บทที่5 ขอความช่วยเหลือ
เมื่อปู่ของเดนเข้ามาภายในห้องโถงก็พบผู้เฒ่าที่ไร้ซึ่งแขนข้างซ้ายกับชายวัยกลางคนยืนรออยู่ภายในห้องและรอบๆห้องโถงมีบุคคลสวมคลุมดำยืนประจำอยู่
“เ้าเฒ่าฟูม่า เ้าหนูลันพวกเ้ามาแล้วรึ”
ปู่ของเดนทักไปยังทั้งสองที่ยืนอยู่กลางห้องโถง ผู้เฒ่าที่มีคิ้วสีขาวยาวลงมาหันหน้ามายังปู่ของเดน
“พอคนของป้อมสายฟ้าของเ้ามารายงานพวกเราก็รีบมานี่แหละ”
“คาราวะท่านผู้เฒ่ามู”ลันทักไปยังปู่ของเดน
“อืมเื่ทักทายเอาไว้ก่อน”
“คนของเกาะอัคคีของพวกเ้าเดินทางมายังทวีปม่านหมอกพฤกษาแล้วรึยังเ้าเฒ่า”
“ข้าส่งข่าวไปแล้วละคงเดินทางมาถึงในอีกไม่นานนี่แหละ”
“มันหลุดออกมาแค่ตนเดียวใช่ไหมเ้าเฒ่ามู”
“ใช่แต่ยังดีที่อีกตนหนึ่งยังถูกขังอยู่ภายในผนึก นี่ถ้าเกิดพวกมันหลุดออกมาทั้งสองตนพวกเราคงต้องหาทางหนีอย่างเดียวแลัวละ”
“หลุดแค่ตนเดียวก็เป็ปัญหาอย่างใหญ่หลวงแล้วละมูเอ๊ย แค่พวกเราคงทำอะไรมันไม่ได้มากแน่ๆเราคงต้องขอความช่วยเหลือจากคนของทวีปพฤกษาแล้วละ”
“เฮ้อ..ข้าคงต้องไปคุยกับผู้นำสถาบันจิต์ด้วยตัวเองแล้วละนะ”
ปู่ของเดนถอนหายใจออกมาเพราะปู่ของเดนนั้นปิดบังตัวตนของตัวเองมาตลอดั้แ่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านมวลพฤกษาแห่งนี้ ก็เดินทางมากับหลานชายของเขาเพียงเท่านั้น ตอนนั้นหมู่บ้านมวลพฤกษาเป็เพียงแค่ที่พักชั่วคราวของพวกหาเก็บสมุนไพรเท่านั้น เพราะที่นี้มีสมุนไพรหายากต่างๆขึ้นอยู่ เมื่อผู้เฒ่ามูต้องคอยเฝ้าดูผนึกอสูรที่เขาเมฆ เขาจึงได้มา สร้างบ้านขึ้นตีนเขาอย่างง่ายๆ และได้คอยช่วยเหลือผู้คนที่มาเก็บสมุนไพรที่นี้จาก สัตว์ิญญาที่คอยเข้าโจมตีผู้คนอยู่เรื่อยๆ วันหนึ่งหลังจากผู้เฒ่ามูจัดการสัตว์ิญญาฝูงใหญ่ไป พวกสัตว์ิญญาที่เหลือก็พากันหนีเข้าไปส่วนลึกของเขาเมฆและนานๆจะเห็นพวกมันสักตัวนึง เหล่าผู้คนที่หาเก็บสมุนไพรจึงรู้สึกนับถือผู้เฒ่ามูและได้พาครอบครัวของตนมาตั้งรกรากใกล้ๆกับบ้านผู้เฒ่ามูและได้แต่งตั้งกันเองให้ผู้เฒ่าเป็หัวหน้าหมู่บ้าน จากนั้นก็เริ่มมีผู้คนเข้าอาศัยกลายเป็หมู่บ้านมวลพฤษาในที่สุด
“ข้าจะไปกับเ้าด้วยเพื่อเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ผู้นำสถาบันจิตสรรค์ฟัง”
ผู้เฒ่าฟูม่าเอยขึ้น
“เล่านะเล่าได้แต่ต้องปิดบังเื่ศิลาจากพวกเขา”
“อืมข้ารู้นา”
“ท่านพ่อ ท่านผู้เฒ่ามู อสูรที่พวกท่านกล่าวมันร้ายกาจถึงขนาดนั้นเลยรึ”
สองผู้เฒ่าได้หันหน้ามาทางชายวัยกลางคน
“เ้าดูแขนของข้านี่สิในตอนนั้นข้ากับเ้าเฒ่ามูนี่นับว่าทรงพลังอย่างมากในทวีปพิภพถึงขนาดตั้งขุมกำลังไร้พ่ายขึ้นมาอย่างเกาะอัคคีกับป้อมสายฟ้าซึ่งไม่มีเหล่าขุมกำลังอื่นกล้าบุกเข้าโจมตีนับร้อยปี แต่เ้าอสูรนั้นกลับจัดการพวกข้าได้ในสองร้อยกระบวนท่าเท่านั้นถ้าหากวันนั้นโชคไม่เข้าข้างพวกข้า พวกข้าคงไม่ได้มายืนตรงนี้ในตอนนี้หรอก”
เมื่อลันได้ยินดังนั้น เขาจึงกลืนน้ำลายดัง เอื๊อก โดยไม่รู้ตัว
“เ้าเฒ่ามู เดนอยู่ที่ไหนตอนนี้”
“ข้าให้เขาฝึกในห้องกำเนิด คงให้ออกมาไม่ได้อีกนานละ”
“อืมดีอย่าให้เขามาเสี่ยงกับเื่นี้เลยยิ่งดี”
“ลันเ้ากลับไปยังตระกูลไปบอกคนของเราให้เตรียมพร้อมและรอคนของเกาะอัคคีที่นั้น แต่อย่าบอกเื่ราวแก่ลูละเกิดมันรู้เข้าคงเปิดตูดแนบมาที่นี้แน่”
“ครับท่านพ่อ”
“เ้าเฒ่ามูพวกเราไปสถาบันจิต์กันตอนนี้เลยเถอะ”
“อืม หน่วยพิทักษ์อัสนีพวกเ้าคอยอยู่คุ้มกันหลานข้าและรอฟังคำสั่งต่อไปที่นี้
“รับทราบท่านจ้าว”
เสียงตอบรับของเหล่าบุคคลสวมคลุมดำตอบกลับ
“หัวหน้าหน่วยอัสนีม่วงกับอัสนีฟ้าไปกับข้า”
ชายสองคนเดินออกมาอยู่ข้างกายผู้เฒ่าในทันทีที่สิ้นเสียง
“ไปกันเถอะเ้าเฒ่าฟูม่า”
ทั้งห้าคนเดินเข้าวงแสงและหายไป ทั้งห้าคนออกมาจากเขาเมฆและเริ่มเดินทางมุ่งหน้าไปยังสถานที่ ที่ตกลงกันไว้ บนท้องฟ้าของสถาบันจิต์ปรากฏเงาร่างบุคลทั้งสี่
“ผู้นำสถาบันจิต์อยู่ที่หอคอยดาวเหนือพวกเราต้องเข้าไปพบเขาที่นั้น”
ขณะที่ผู้เฒ่าฟูม่ากล่าวได้มีสายลมหอบเอาตัวบุคคลหนึ่งมาหยุดตรงหน้าพวกเขา
“พวกเ้าเป็ใครกันบังอาจบุกรุกน่านฟ้าของสถาบันจิต์”
ผู้พิทักษ์แห่งวายุ คายกล่าว
“พวกเรามาขอพบท่านผู้นำขอให้พวกเราเข้าพบด้วยเถอะข้ามาจากหมู่บ้านมวลพฤกษา”
“เฮอะ พวกเ้าคิดว่าพวกเ้าเป็ใครกันอยากพบแล้วจะได้พบงั้นรึพวกเ้าเห็นสถาบันจิต์เป็สิ่งใดกัน”
“เ้าหนูอย่าได้หาเื่เจ็บตัวไปรายงานผู้นำของเ้าชะว่าเราผู้เฒ่าแห่งเกาะอัคคีขอเข้าพบ”
“คิดว่ามีปัญญาทำให้ข้าเจ็บตัวงั้นรึ หึเกาะอัคคีสถานที่แบบไหนละนั้น ออกไปชะไม่งั้นข้าจะให้พวกเ้าได้เจ็บตัวแน่”
พอคายกล่าวจบหัวหน้าหน่วยอัสนีม่วงและฟ้าก็มาปรากฏข้างหน้าและข้างหลังของเขาทันที พร้อมกับชี้นิ้วที่มีประกายสายฟ้าคมกริบไปที่คอของเขา
“อย่ามาบังอาจแสดงกริยาต่ำทรามแก่ท่านจ้าวของพวกเราไม่งั้นชีวิตเ้าจบไม่สวยแน่”
คายตะลึงในความเร็วของคนชุดคลุมดำทั้งสอง แต่เขาก็เร่งพลังวายุหมุนขึ้นรอบตัวของเขาขึ้นเป็เกราะ ทำให้หัวหน้าหน่วยอัสนีทั้งสองก้าวถอยไปหนึ่งก้าว
“พวกเ้าหาเื่เจ็บตัวเองนะ”
“คมมีดวายุ”
คายตวัดมือไปทางหัวหน้าหน่วยอัสนีที่อยู่ประกบเขาทั้งหน้าและหลัง เกิดเป็คมมีดสายลมพุ่งไปยังทั้งสอง แต่ทั้งสองได้สร้างม่านพลังสายฟ้าขึ้นสกัดกั้นมีดสายลมทำให้เกิดเสียง ตูม ขึ้นม่านพลังสายฟ้าและคมมีดสลายหายไปหัวหน้าหน่วยทั้งสองห่อหุ้มสายฟ้ารอบตัวเองอีกครั้งแล้วพุ่งไปยัง คาย ขณะนั้นคายได้รวบรวมพลังสายลมไว้ที่มือทั้งสองข้างของเขาเกิดเป็พายุขึ้นในขณะที่คายกำลังจะปลดปล่อยพลังและหัวหน้าหน่วยทั้งสองจะพุ่งเข้าปะทะก็เกิดเสียงะโขึ้นมาด้วยพลังอัดแน่น
“พวกเ้าหยุดมือเดี๋ยวนี้”
ทำให้ทั้งคายและหัวหน้าหน่วยพลังสลายหายไป
“คาราวะท่านผู้นำสถาบันข้าผู้เฒ่าทั้งสองมีเื่ที่ต้องบอกกล่าวกับท่านเป็การส่วนตัวอย่างเร่งรีบจึงไม่ได้นัดหมายกับท่านล่วงหน้า โปรดขออภัยด้วย”
“คายให้พวกเขาเข้ามาพบข้า”
“ขอรับท่านผู้นำ เชิญพวกท่าน”
คายกล่าวพร้อมทำหน้าบูดบึง นำพวกเขาเข้าพบท่านผู้นำเมื่อมาถึงยอดหอคอย คายเดินนำพวกเขาทั้งหมดเข้าไปยังโถงรับรองแขก เมื่อเข้ามาถึงโถงรับเเขกก็พบชายชรานั่งที่เก้าอี้และกล่าวเชิญให้พวกเขานั่งลงฝั่งตรงข้ามของเขา
“พวกท่านมีเื่อันใดจะบอกกล่าวแก่ข้ากันละถึงได้ดูรีบร้อนอย่างมาก”
“ก่อนจะบอกอะไรท่านพวกเราต้องขอแนะนำตัวเองก่อน”
“ข้ามีนามว่า มู อัลติม่า ผู้นำแห่งป้อมสายฟ้าที่ตั้งอยู่ในทวีปพิภพ
และคนที่นั่งอยู่ข้างข้ามีนามว่า ฟูม่า อีฟริท ผู้นำของเกาะอัคคีจากทวีปเดียวกันกับข้า”
ผู้นำสถาบันจิต์ตกตะลึงเผลอตัวลุกขึ้นยืน
“พวกท่านคือไร้พ่ายอัสนีและอัคคีอย่างนั้นเหรอ จะเป็ยังงั้นไปได้ยังไง พวกเขาหายตัวไปจากการประลองฝีมือกันเมื่อร้อยปีก่อนนิ เป็ข่าวที่ดังมากในทวีปพิภพพวกข้าได้ยินมาแบบนั้น พวกข้ายังนึกเสียดายคนที่มีฝีมือสูงส่ง ที่ได้หายสาปสูญไป
จะเป็พวกท่านไปได้ยังไงละพวกท่านมีหลักฐานยืนยันไหมละ”
เมื่อได้ยินชายชราผู้นำสถาบันจิต์ถาม พวกเขาหงายฝามือขึ้นปรากฏของสิ่งหนึ่งขึ้นบนฝ่ามือของพวกเขา
“นั้นมันตราประทับอัสนีและอัคคี นี่”
ผู้ที่มีตราประทับนั้นต้องสามารถหลอมรวมเป็แก่นแท้ของธาตุจนบรรลุเป็หนึ่งเดียวกันมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ผู้คนรู้จักผู้หนึ่งใช้ธาตุอัสนีและอีกผู้หนึ่งใช้อัคคี
“เป็พวกท่านจริงๆงั้นรึนี่”
เมื่อชายชราผู้นำเห็นดังนั้นดวงตาจึงเป็ประกายเร่งคาราวะแนะนำตัวเองทันที
“ข้า อลัน อัลเฟส ผู้นำแห่งสถาบันจิต์ยินดีที่ได้พบกับพวกท่านทั้งสอง”
เมื่อผู้พิทักษ์วายุ คาย ที่ยืนอยู่ข้างหลังผู้นำ ได้ยินดังนั้นจึงนึกออกถึงเหตุการณ์ที่เขาได้ยินเกี่ยวกับการประลองฝีมือของทั้งสองคนที่ผาฟ้าได้เปลี่ยนภูมิประเทศแถวนั้นต่างไปจากที่เคยเป็
ทำให้เขานึกถึงเื่ที่เขาก่อเหตุเมื่อครู่ที่ไปท้าทายสัตว์ประหลาดตัวเป็ๆเข้าทำให้ขาของเขาไร้ซึ่งเรียวแรงที่จะยืนอยู่ จึงเร่งกล่าว
“เมื่อสักครู่ข้าต้องขออภัยท่านผู้เฒ่าทั้งสอง และพี่ชายทั้งสองด้วย ข้าทำไปเพราะข้าไม่รู้จริงๆ” เขามีสีหน้ากังวลและเหงื่อออกทั่วแผ่นหลังของเขา
“เื่นั้นช่างมันเถอะพวกข้ามาที่นี้ย่อมมีเื่สำคัญจะมาหารือด้วย”
เฒ่ามูตอบกับไปและหันไปสบตากับผู้นำ
“เชิญท่านทั้งสองกล่าว”
ผู้นำกล่าวพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นผู้เฒ่าทั้งสองได้เปลี่ยนกันเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ผู้นำสถาบันจิต์ฟัง ยกเว้นเื่ศิลาแห่งทวยเทพที่ไม่กล่าวบอก เมื่อผู้นำได้ฟังเื่ทั้งหมดจากผู้เฒ่าทั้งสอง ใบหน้าที่เคยยิ้มถึงกับซีดไร้ซึ่งสีสันขึ้นทันที รวมถึงผู้พิทักษ์คายด้วย
“ถ้าเื่ที่พวกท่านกล่าวเป็เื่จริงพวกเราคงอยู่ในวิกฤตแน่ ข้าคงต้องส่งหนังสือขอความช่วยเหลือไปยัง อาณาจักรพฤกษา์แล้วละ”
“คายเ้าจงไปแจ้งข่าวแก่เหล่าผู้พิทักษ์ทั้งหมดมาพบข้าเดี๋ยวนี้”
คายที่ยืนฟังยังอ้าปากค้างตกตะลึงจากเื่ที่ได้ฟัง เมื่อได้ยินผู้นำสั่งจึงคืนสติ
“คะ...ครับ”
กล่าวจบเขาก็เหาะออกไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าต้องขอเชิญพวกท่านทั้งสองพักอยู่ที่นี้ก่อนเพื่อจะได้ปรึกษาหารือกันในเื่นี้”
ผู้นำกล่าวเชิญทั้งสองคน
“ได้สิพวกเราก็มีเื่ปรึกษากับเ้าต่อเหมือนกัน”