นักลวงจิต

    บทที่ 12 เสือ (2)

    “ว่าไปก็ถูก” ลูกพี่ใหญ่หัวเราะหึๆ “จับไอ้หนุ่มนี่หันมา”

    ธาราถูกแรงของชายคนหนึ่งดึงตัวให้หันกลับมาเห็นเหตุการณ์ในห้อง ชายในแจ็คเก็ตดำทั้งสี่คนหันมามองที่เขาเป็นจุดเดียว ชายเมามายร่างท้วม โครงหน้าเหลี่ยม ผมทรงอันเดอร์คัต หน้าแดงเปล่งปลั่ง ตาเยิ้มมองมาที่เขาอย่างนึกสนุก ส่วนอีกคนหนึ่งร่างสูง (เตี้ยกว่าธาราเล็กน้อย) ล่ำสัน โกนหัวจนโล้นเกลี้ยง สวมเสื้อกล้ามแจ็คเก็ตหนังสีดำ รอยสักขาวดำประดับเต็มแขนจนลายตา ที่แก้มซ้ายสักตัวเขียนภาษาอังกฤษว่า Akela และรอยลวดหนามพาดผ่านหน้าผาก รอยสักที่โดดเด่นที่สุดคือรูปหมาป่าแยกเขี้ยวคำรามตรงด้านซ้ายของคอซึ่งเป็นรูปเดียวกับที่ประทับอยู่กลางหลังเสื้อแจ็คเก็ตดำของทุกคนในแก๊ง บนเสื้อมีตัวหนังสือระบุใต้รูปหมาป่าเป็นชื่อแก๊งว่า Akela เช่นเดียวกัน ดวงตาดุดันกระหายเลือดแบบนักล่าสีน้ำตาลอ่อนแวววาวด้วยแสงสะท้อนจากหลอดไฟแบบไส้ของห้องที่สว่างอย่างสลัว แววตาที่ซ่อนความวิปริตไว้มากเกินคนธรรมดาจะคาดเดา

    “กูไม่รู้ว่าไคโยเต้มีธุระอะไรกับมึงนะไอ้หนู” ลูกพี่ใหญ่ยักไหล่ “คงเพราะชื่อเสียงของแม่มึง แต่ถ้าไคโยเต้เห็นว่ามึงเป็นแค่คนนอก เขาอาจจะเปลี่ยนใจยกให้พวกกูเล่นต่อก็ได้”

    อีกสามคนส่งเสียงหัวเราะเสียดหูเป็นลูกคู่ ลูกพี่ใหญ่หันไปสั่งชายดัดฟัน “คลายการพูดมัน”

    ชายดัดฟันถอนพลังบางส่วนออกไป ธาราไม่ได้ตอบสนองทันทีด้วยการด่า แม้จะเดือดดาลจนหัวใจรัวเป็นกลองรบแต่ก็ยังข่มมันไว้ข้างใน เขามองไปยังแฟนสาวของตัวที่นอนขนอยู่กับพื้น สะอื้นร้องไห้กระซิกด้วยความกลัวและทรมาน ธาราหันไปสบตากับลูกพี่ใหญ่อย่างแน่วนิ่ง “ปล่อยแฟนผมเถอะครับ เธอไม่เกี่ยว”

    “ไม่เกี่ยว” ลูกพี่ใหญ่ทวนคำก่อนขำพรืดออกมา อีกสามคนหัวเราะตามแทบเป็นตาย ชายดัดฟันเจ้าของพลังพันธนาการของตนขยี้หัวธาราอย่างเอ็นดู “คนนอกนี่ไม่รู้อะไรจริงๆ องค์กรที่เมียมึงทำงานให้น่ะตามกำจัดพวกกูทิ้งอย่างกับหมูกับหมา ไม่เกี่ยวบ้านแม่มึงสิ ฮ่าๆๆ”

    “อีหนูนี่มันหน้ากากแฟนซีนี่หว่า” ชายเมามายนึกฉายาของธันยาขึ้นมาได้ “อีหนูนี่แสบไม่เบา เก็บตัวตนแฝงไว้เป็นโกดัง สร้างเร็ว งานดี เปลี่ยนไว”

    “ทีมนี้ นักแกะรอยกับดีไซเนอร์เก่งมาก แต่ไอ้อ้วนนักหลอนประสาทห่วยเกิน น่าเสียดาย” ชายหน้าแปลกออกความเห็น

    “ทีมเรามีแต่นักหลอนนี่หว่า ฝั่งมันเก่งแค่ไหนเจอรุมก็ต้องจอดล่ะวะ” ชายดัดฟันว่า

    “ถ้าเป็นอินทรีขาวล่ะจอดมั้ย” ชายหน้าประหลาดถามกลับ

    “สมองมึงนี่เหี้ยเหมือนหน้าตาเลย” ชายดัดฟันส่ายหน้า “ไอ้โง่ ถ้าเจออินทรีขาวหรือมัจจุราช ต่อให้มีกันกี่คนมึงก็ต้องหนี แค่นี้มึงไม่รู้ มึงอยู่มาถึงป่านนี้ได้ไงวะ”

    “พอ!” ลูกพี่ใหญ่ขึ้นเสียงปรามก่อนชายหน้าแปลกจะด่ากลับ เขาพูดต่อ “นึกถึงมัจจุราชแล้วกูขนลุกเลย ชาตินี้ขออย่าได้เจอมันแล้วกัน เฮ้ย! ไอ้หนู”

    ลูกพี่ใหญ่หันมาสบตากับธารานิ่ง ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมหลบสายตาให้แก่กัน ราวกับการเผชิญหน้าระหว่างสัตว์ป่าจ่าฝูงสองตัว “แววตามึงท้าทายกูดีนี่ มึงรักแฟนมึงมากใช่มั้ย อยากฆ่าพวกกูล่ะสิ”

    อีกสามคนหัวเราะเป็นลูกคู่อีกครั้ง ชายเมามายพูดขึ้นอย่างภูมิใจว่า “ลูกพี่กูนี่นักข่มขืนมืออาชีพ ทั้งข้างนอกยันในคุก”

    “ชายเหนือชายคือยอดชาย” ชายหน้าแปลกหัวเราะเคี้ยกๆ ชายดัดฟันทำหน้าแหยงๆ

    “การข่มขืนแบบธรรมดามันไร้รสชาติ” ลูกพี่ใหญ่แสยะยิ้มออกมา สายตาที่ประสานประชันกับธาราฉายแววเหี้ยมเกรียม “การข่มขืนผู้หญิงต่อหน้าแฟนคืออะไรที่เร้าใจยิ่งกว่า จากการที่กูทำมาหลายรอบทำให้กูเข้าใจตัวเอง ความสนุกที่แท้จริงไม่ได้มาจากเสียงร้องโหยหวนของผู้หญิง ไม่ได้มาจากการได้ถะถั่งหลั่งไหลใส่ข้างในขณะที่ผู้หญิงหลั่งน้ำตา แต่มาจากการชมดูความไร้สามารถของผู้ชายต่างหาก การได้เห็นผู้ชายทำอะไรไม่ได้ในขณะที่คนรักตัวเองโดยย่ำยีเละเทะ ฮ่าๆ คิดแล้วตื่นตัวสุดๆ ว่ะ”

    สายตาของธาราฉายแววเหี้ยมเกรียมตอบกลับไป แทนความหมายได้ชัดเจนกว่าคำพูดทั้งมวลจนอีกฝ่ายต้องเลิกคิ้วขึ้น “และอีกอย่างสำหรับกู เสียงผู้หญิงร้องโหยหวนด้วยความทรมานมันเร้าใจยิ่งกว่าร้องครางด้วยความเสียวเยอะ มึงจงดูให้เต็มตาแล้วตอกย้ำตัวเองว่าตัวเองเป็นแค่คนนอก ได้แต่นอนเฉยดูเมียทรมาน”

    แล้วลูกพี่ใหญ่ก็แผ่พลังจิตเข้าใส่ธันยาที่นอนหอบอยู่กับพื้น ฉับพลันนั้นร่างของเธอขดงอและบินเร่าด้วยความทรมาน ถึงจะทรมานธันยาแต่สายตาของลูกพี่ใหญ่จ้องมองธาราไม่วางเว้น จากนั้นก็เร่งกระแสจิตของตัวเองแรงขึ้น จนธันยาต้องร้องกรี๊ดออกมาสลับร่ำร้องอย่างเจ็บปวด “โอ๊ยยยยย!” จากนั้นก็ร่ำร้องวิงวอนขอความเมตตาอย่างไม่เป็นภาษาจนอีกสามคนหัวเราะชอบใจ น้ำตาเจิ่งนองหน้า

    สายตาของธาราจ้องมองลูกพี่ใหญ่เขม็งราวกับเปลวไฟจะลุกจากดวงตา โทสะปะทุจนทั้งร่างสั่นระริก “อยากทำก็ทำผมแทนเถอะ”

    “เฮ้ย! ตัวมันสั่นแล้ว พันธนาการเพิ่มหน่อย” ลูกพี่ใหญ่สั่ง ชายดัดฟันแผ่พลังเข้ามาเพิ่ม ร่างของธาราพลันนิ่งไม่ไหวติงราวกับหิน ลูกพี่ใหญ่หัวเราะหึๆ “ขนาดจะตัวสั่นยังไม่มีปัญญาเลย ฮ่าๆ เรามาเพิ่มความเสียวกันดีกว่า มึง ใช้พลังกดหายใจหน่อย”

    “จะดีเหรอพี่ พลาดทำตายขึ้นมาเสียของนาา” ชายเมามายถามด้วยความลังเล

    “มึงก็กะดีๆ สิวะ ตายแล้วยังไง ก็ทำลายหลักฐานแค่นั้น” ลูกพี่ใหญ่ว่า

    ชายเมามายพยักหน้า ก่อนจะแผ่พลังของตัวเองใส่ธันยาด้วย นอกจากจะต้องทรมานด้วยความเจ็บปวดที่บิดเป็นเกลียวอยู่ในท้องและทรวงอก ยังต้องทรมานกับอาการหายใจไม่ออก เท้าบิดเกร็งด้วยความทรมาน มือเริ่มตะกุยที่อกและคอของตัวเอง อ้าปากพะงาบตาเบิกโพลงอย่างไร้ความหวัง นอกจากกล่อมให้เมาแล้วการกดหายใจคืออีกความสามารถของชายเมามาย

    “กูจะฆ่ามึง!” ธาราคำรามออกมาอย่างเหลืออด วินาทีนั้นเขาอยากให้ตัวเองใช้พลังได้ดั่งใจเหมือนนักลวงจิตคนอื่นบ้าง

    ชายฉกรรจ์ทั้งสี่หัวเราะ ราวกับฟังคำขู่อาฆาตของเด็กน้อยไร้พิษสง ลูกพี่ใหญ่แสยะยิ้มพลางกล่าวว่า “ถ้ามึงยอมกล้ำกลืนความแค้นก้มกราบแล้วอ้อนวอนกู กูอาจจะยอมหยุด อาจจะนะ เฮ้ย! คลายพันธนาการมันอีกหน่อย”

    ชายดัดฟันรับคำก่อนจะดึงพลังกลับเข้าหาตัวเล็กน้อย ตอนนี้ธาราสามารถขยับตัวชั่วบน ชันกายหมายลุกขึ้นแต่ท่อนขาตั้งแต่เข่าลงไปยึดติดกับพื้นราวกับหล่อปูนไว้ สติของธันยาจวนจะหลุดลอยออกจากร่างอย่างหมิ่นเหม่ ธารากัดฟันจนกรามปูดโพน แต่หนทางที่จะช่วยให้แฟนสาวพ้นทรมานจากพวกจิตวิปริตตอนนี้ก็คือต้องกล้ำกลืนศักดิ์ศรีตามใจที่มันเรียกร้อง ประมือยกจรดหน้าผากแล้วก้มลงกราบกับพื้น

    “อย่าทำแฟนผมเลยครับ”

    ชายฉกรรจ์สี่คนหัวเราะชอบใจก่อนจะคลายพลังออกมา ธันยาส่งเสียงหายใจเข้าเฮือกอย่างโหยหวน ร่างที่บิดเกร็งจนเท้าจิกกับพื้นเริ่มคลายออก แม้ร่างกายจะไร้ร่องรอยถูกทำร้ายแต่จิตใจดูบอบช้ำสาหัสอย่างหนัก ร้องไห้สะอื้นร่างสั่นเทาก่อนจะครวญครางว่า “อย่าทำหนูเลย... ธารา…. ช่วยด้วย”

    สิ่งที่ธาราทำได้ตอนนี้ใช้ความไร้สามารถและความน่าสมเพชของตนพะเน้าพะนอให้อีกฝ่ายพอใจและเมตตา

    ลูกพี่ใหญ่ซู้ดปากเช็ดน้ำลายตัวเอง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “นี่สิ ความน่าสมเพชที่แท้จริง พวกคนนอกก็แค่สัตว์ชั้นล่างที่ต้องอ้อนวอนขอความเมตตาจากสัตว์ชั้นบนอย่างกู ฮ่าๆ ซึ่งกูมีสิทธิจะเมตตาหรือไม่ก็ได้”

    ได้พักจากความทรมานไม่ทันไร ลูกพี่ใหญ่กับชายเมามายก็เริ่มทรมานธันยาเช่นเดิมอีกครั้ง

    “เฮ้ย!!” ธาราตะโกนลั่นด้วยความเดือดดาล

    ลูกพี่ใหญ่หัวเราะลั่นอย่างสะใจ มองธาราอย่างท้าทาย “แล้วมึงจะทำไม นอกจากกราบอ้อนวอน มึงทำอะไรกูได้”

    ใบหน้าของธาราบิดเบี้ยวด้วยความคั่งแค้น นอกจากแค้นพวกมันแล้วเขายังโกรธตัวเองที่ไม่สามารถใช้พลังลวงจิตได้ ในเมื่อสองขาอยู่ถูกตรึงอยู่กับพื้นด้วย พลังจิตของอีกฝ่ายที่บังคับจิตของเขาเองอีกทีหนึ่ง เขาข้องใจว่าทำไมถึงควบคุมจิตของตัวเองได้น้อยกว่าอีกฝ่าย สภาพพันธนาการที่ไร้ตัวตนเช่นนี้ยิ่งทวีความสมเพชในความรู้สึกเข้าไปใหญ่

    “แกมันแค่คนนอก คนนอกที่น่าสมเพช” ลูกพี่ใหญ่ตอกย้ำ

    คล้ายกับเรื่องนักลวงจิต ที่คุณอ่าน