ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    กล้าดียังไงถึงยืนบนหัวข้า?

    หนานหมิงเที่ยวชมเมืองหลวงต้าเหยียนยามค่ำคืนด้วยความตื่นตาตื่นใจ 

    แม้ว่าเขาจะอยู่ที่โลกใบนี้สิบแปดปี แต่ทว่านี้เป็นครั้งแรกที่เขามาเมืองหลวงของอาณาจักร อีกทั้งเขายังมีเงินจำนวนมากและสามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัด เพราะฉะนั้นแล้วเขาจึงซื้อของที่อยากได้ อะไรที่น่ากินก็ซื้อ อะไรที่จะเอาไปฝากครอบครัวก็ซื้อ 

    สำหรับการเงินของหนานหมิงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเขามีเงินมากกว่าราชวงศ์เหยียนเสียอีก แม้กระทั้งจักรพรรดิเหยียนซีเหอก็ยังมีเงินน้อยกว่าหนานหมิงด้วยซ้ำ

    ในขณะที่หนานหมิงกำลังซื้อของอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงคนตะโกนด่ากันขึ้น โดยเสียงตะโกนด่าอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขาอยู่สักเท่าไหร่ ทำให้เขาได้ยินเสียงตะโกนด่ากันอย่างชัดเจน

    แต่ทว่าเสียงเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้หนานหมิงรู้สึกหมดสนุก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับคนที่กำลังโต้เถียงกัน เขาเดินเข้าออกร้านขายขนมแห่งหนึ่งก่อนที่จะเดินออกมาพร้อมกับอาหารในมือและเดินเข้าไปยังร้านค้าขายเครื่องประดับเช่นพวกจี้หยก ปิ่นปักผม เพื่อซื้อของเหล่านี้ให้กับแม่และพี่สาวของเขา

    เพียงแต่หลังจากที่หนานหมิงออกมาจากร้านค้าขายเครื่องประดับ จู่ๆก็มีเสียงการต่อสู้ดังขึ้น ซึ่งเสียงการต่อสู้ก็ดังมาจากจุดที่เคยมีการโต้เถียงกันนั่นแหละ

    หนานหมิงเหลือบมองก่อนที่จะไม่ให้ความสนใจ ไม่นานนักก็มีทหารจำนวนมากกระโดดลงมาจากท้องฟ้าพร้อมกับกลิ่นอายระดับปราชญ์ยุทธ์ถึงสามคนและบรรพจารย์ยุทธ์อีกหลายสิบคน

    เมื่อทหารปรากฏตัวชาวบ้านที่มุงอยู่จึงเริ่มถอยห่างทันที เพราะพวกเขาไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติการอยู่

    จากนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหูของหนานหมิง ซึ่งเสียงนั่นก็คือเสียงของฉินตู

    “ นายท่านคนที่ต่อสู้กันคือคุณหนูรองกับโอวหยางซูหยวนขอรับ ” ฉินตูรายงาน

    ในตอนแรกหนานหมิงไม่ได้สนใจมากนักแต่เมื่อได้ยินว่าพี่สาวของเขาเป็นคนต่อสู้ก็ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วแน่นและพึมพำเสียงเบาว่า “ เล่ารายละเอียดทั้งหมด ” 

    จากนั้นหนานหมิงก็เดินตรงไปยังจุดที่มีการต่อสู้กันทันที

    จากที่ฉินตูเล่ามา เมื่อประมาณครึ่งชั่วยามก่อนหนานหลินพร้อมกับคณะผู้ตรวจการมาถึงเมืองหลวงต้าเหยียน เนื่องจากหนานหลินและชิงเหยาเคยมาที่เมืองหลวงต้าเหยียนแล้ว พวกนางจึงคิดที่จะเดินเล่นยามค่ำคืน 

    แต่แล้วจู่ๆพวกนางก็มาเจอกับโอวหยางซูหยวนซึ่งเป็นบุตรชายคนที่สี่ของผู้นำตระกูลโอวหยางและยังเป็นน้องชายของโอวหยางจิงหานซึ่งเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลโอวหยาง ทำให้โอวหยางซูหยวนมักจะมีนิสัยลำพองและหยิ่งผยองไม่สนใจใครหน้าไหน จะมีก็แต่คนของราชวงศ์และหอการค้าหมื่นสมุทรเท่านั้นที่ทำให้โอวหยางซูหยวนยอมอ่อนข้อลงได้

    โอวหยางซูหยวนเห็นว่าคุณหนูรองน่ารักและต้องการที่จะเข้ามาจีบ แต่ทว่าคุณหนูรองปฏิเสธและพยายามหนีห่างจากโอวหยางซูหยวน

    เมื่อเห็นว่าโอวหยางซูหยวนยังคงตามมาอีก คุณหนูรองจึงอัดโอวหยางซูหยวนทันที จากนั้นผู้คุ้มกันของโอวหยางซูหยวนก็ปรากฏตัวขึ้นและเข้าโจมตีคุณหนูรอง แต่ทว่าหม่าซีเยว่ที่คอยคุ้มกันคุณหนูรองอย่างลับๆก็ปรากฏตัวและจัดการผู้คุ้มกันของโอวหยางซูหยวนจนหมดสติทั้งหมด

    หนานหมิงจึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ที่แท้ก็เป็นเพราะโอวหยางซูหยวนต้องการจีบพี่สาว แต่พี่สาวไม่ชอบ โอวหยางซูหยวนจึงตามตื้อไม่เลิกจนทำให้พี่สาวหมดความอดทนและอัดเจ้านั้นจนได้รับบาดเจ็บ 

    เมื่อโอวหยางซูหยวนได้รับบาดเจ็บผู้คุ้มกันของตระกูลโอวหยางจึงปรากฏตัวและพยายามทำร้ายพี่สาว แต่หม่าซีเยว่ซึ่งมีหน้าที่คอยคุ้มกันพี่สาวเข้ามาและจัดการกับผู้คุ้มกันเหล่านั้นจนพ่ายแพ้ 

    และเพราะเสียงการต่อสู้ดังไปทั่วพื้นที่ทำให้ทหารรักษาการณ์เมืองหลวงจึงเข้ามาควบคุมทันที

    เนื่องจากพื้นที่ที่ต่อสู้อยู่ห่างจากจุดที่หนานหมิงอยู่ไม่ไกล ทำให้เพียงแค่ไม่ถึงสิบลมหายใจเขาก็มาถึงแล้ว

    และเมื่อหนานหมิงมาถึง เขาก็ได้ยินเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมกับชี้หน้าของหนานหลินพร้อมกับตะโกนว่า “ ข้าต้องการให้สารเลวนี้ตาย! ” 

    หนานหลินยืนอยู่ด้านหลังของหม่าซีเยว่และยังมีชิงเหยาที่กำลังเกาะแขนของหนานหลินด้วยท่าทีหวาดกลัวอยู่

    สำหรับชิงเหยาที่เป็นเพียงตระกูลใหญ่จากเมืองเล็กๆไม่สามารถเทียบได้กับตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงและยิ่งเป็นตระกูลโอวหยางก็ยิ่งทำให้นางหวาดกลัวมากกว่าเดิมมาก

    แต่ทว่าหนานหลินนางกลับไม่ได้แสดงสีหน้าหรือท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันนางเป็นถึงยอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์ เพียงแค่นางดีดนิ้วเบาๆเมืองหลวงแห่งนี้ก็อาจจะถูกทำลายได้ง่ายๆ เพราะแบบนี้สำหรับนางแล้วตระกูลโอวหยางที่ทุกๆคนหวาดกลัว สำหรับนางก็เป็นเพียงแค่ตระกูลเล็กๆเท่านั้น 

    นอกจากนี้นางยิ่งมั่นใจว่าพี่สาวหม่าจะต้องจัดการกับปัญหาต่างๆได้เพราะแม้แต่นางที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์ก็ยังไม่เคยเอาชนะพี่สาวหม่าได้เลย เห็นได้ชัดว่าพี่สาวหม่านั้นแข็งแกร่งกว่านางมาก และอาจจะอยู่ในระดับเซียนยุทธ์หรือสูงกว่านั้นด้วยซ้ำ

    ทหารทั้งหมดมองไปที่หม่าซีเยว่ หนานหลินและชุนเหยาด้วยแววตาลังเล เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็สัมผัสได้ว่าสตรีทั้งสามคนนี้ มีสองคนที่ไม่ธรรมดาเลย ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์พวกเขาคล้ายกับมีอะไรบางอย่างบอกว่าห้ามยุ่งกับคนเหล่านี้

    “ พวกแกคิดที่จะขัดคำสั่งของข้างั้นเรอะ แกรู้ไหมว่าข้าคือโอวหยางซูหยวน น้องชายของโอวหยางจิงหาน พวกแกยังกล้าขัดคำสั่งของข้าอีกงั้นเรอะ ” โอวหยางซูหยวนคำรามลั่นด้วยความโกรธ

    เหล่าทหารพวกกันมองหน้ากันก่อนที่จะมองไปยังหัวหน้าของพวกเขาซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์ 

    หัวหน้าทหารสองคนมองหน้ากันก่อนที่จะมีคนหนึ่งเดินไปหาหม่าซีเยว่และกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ แม่นางช่วยตามพวกเราไปที่ศาลด้วยเพื่อให้ท่านผู้พิพากษาตัดสินโทษ แม่นางไม่ต้องกังวลผู้พิพากษาเต็มไปด้วยความยุติธรรมอย่างแน่นอน ” 

    หนานหมิงและคนอื่นๆที่ได้ยินก็รู้ว่านี้เป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้างเฉยๆเท่านั้น พวกเขารู้ดีว่าตระกูลโอวหยางมีอิทธิพลมากแค่ไหน ถ้าหากคนธรรมดาก็คงแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรแล้ว แต่โชคร้ายที่โอวหยางซูหยวนมาหาเรื่องหนานหลิน

    หม่าซีเยว่ยิ้มอย่างดงามและกล่าวด้วยน้ำเสียงไพเราะว่า “ แล้วถ้าหากข้าไม่ไปพวกเจ้าจะทำอย่างไร? อีกอย่างนะข้าต้องการให้มันมาคุกเข่าขอโทษน้องสาวของข้า ถ้าหากเจ้าทำได้ข้าก็อาจจะคิดดูว่าจะไปที่ศาลดีไหม ” 

    “ สารเลวแกกล้าพูดแบบนี้งั้นเรอะ คอยดูเถอะถ้าหากผู้อาวุโสตระกูลของข้ามาถึงแล้วแกยังจะทำยังหยิ่งผยองแบบนี้อยู่ไหม?! ” โอวหยางซูหยวนจ้องมองไปที่หม่าซีเยว่ด้วยความโกรธ เขาคิดว่าถ้าหากผู้อาวุโสของเขามาถึงและจัดการกับหม่าซีเยว่ได้ เขาจะทำให้นางสารเลวนี้ร้องอยู่บนเตียงเขาทั้งคืนเลยคอยดู

    หม่าซีเยว่ยิ้มอย่างเย็นชา เพียงแค่นางมองดูโอวหยางซูหยวน นางก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าสารเลวนี้กำลังคิดอะไรอยู่ แต่น่าเสียดายที่มันไม่เป็นอย่างที่เจ้าสารเลวนี้ต้องการอย่างแน่นอน

    เนื่องจากเกิดการต่อสู้กันขึ้นและมีทหารลงมาจัดการ ทำให้ชาวบ้านหรือผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากที่อยู่รอบๆพากันให้ความสนใจ 

    อีกทั้งช่วงนี้เป็นช่วงที่ใกล้จะถึงการแข่งขันการประลองร้อยสำนักทำให้เมืองหลวงต้าเหยียนยิ่งคึกคักมากกว่าเดิม เพราะแม้กระทั้งคนจากอาณาจักรใกล้เคียงเองก็ยังมารับชมเพราะพวกเขาอยากรู้ว่ารุ่นเยาว์ของอาณาจักรต้าเหยียนจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน โดยเฉพาะอาณาจักรต้าเฉียนที่เป็นคู่ปรับกันมาอย่างยาวนาน

    เพราะแบบนี้เมื่อมีการต่อสู้กันเกิดขึ้นภายในเมืองหลวงต้าเหยียนจึงกลายเป็นจุดสนใจของทุกๆคนในทันที เรียกได้ว่าบนหลังคาบ้านเรือนเต็มไปด้วยยอดฝีมือจำนวนมากที่มารับชมความสนุก แม้กระทั้งคนของราชวงศ์หรือห้าตระกูลใหญ่ก็มากันอย่างพร้อมเพียง

    ไม่นานนักก็มีชายชราสองคนบินลงมาจากท้องฟ้าเหนือเมืองหลวง ทั้งสองถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ขั้นปลายของตระกูลโอวหยาง

    แม้ว่าภายในเมืองหลวงจะมีกฏว่าห้ามบินอยู่เหนือเมืองหลวง แต่กฏนั้นก็ต้องดูว่าใช้กับใคร ถ้าหากเป็นคนของห้าตระกูลใหญ่ ทางราชสำนักก็อาจจะหลับตาข้างลืมตาข้างเพื่อปล่อยผ่าน

    เมื่อชายชราสองคนมาถึง โอวหยางซูหยวนก็ยิ่งมีกำลังใจมากขึ้น เขารีบวิ่งไปหาชายชราทั้งสองพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับทั้งสองคนฟังทันที แถมยังใส่สีตีไข่จนทำให้ดูเหมือนกับว่าเขาถูกทำร้ายอย่างหนัก

    เมื่อผู้อาวุโสทั้งสองคนของตระกูลโอวหยางเห็นว่าโอวหยางซูหยวนได้รับบาดเจ็บ พวกเขาก็จ้องไปที่หม่าซีเยว่ด้วยแววตาเย็นชา

    “ ถ้าหากเจ้าคุกเข่าและกล่าวขอโทษพร้อมกับติดตามพวกข้าไปยังตระกูลโอวหยางข้าก็จะไม่สังหารจ้า! ” โอวหยางเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับปลดปล่อยออร่าของราชันยุทธ์ขั้นปลายออกมา

    โอวหยางชิงขุยก็ปลดปล่อยออร่าของราชันยุทธ์ขั้นปลายออกมาเช่นกัน 

    ตอนนี้ผู้อาวุโสทั้งสองคนของตระกูลโอวหยางเตรียมพร้อมที่จะสังหารหม่าซีเยว่แล้วถ้าหากนางเล่นตุกติก 

    อีกอย่างการที่พวกเขาไม่ลงมือก่อนก็เพราะพวกเขาต้องการให้หม่าซีเยว่เป็นผู้ลงมือก่อน พวกเขาจึงจะมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการจัดการกับหม่าซีเยว่ พวกเขาสามารถอ้างได้ว่าหม่าซีเยว่เป็นคนลงมือก่อนพวกเขาแค่ป้องกันตัวเท่านั้น 

    เวลานี้ยอดฝีมือทั้งหลายต่างก็ถอยห่างจากจุดสูญกลางของการต่อสู้ทันที เพราะพวกเขากลัวว่าจะถูกลูกหลงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส 

    จะมีก็แต่ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์เหมือนกันที่ยังคงยืนอยู่เฉยๆไม่ได้ถอยหนีไปไหน

    ทางด้านของหนานหมิงเขาเองก็ยืนดูอยู่เฉยๆ เขาอยากรู้ว่าหม่าซีเยว่จะจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร อีกอย่างถ้าหากตระกูลโอวหยางกล้าที่จะลงมือกับพี่สาวของเขาจริงๆ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะไปพูดคุยกับตระกูลโอวหยางเป็นการส่วนตัว 

    บรรยากาศเต็มไปด้วยความตรึงเครียด 

    ทันใดนั้นเสียงหัวเราะของหม่าซีเยว่ก็ได้ทำลายบรรยากาศที่ตรึงเครียดนี้ จากนั้นนางก็มองไปยังผู้อาวุโสของตระกูลโอวหยางทั้งสองด้วยแววตาเย้ยหยันและกล่าวว่า “ พวกเจ้าคิดว่าแค่ราชันยุทธ์สองคนจะทำอะไรข้าได้งั้นหรอ? แม้กระทั้งราชันยุทธ์เมื่ออยู่ต่อหน้าข้าพวกมันก็เป็นเพียงแค่เศษขยะเท่านั้น ” 

    สำหรับหม่าซีเยว่ ตัวตนระดับเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์ ขอเพียงแค่นางต้องการโลกใบเล็กแห่งนี้ก็คงถูกทำลายลงอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นแล้วจักรรพรรดิยุทธ์ที่อาณาจักรต้าเหยียนมองว่าเป็นเทพเจ้า สำหรับนางก็แค่ขอทานข้างถนนเท่านั้น 

    ผู้อาวุโสทั้งสองคนของตระกูลโอวหยาง รวมไปถึงยอดฝีมือทั้งหมดที่อยู่รอบๆต่างก็จ้องมองหม่าซีเยว่ด้วยแววตาประหลาดใจ

    ยังไม่ทันที่ผู้อาวุโสทั้งสองคนของตระกูลโอวหยางจะกล่าวสิ่งใด ออร่าที่น่าสะพรึงกลัวก็ถูกปล่อยออกมาจากร่างกายของหม่าซีเยว่

    ผู้อาวุโสทั้งสองคนที่ถูกคลื่นพลังของหม่าซีเยว่โจมตีโดยตรง พวกเขาพ่นเลือดออกมาคำโตก่อนที่จะทรุดตัวลงกับพื้นด้วยแววตาหวาดกลัว

    ในฐานะที่เป็นราชันยุทธ์ของตระกูลโอวหยาง พวกเขาย่อมเคยพบเจอจักรพรรดิยุทธ์มาก่อน แต่คลื่นพลังของจักรพรรดิยุทธ์เหล่านั้นไม่สามารถเทียบได้กับคลื่นพลังของสตรีที่อยู่ด้านหน้าของพวกเขาเลยด้วยซ้ำ

    ตอนนี้ผู้อาวุโสทั้งสองรับรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้พวกเขาได้เจอกับปัญหาใหญ่แล้ว ต่อให้พวกเขาหนีไปได้แต่จวนตระกูลโอวหยางย่อมหนีไม่พ้น

    จากนั้นบรรยากาศรอบๆถึงกับสั่นไหว อากาศรอบๆถึงกับฉีกขาด จักรพรรดิยุทธ์และราชันยุทธ์ทั้งหมดในเมืองหลวงต่างสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่น่าหวาดกลัว พวกเขาถูกออร่านี้กดทับจนแทบจะหายใจไม่ออก เม็ดเหงื่อจำนวนมากกระจายทั่วทั้งร่างกายของพวกเขาอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าคลื่นพลังนี้ทรงพลังมากแค่ไหนคาดว่าจะต้องอยู่ในระดับเหนือยุทธ์ขึ้นไปอย่างแน่นอน

    ระดับเหนือยุทธ์ภายในทวีปฮุยต้วนถือว่าเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุด พวกเขาสามารถทำให้กองกำลังนั้นกลายเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆของทวีปได้เลย

    ไม่นานนักยอดฝีมือระดับจักรพรรดิทั้งหมดในเมืองหลวงก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือท้องฟ้าในจุดที่หม่าซีเยว่อยู่

    เมื่อยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยปรากฏตัวขึ้น เหล่าผู้คนที่อยู่รอบๆถึงกับแสดงสีหน้าตกใจออกมา แต่พวกเขาก็ไม่ได้แปลกใจมากนักเพราะคลื่นพลังที่หม่าซีเยว่ปลดปล่อยออกมานั้นเหนือกว่าจักรพรรดิยุทธ์ไปไกลมาก ถ้าหากจักรพรรดิยุทธ์ไม่ปรากฏตัวออกมาสิถึงจะแปลก

    หม่าซีเยว่เหลือบมองจักรพรรดิยุทธ์บนท้องฟ้าด้วยแววตาเย็นชาจากนั้นนางก็กล่าวขึ้นว่า “ เป็นเพียงแค่จักรพรรดิยุทธ์กล้าดียังไงถึงยืนอยู่บนหัวของข้า? ”

    ทันใดนั้นพลังที่รุนแรงก็ทำให้จักรพรรดิยุทธ์ทั้งหมดหล่นมาที่พื้น 

    เหล่าจักรพรรดิยุทธ์ถึงกับพ่นเลือดออกมาด้วยสีหน้าเจ็บปวด ตอนนี้แววตาของจักรพรรดิยุทธ์ทั้งหมดต่างก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด 

    ฉากนี้ทำให้ผู้คนที่อยู่โดยรอบพากันสูดลมหายใจเข้าลึกๆด้วยความหวาดกลัว ตอนนี้พวกเขาพยายามจดจำใบหน้าของหม่าซีเยว่ หนานหลินและชุนเหยาเอาไว้ทันที เพราะถ้าหากพวกเขาเจอกับพวกนางในอนาคต พวกเขาจะต้องหนีจากนางให้ไวและห้ามสร้างปัญหาให้กับพวกนางเด็ดขาด

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน