับมาฆ่าเอ็งเป็นคนแรก!"

    หมื่นอินเองก็หอบหายใจหน่วงไม่ต่างกัน

    "หยุดบ่น! รีบล่อมันต่อ อีกอย่างถ้ามันทำไม่สำเร็จเราก็ตายอยู่ดี!"

    ขุนไวยหน้ากระตุกเพราะมันเป็นเรื่องจริง

    ทั้งสองรีบแยกกันวิ่งคนละทิศ สายฟ้าของลีเคนาฟาดไล่หลังตามมาไม่หยุด นางแทบจะเสียสติไปแล้วด้วยความโกรธ "ไอ้พวกสวะ!! ข้าจะฉีกร่างพวกเจ้าให้หมด!"

    ตูม!! พื้นดินยุบตัวลงอีกครั้ง เสียงระเบิดดังไล่หลังทั้งสองไม่ขาดสาย

     

    อีกด้านหนึ่ง... นินกำลังวิ่งตัดผ่านแนวป่าอย่างสุดกำลัง เขาหายใจหอบถี่ เลือดไหลอาบแขนจากบาดแผลหลายแห่ง ทว่าสายตายังคงกวาดมองกำแพงอาคมที่ปกคลุมทั่วภูเขาไม่ลดละ

    "ต้องหาจุดเชื่อม... กำแพง... เพดาน... เสาอาคม..." เขาทบทวนคำสอนของหลวงตาบัวในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    ทันใดนั้นเอง...

    พรึ่บ!

    เงาร่างหนึ่งกระโดดลงมาขวางทาง นินเบรกฝีเท้าทันที ชายร่างสูงถือดาบโค้งยืนยิ้มเยาะอยู่เบื้องหน้า... ซาไบ เจ้าของผีดิบที่ไล่ล่าพวกเขามาตลอดทาง

    "เจอแล้ว... เด็กนรก"

    นินถอนหายใจเบา ๆ "นึกว่าเป็นลีเคนา ที่แท้ก็แก"

    ซาไบหัวเราะลั่น "คิดว่าข้าด้อยกว่านางหรือ? ฆ่าแกคนเดียวก็เกินพอ!"

    มันพุ่งเข้ามาในพริบตา เร็วมาก! แต่... ยังไม่เร็วพอสำหรับปืนยุคใหม่

    นินชักปืนพกออกจากในอากาศสวนทันที

    ปัง!

    เสียงปืนดังขึ้นเพียงนัดเดียว ซาไบเบิกตากว้าง เลือดพุ่งกระฉูดออกจากหัวไหล่ทันที "อะ...!"

    มันไม่เคยเห็นอาวุธชนิดนี้มาก่อนในชีวิต และยังไม่ทันได้ตั้งหลัก...

    ปัง! ปัง!

    กระสุนอีกสองนัดเจาะเข้ากลางหน้าอกอย่างแม่นยำ ร่างของซาไบเสียหลักเซถอยหลังดวงตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ "เป็น... ไป... ไม่ได้..."

    ร่างกายมันแข็งกังเหล็กกล้าทว่านินมีพรวิเศษที่สามารถเจาะการป้องกันทุกอย่างได้กระสุนจึงฝังเข้าไปในร่างของมันอย่างง่ายดาย

    นินไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้หายใจ เขาเหยียบพื้นพุ่งตัวเข้าประชิด

    เคร้ง!

    กระบี่ชิงหยวนถูกชักออกจากฝัก แสงสีเขียววาบผ่านอากาศ

    ฉัวะ!

    ศีรษะของซาไบลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะตกกลิ้งลงกับพื้น ร่างไร้หัวทรุดฮวบลงตึงทันที ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่จะเกิดเสียงคำรามลั่น

    โฮกกกกก!!

    ผีดิบตัวสุดท้ายของซาไบเงยหน้าคำรามอย่างบ้าคลั่ง เมื่อผู้ควบคุมสิ้นชีพ มันก็สูญเสียสติสัมปชัญญะทันที ดวงตาแดงฉานหันมาจับจ้องที่นินแล้วพุ่งเข้าใส่ดั่งอสูรร้าย

    นินกาดสายตามองพื้นอย่างรวดเร็ว ข้างศพทหารสยามมีมีดอาคมเล่มหนึ่งตกอยู่ ใบมีดยังคงเปื้อนเลือดหมาดำ เขารีบคว้ามันขึ้นมาทันที "ขอยืมหน่อย!"

    ผีดิบยักษ์กระโจนเข้าถึงตัว นินเอี้ยวตัวหลบไปด้านข้างอย่างฉิวเฉียด ก่อนจะเหวี่ยงมีดในมือสวนกลับสุดแรงเกิด

    ฉัวะ!!

    คอของผีดิบถูกฟันขาดสะบั้น ศีรษะมหึมากลิ้งตกพื้น ร่างยักษ์ล้มตึงลงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

    ตูม!

    นินหอบหายใจแฮก "จบไปสอง..."

    เขาไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว รีบออกตัววิ่งลึกเข้าไปในแนวป่าทันที

     

    อีกฟากหนึ่งของภูเขา... ศึกของเหล่าจอมอาคมกำลังเดือดพล่านถึงขีดสุด

    หลวงขามยกไม้เท้าอาคมขึ้นสูง "ค่ายอาคมวายุ!" พายุหมุนหลายสายพุ่งเข้าปะทะอย่างรุนแรง ทว่า สารัน เจ้าของฉายาเด็กอัจฉริยะ กลับหัวเราะร่า "หึ!"

    เขาเหยียบเท้าลงพื้น ตูม! กำแพงหินขนาดมหึมาผุดขึ้นจากพสุธา บดบังและทำลายพายุทั้งหมดจนแตกสลายไป

    อีกด้านหนึ่ง พระยาทรงวุฒิร่ายอาคมเพลิงก่อเกิดเป็นมังกรไฟยักษ์พุ่งทะยาน แต่นาง เมตรา อัปสราทมิฬ เพียงยกมือขึ้นร่ายรำช้า ๆ ม่านภาพลวงตาสีดำก็ปกคลุมทั่วสนามรบ มังกรเพลิงพุ่งผิดทิศทางจนระเบิดใส่แนวป่าด้วยตัวเอง ตูม!!

    หลวงสิงกับหลวงดนัยพุ่งเข้าประชิดพร้อมกัน ทว่า บารัน (หมอผีศิลาอีกคน) กลับหัวเราะเสียงต่ำ "ช้าไป..." อาคมศิลานับร้อยแท่งพุ่งแทงขึ้นมาจากใต้ดิน จนทั้งสองต้องรีบกระโดดถอยหลบพัลวัน

    ส่วนหลวงเก่งกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับจอมอาคมขอมอีกหลายคน อาคมปะทะอาคม เปลวไฟ สายฟ้า น้ำแข็ง หิน พายุ ระเบิดครืนครั่นขึ้นต่อเนื่องแทบทุกอึดใจ ไม่มีฝ่ายใดยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว สนามรบทั้งภูเขาราวกับตกอยู่ท่ามกลางวันสิ้นโลก

    แต่นินไม่มีเวลาหันไปสนใจสิ่งเหล่านั้น เขายังคงวิ่งผ่านป่าลึกอย่างไม่คิดชีวิต สายตากวาดมองม่านอาคมที่ปกคลุมเหนือศีรษะตลอดเวลา

    "อยู่ไหน... แกนอาคมอยู่ไหน..."

    เหงื่อไคลไหลเข้าตา ลมหายใจเริ่มติดขัด ทว่าเขายังคงสับฝีเท้าต่อไป เพราะเขารู้ดีว่า... ทุกวินาทีที่ผ่านไป ทหารสยามบนสมรภูมิเบื้องหน้ากำลังล้มตายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และหากเขาหา ‘จุดอ่อนของค่ายอาคม’ นี้ไม่พบ ไม่ว่าจะเป็นขุนหลวง ท่านเจ้าคุณเรือง หรือแม้แต่หมื่นไวยและหมื่นอิน ทุกคนอาจไม่มีโอกาสได้เห็นแสงตะวันของวันพรุ่งนี้อีกเลย...

     

    คล้ายกับเรื่องข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย ที่คุณอ่าน