จินหวังเฟย

    ตอนที่ 1 จีหลี่ พิธีปักปิ่น

    ดวงตาหงส์คู่หนึ่งลืมขึ้นมองภาพตรงหน้า นางฝันถึงมารดาอีกแล้ว คิมหันตฤดูในปีนั้น มารดาที่ป่วยเป็นโรคร้ายจู่ๆ อาการก็ทรุดหนัก ท่านแม่บอกกับนางเองว่าไม่มีทางรักษาโรคนี้ให้หาย แม้ว่าจะเป็นหมอเทวดาผู้เลื่องชื่อไปทั่วทั้งแผ่นดินก็ตาม นางอยากจะเข้าใจ แต่นางยังเล็กนัก ในที่สุดก็สูญเสียมารดาผู้เป็นที่รักไปตลอดกาล“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ตื่นแล้วใช่ไหมเจ้าคะ”“ข้าตื่นแล้ว”ตันตันยกอ่างน้ำทองเหลืองเข้ามาด้านใน สาวใช้ของนางกระวีกระวาดแขวนม่านมุ้งเข้ากับห่วงทั้งสองด้าน บิดผ้าที่ชุ่มน้ำแล้วส่งมาให้นางที่ยันตัวขึ้นนั่งเพื่อเช็ดหน้า“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ วันนี้คุณหนูใหญ่ต้องเข้าพิธีจีหลี่1 แล้ว บ่าวดีใจเหลือเกินเจ้าค่ะ คุณหนูถึงวัยออกเรือนแล้ว” ตันตันยิ้มแย้มแจ่มใสดีอกดีใจมากที่สุด“ข้ายังไม่อยากออกเรือน ข้าอยากอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ท่านแม่เคยบอกว่าผู้หญิงอย่างเราสามารถออกเรือนตอนอายุยี่สิบปีได้”จางหานเฟิ่งยังไม่มีคิดที่จะออกเรือนในยามนี้จริงๆ เพราะนางไร้ซึ่งความกดดันเหมือนคุณหนูสกุลใหญ่ผู้อื่น ทำไมต้องรีบหาสามีแต่งงานด้วยเล่า บิดาของนางเป็นแค่อาลักษณ์ขั้นหก ที่วันๆ ได้แต่นั่งอยู่บนเก้าอี้คอยจดบันทึกเรื่องราวความเป็นไปของบ้านเมือง เบี้ยหวัดเดือนหนึ่งก็ไม่มาก ไม่พอที่จะเลี้ยงดูคนในครอบครัวด้วยซ้ำเมื่อเจ็ดปีก่อน นางอายุแค่แปดปี นางกำสัญญาฉบับหนึ่งพุ่งไปที่หอสุรากุ้ยฮวา นางตามทรัพย์สินของมารดาที่ทิ้งเอาไว้ให้อย่างลับๆ กลับมา หอสุรากุ้ยฮวาเป็นของนาง และด้วยความสามารถของนาง ปัจจุบันหอสุรากุ้ยฮวามีชื่อเสียงเลื่องลือในเมืองหลวงยิ่งนักทุกวันนี้จึงเป็นนางที่จุนเจือครอบครัว!“อะไรกันเจ้าคะ! ยี่สิบ!” ตันตันตกใจจนลืมมารยาทว่าใครเป็นนาย ใครเป็นบ่าว คุณหนูของตัวเองคิดแบบนี้ได้อย่างไร ไม่ได้เด็ดขาด จึงรีบเอ่ยขึ้นมา “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ เมื่อถึงเวลานั้นคงไม่มีใครมาขอคุณหนูใหญ่แน่แล้วเจ้าค่ะ”“ไม่ขอก็ไม่ขอ...ข้าไม่สนใจหรอก” จางหานเฟิ่งลุกขึ้นจากเตียงที่สลักลวดลายใบไผ่พลิ้วลม นางเดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งตันตันรีบเข้ามาปรนนิบัติอยู่ทางด้านหลัง ปากนั้นก็ยังจำนรรจากับคุณหนูใหญ่สกุลจางไปด้วยความคับข้องใจ มือหนึ่งก็ยื่นออกไปหยิบหวีมาสางผมยาวสีน้ำหมึกให้“คุณหนูเป็นคุณหนูใหญ่ของสกุลจางนะเจ้าคะ คุณหนูใหญ่จะไม่ออกเรือนได้อย่างไร นายท่านจะว่าอย่างไร มิวายต้องโกรธเกรี้ยวใส่คุณหนูของบ่าวเป็นแน่”“ตันตัน...”ดวงตาหงส์มองสาวใช้คนสนิทที่มีอยู่คนเดียวผ่านกระจกทองเหลืองที่อยู่ตรงหน้าอย่างตำหนิ แววตาแบบนี้ทำให้ตันตันต้องก้มหน้า ตลอดหลายปีที่รับใช้คุณหนูใหญ่สกุลจางตั้งแต่ยังเล็กยังน้อย ตันตันรู้ว่าคุณหนูตัวน้อยของนางเป็นคนที่ไม่ควรเข้าไปตอแย ไม่อย่างนั้นตระกูลจางจะมีได้อย่างทุกวันนี้หรือ นายท่านกับฮูหยินคนปัจจุบันถึงได้เกรงอกเกรงใจคุณหนูใหญ่ยิ่งนัก“เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่” ตันตันขานรับเสียงอ่อย แต่ในใจนั้นยังคงคัดค้าน บ่าวอย่างนางอยากให้คุณหนูของตัวเองออกเรือนกับคู่ครองที่ดี“ท่านพ่อไม่เกรี้ยวกราดใส่ข้าหรอก” จางหานเฟิ่งเพ่งพิศใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกทองเหลือง รูปโฉมของนางนับว่าเฉิดฉัน แต่ไม่ถึงกับงามล่มบ้านล่มเมืองเหมือนคุณหนูสกุลใหญ่ทั้งหลายในเมืองหลวง“แต่...”“หยุดพูดได้แล้ว ข้าไม่อยากฟัง” นางเอ็ดออกไป“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ ไม่พูดก็ไม่พูด” ตันตันทำหน้าม่อยอยู่ทางด้านหลัง“เจ้าแก่กว่าข้าอีกนะ เจ้านึกถึงตัวเจ้าเองก่อนดีหรือไม่” สตรีตัวน้อยเห็นสีหน้าแบบนั้นของสาวใช้คนสนิทแล้วก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอน“อะไรนะเจ้าคะ! คุณหนูใหญ่พูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร คุณหนูใหญ่จะให้บ่าวออกเรือนหรือเจ้าคะ ไม่นะเจ้าค่ะ! บ่าวไม่อยากไป บ่าวอยากอยู่ปรนนิบัติคุณหนูใหญ่” ตันตันแตกตื่นจนส่ายหน้า หัวใจลอยคว้างขึ้นมาอยู่ในอากาศ“ใช่...เจ้าถึงวัยออกเรือนก่อนข้านานแล้ว ข้าจะหาคนดีๆ ที่ขยันทำมาหากินมาแต่งให้เจ้า” จางหานเฟิ่งยิ้มแย้มแต่ไปไม่ถึงดวงตา“บ่าวปากไม่ดี!” ร่างทางด้านหลังทรุดฮวบ สองเข่ากระแทกพื้นอย่างไม่กลัวเจ็บ ตันตันตวัดมือตบปากตัวเองจนเสียงเผียะดังขึ้น“ข้าแค่หยอกเย้าเจ้าเล่นเท่านั้น” จางหานเฟิ่งตกใจ นางคว้าข้อมือของสาวใช้เอาไว้ แม้นางจะตัวเล็กแค่นี้ แต่มีแรงมากอย่างน่าอัศจรรย์ใจ“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ให้บ่าวอยู่กับคุณหนูใหญ่ไปจนแก่เฒ่านะเจ้าคะ” ตันตันสะอึกสะอื้น เพราะอาศัยอยู่กับจางหานเฟิ่งตั้งแต่อายุเจ็ดปี นี่ก็ผ่านมาสิบเอ็ดปีแล้ว จวบจนปีนี้อายุสิบแปด ขอแค่มีหลังคาคลุมหัว กินอิ่ม และที่นอนอุ่นก็พอแล้ว“ได้ เราจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า” นางยิ้มแย้ม แค่ขู่ไปเท่านั้น แต่อีกฝ่ายคิดเป็นจริงเป็นจังไปเสียได้“คุณหนูใหญ่...” ตันตันถอนสะอื้นด้วยความโล่งอก ทว่าก็ยังหนักใจ เพราะเป็นแค่บ่าวรับใช้ไม่แต่งงานออกเรือนไปก็ได้ แต่คุณหนูของตัวเองนี่สิ เป็นถึงลูกหลานของข้าราชบริพารรับใช้องค์ฮ่องเต้ จะไม่ออกเรือนได้อย่างไร ขืนใครรู้เข้าและเอาไปพูด ชื่อเสียงคุณหนูใหญ่มิวายป่นปี้หมดนอกเรือนมีเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งดังขึ้น บิดาคงส่งคนมาตามนางแล้ว จางหานเฟิ่งจึงลุกขึ้นให้ตันตันแต่งตัวเตรียมเข้าพิธีจีหลี่“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ขออนุญาตเข้าไปนะเจ้าคะ”“เข้ามา”ร่างหนึ่งเดินอ้อมฉากบังลมที่ยังวาดไม่เสร็จมายืนอยู่ตรงหน้าอย่างนอบน้อม แม่บ้านนามว่าเจิ่นสือวัยห้าสิบกว่าก้มหน้าก้มตารายงาน“นายท่านกับฮูหยินรออยู่ที่ห้องโถงด้านหน้าแล้วเจ้าค่ะ”“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”วันนี้คุณหนูใหญ่สกุลจางสวมชุดผ้าไหมสีขาว ยามย่างเท้าเดินราวกับเทพเซียนลงมาเยือนโลกมนุษย์ กิริยาท่าทางของนางราวกับถูกอบรมมาจากในวังหลวง ทั้งที่วันๆ นางอยู่แต่ในห้องหับอ่านหนังสือที่ฮูหยินคนก่อนทิ้งเอาไว้ให้เสียเป็นส่วนใหญ่จางหานอิงเห็นบุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาคนแรกงดงามดุจเทพธิดาถึงเพียงนี้ก็ยิ้มรับ ข้างกายคือภรรยาคนที่สองที่รับเข้าเรือนมาก่อนภรรยาคนแรกเสียชีวิตสามปี ซูฮัวหวามาจากครอบครัวพ่อค้า บ้านมีร้านขายผ้าอยู่ในตลาด นางกับจางหานอิงมีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคนนามว่าจางอิงถิง ปีนี้อายุสิบสอง เป็นเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความสดใสตั้งแต่เว่ยเหมยลีเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะเมื่อหลายปีก่อน ร่างกายก็ผ่ายผอมลงทุกวัน อดีตฮูหยินจางจึงอนุญาตให้สามีมีภรรยาอีกคนทั้งที่อาลักษณ์จางก็ไม่ใคร่อยากจะมีภรรยาเพิ่ม“ท่านพี่...ท่านพี่...” คุณหนูรองสกุลจางกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปเกาะแขนพี่สาวต่างมารดายิ้มแย้มแจ่มใส “ท่านพี่กำลังจะเข้าพิธีจีหลี่ ข้าอิจฉาท่านพี่ยิ่งนัก”“ไยต้องอิจฉาข้ากัน อีกสามปีเจ้าก็ต้องเข้าพิธีจีหลี่เหมือนกับข้า” คุณหนูใหญ่สกุลจางยิ้มแย้มตอบสีหน้าสดใส คนในครอบครัวสกุลจางรักใคร่กันดียิ่ง“เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะหาสามีที่ดีแต่งงานด้วย” จางอิงถิงมีความคิดเหมือนคุณหนูสกุลอื่นๆ ว่าต้องออกเรือนไปสร้างครอบครัวกับบุรุษผู้หนึ่ง“สามีที่ดีของเจ้าเป็นเช่นไร” นางถามน้องสาวแววตาใคร่รู้“ย่อมจะต้องเป็นบุรุษที่งามสง่า รูปงาม และรักข้ายิ่งนัก”จางอิงถิงมีความฝันเหมือนเด็กสาวทั่วไป นางอยากจะแต่งงานกับบุรุษที่มีทุกอย่างเพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ฐานะ และหน้าที่การงาน ถ้าเป็นข้าราชบริพารรับใช้องค์ฮ่องเต้ อย่างน้อยก็ต้องมีตำแหน่งเหนือกว่าบิดา เพราะบางครั้งนางก็อดอิจฉาคุณหนูสกุลใหญ่ๆ เหล่านั้นไม่ได้ ที่มีอำนาจกดขี่เหล่าบรรดาคุณหนูสกุลเล็กๆ ในเมืองหลวง“เช่นใครบ้าง เจ้ายกตัวอย่างให้ข้ารู้หน่อยสิ”จางหานเฟิ่งหัวเราะ นางมองน้องสาวที่มีสีหน้าเขินอายขึ้นมา ในเมืองหลวงแห่งนี้...ด้วยวัยเพียงแค่สิบสองปีก็ได้รับเทียบเชิญทาบทามจากแม่สื่อล่วงหน้าแล้ว เด็กสาวจึงมีความคิดเลยเถิดไปไกล“เช่น...” จางอิงถิงเอ่ยขึ้นพลางลอบสังเกตสีหน้าของบิดามารดา เมื่อเห็นทั้งสองไม่มีแววตาตำหนิติเตียนอะไร นางจึงเอ่ยต่อขึ้นมาเสียงเบา “จินอ๋อง...รองแม่ทัพเฉิน...เสนาบดีโอวหยาง...”“อิงเอ๋อร์! เจ้าฝันเกินไปแล้ว” ซูฮัวหวาเอ็ดบุตรสาวขึ้นมาทันที มีฐานะเป็นแค่ลูกสาวอาลักษณ์ขั้นหก จะได้เป็นถึงฮูหยินเอกได้อย่างไร แม้แต่ตำแหน่งอนุภรรยาก็ไม่แน่ว่าจะได้เป็น“ท่านแม่...ก็ท่านพี่ถามข้า ข้าจึงตอบ” จางอิงถิงหน้าเสีย“เจ้าใฝ่สูงเกินไปนัก!” ฮูหยินจางคนปัจจุบันปรามบุตรสาวที่คิดเพ้อฝันไปไกล นางมาจากครอบครัวพ่อค้าจึงไม่อาจให้บุตรสาวคิดฝันถึงเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ได้“อย่าต่อว่าอิงเอ๋อร์เลยท่านแม่” จางหานเฟิ่งออกรับแทน นางเรียกท่านแม่อย่างให้เกียรติ เพราะหลายปีที่ผ่านมานางได้รับความเอ็นดูจากซูฮัวหวาประดุจบุตรสาวคนหนึ่งก็ไม่ปาน คนในครอบครัวสกุลจางจึงรักใคร่ปรองดองกันดี แล้วนางก็หันไปเอ่ยกับน้องสาวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแต่แววตาคมกริบด้วยความห่วงใย “อิงเอ๋อร์ ข้ามีบางคำที่อยากจะพูดกับเจ้า”“อะไรหรือท่านพี่” ผู้ที่เพิ่งถูกตำหนิถามกลับเสียงอ่อย“เจ้าต้องรักตัวเองมากกว่าผู้อื่น”“เอ๋...ทำไมข้าต้องรักตัวเองมากกว่าผู้อื่น”ผู้เป็นพี่สาวยิ้มแย้มและตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลระรื่นหู นางหยิบยกคำสั่งสอนของเว่ยเหมยลีขึ้นมาอบรมน้องสาว เนื่องจากเห็นว่าเป็นคำสั่งสอนที่ดียิ่ง“เป็นท่านแม่ของข้าที่เคยพูดเอาไว้กับข้า...เพราะเจ้าจะเจ็บปวด เจ้าจะเป็นทุกข์ พี่สาวอย่างข้าไม่อยากเห็นเจ้าเป็นทุกข์”“ไยถึงเป็นทุกข์ได้” จางอิงถิงมีสีหน้าไม่ค่อยจะเข้าใจ“รักคนอื่นมากจึงเป็นทุกข์ เจ้าจึงต้องรักตัวเองก่อน”“อ๋อ...” คุณหนูรองสกุลจางเริ่มเข้าใจ แววตาของเด็กสาวจึงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และพยักหน้ารับอย่างว่านอนสอนง่าย“ข้าเข้าใจที่ท่านพี่กล่าวแล้ว”“ดีมาก”บิดาอย่างจางหานอิงไม่เอ่ยขัดอะไร มารดาอย่างซูฮัวหวายิ่งไม่อาจจะเอ่ย ทั้งสองแม้จะได้ชื่อว่าเป็นบุพการี แต่เกรงใจบุตรสาวคนแรกยิ่งนัก เมื่ออาลักษณ์จางยังไม่เห็นอนุภรรยาและบุตรชายผู้สืบทอดสกุลเพียงคนเดียวของตระกูลจึงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย“หลัวอี๋เหนียงกับซานเอ๋อร์อยู่ที่ไหน ทำไมยังไม่มา!”“ข้ามาแล้ว! ข้ามาแล้ว! ซานเอ๋อร์น่ะสิตื่นสาย ข้าปลุกเท่าไรก็ไม่ยอมลุก”สิ้นเสียงของหลัวจีหงที่ดังขึ้นมาก่อนตัว สตรีวัยยี่สิบต้นๆ ก็ลากบุตรชายวัยห้าปีตัวกลมเข้ามาด้านใน ครั้นสบสายตาเข้ากับคุณหนูใหญ่ก็ยิ้มประจบ“คุณหนูใหญ่อย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ วันนี้เป็นวันสำคัญของคุณหนูใหญ่แท้ๆ แต่เราสองแม่ลูกดันมาสาย ซานเอ๋อร์ เจ้ารีบขอโทษท่านพี่เดี๋ยวนี้”“ท่านพี่...ข้าขอโทษ” จางซานหลงร้องขึ้นก่อนจะปล่อยมือของมารดาแล้ววิ่งดุ่มๆ เข้ามาหาจางหานเฟิ่งพร้อมรอยยิ้มสดใส“เจ้านอนตื่นสายเกินไปแล้วนะ” นางดุน้องชายคนเดียวที่มี“ข้าสำนึกผิดแล้ว เชิญท่านพี่ดุด่า” คุณชายหนึ่งเดียวของสกุลจางก้มหน้าทำคอตก“เจ้านี่...” พี่สาวคนโตอดหัวเราะไม่ได้พลางหยิกแก้ม“โอ๊ย!”“นี่คือการลงโทษจากข้า”“ซานเอ๋อร์จะไม่ตำหนิท่านพี่”“แน่ะ กลับกลายเป็นข้าที่ต้องถูกตำหนิอย่างนั้นหรือไร”“มิกล้า...มิกล้า...” จางซานหลงประสานมือที่ท้องน้อยแล้วก้มตัวลง ทำตัวราวกับเป็นวิญญูชนผู้น่าเคารพ“เจ้านี่...”ในห้องโถงรับแขกของบ้านสกุลจางยามนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะรื่นเริงสนุกสนาน แม่บ้านเจิ่นเข้ามาขัด เอ่ยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส นางประคองถาดที่ถูกปูด้วยผ้าไหมสีแดง บนถาดมีหวี จอกสุรา กาใส่สุรา และปิ่นระย้าผีเสื้อล้อวสันต์อันแสนงดงาม“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ เชิญคุกเข่าต่อหน้านายท่านและฮูหยินเจ้าค่ะ”ตันตันยืนอยู่ข้างแม่บ้านเจิ่น สองมือประคองถาดที่ปูด้วยผ้าไหมสีแดงเช่นกัน บนถาดมีเสื้อคลุมสีแดงมงคลชุดหนึ่ง ยามนั้นบ่าวไพร่ในบ้านต่างมาร่วมพิธีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแช่มชื่น ทั้งแม่ครัวนามว่าป้าเจียง สาวใช้ทั่วไปนามว่าอิงอิงและเจียวเจียว บ่าวชายคนหนึ่งที่ใช้แรงงานทั่วไปนามว่าตงตี้จางอิงถิงประคองพี่สาวต่างมารดาให้คุกเข่าลงบนเบาะนุ่มที่เตรียมเอาไว้ แค่จางหานเฟิ่งเงยหน้า หลัวจีหงก็เอ่ยอาสาขึ้นมาทันที“ขอเกล้าผมให้คุณหนูใหญ่ได้ไหมเจ้าคะ”นางมาเป็นอนุภรรยาของอาลักษณ์จางได้ก็เพราะความช่วยเหลือของคุณหนูใหญ่ ในตอนนั้นใครจะคิดว่าเด็กสาวอายุแค่นั้นกลับกล้าได้กล้าเสีย และทำเรื่องอันน่าเหลือเชื่อขึ้นมา ก่อนที่นางจะเข้าไปยังหอนางโลมเพื่อหาเงินใช้หนี้ค่าฝังศพบิดาที่หยิบยืมมาจากผู้อื่น แต่สุดท้ายนางกลับได้เป็นอนุภรรยาของจางหานอิง แม้ฐานะทางราชการของจางหานอิงจะต่ำต้อย แต่นางก็มีความสุขดี แถมนางยังให้กำเนิดบุตรชายที่หน้าตาน่ารักและน่าภาคภูมิใจมากคนหนึ่งกับคนในครอบครัว จางหานเฟิ่งอ่อนโยนยิ่งนัก“ยินดีเจ้าค่ะ”“ขอบคุณคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ”แม่บ้านเจิ่นยื่นถาดเพื่อให้หลัวจีหงหยิบหวี นางสางเส้นผมสีน้ำหมึกที่ยาวถึงบั้นเอวอย่างช้าๆ ตั้งอกตั้งใจ และเกล้าขึ้นเป็นมวยอย่างคล่องแคล่วซูฮัวหวาขยับตัวทันทีที่หลัวจีหงเกล้าผมเสร็จ นางอยากเป็นผู้ปักปิ่นให้ เพราะเว่ยเหมยลีจากไปยังปรโลกหลายปีแล้ว นางจึงรักและเอ็นดูผู้ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าประดุจบุตรสาวคนหนึ่ง“ข้า...”“เชิญเจ้าค่ะ” จางหานเฟิ่งตอบทันทีโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันจะเอ่ยปากพูด แค่นางมองกิริยาท่าทางก็เดาความคิดออกแล้ว น้ำเสียงที่เอ่ยเจือความอ่อนหวานยิ่งนักฮูหยินจางคนปัจจุบันขอบตาร้อนผ่าว นางดีใจเหลือเกินที่ได้เป็นผู้ปักปิ่นให้กับจางหานเฟิ่งด้วยตนเอง“อืม...” อาลักษณ์จางพึมพำด้วยความพึงพอใจ จากนั้นก็รับเสื้อคลุมสีแดงมงคลจากตันตัน ผู้เป็นบิดาจะต้องสวมชุดคลุมให้บุตรสาวและยกจอกให้นางดื่มสุรา...บัดนี้คุณหนูใหญ่บ้านสกุลจางถึงวัยออกเรือนแล้ว“เจ้าเป็นสาวแล้ว ถึงวัยออกเรือนได้แล้วหรือนี่” บิดาเอ่ยด้วยความรักใคร่“เฟิ่งเอ๋อร์ของเราสวยยิ่งนัก” ซูฮัวหวากล่าวชมไปถึงดวงตาที่กำลังยิ้มแย้ม“ท่านแม่...ท่านพี่ของข้าสวยยิ่ง จะต้องมีแม่สื่อหลายคนส่งเทียบเชิญทาบทามมาแน่ คุณชายบ้านไหนนะ จะถูกตาต้องใจท่านพี่ของข้า”จางหานเฟิ่งลุกขึ้นโดยมีตันตันช่วยประคองร่าง นางยิ้มแย้มรับก็จริง แต่แววตาคัดค้าน เพราะยังไม่มีความคิดที่จะออกเรือนอยู่ในหัวแม้แต่น้อยแม่บ้านเจิ่นถามแทรกขึ้นมา“ตั้งโต๊ะอาหารเลยนะเจ้าคะ”1 笄礼 พิธีปักปิ่นเข้าสู่วัยสาว